เจาะลึกวิวัฒนาการตำแหน่งฟูลแบ็กในฟุตบอลสมัยใหม่ จากแข้งปิดทองหลังพระสู่ตัวสร้างสรรค์เกมตัวจริง
“ไม่มีใครอยากโตขึ้นมาเป็นฟูลแบ็ก”
ในอดีตตำแหน่ง ฟูลแบ็ก มักถูกมองว่าเป็นเพียงพื้นที่สำหรับผู้เล่นที่ไม่ดีพอจะเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็ก หรือปีกธรรมชาติที่ไม่ไวพอจะเอาชนะแนวรับคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม ในฟุตบอลสมัยใหม่ ภาพจำเหล่านั้นได้ถูกทำลายลง ฟูลแบ็ก ไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นปิดทองหลังพระอีกต่อไป แต่เปลี่ยนกลายเป็น "หัวใจ" ที่ชี้ขาดผลแพ้ชนะ
คำถามน่าสนใจที่เกิดขึ้นในตลาดซื้อขายนักเตะยุคนี้คือ ทำไมสโมสรระดับท็อปทั่วโลกถึงต้องการฟูลแบ็กเก่ง ๆ มากขึ้น ... แต่ในขณะเดียวกัน ฟูลแบ็กระดับเวิลด์คลาสกลับกลายเป็น “ของหายาก” ที่แทบจะงมหาไม่เจอในตลาด?
SIAMSPORT จะพาไปหาคำตอบของเรื่องนี้กัน
[ จากตัวประกอบริมเส้น สู่ 'เพลย์เมกเกอร์' ]
พัฒนาการของ ฟุตบอลสมัยใหม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าถูกขับเคลื่อนด้วยการแย่งชิงพื้นที่ในแดนกลาง
ในอดีตหน้าที่ของ ฟูลแบ็ก มีเพียงการยืนคุมพื้นที่ คอยซัพพอร์ตปีก และเติมขึ้นไปครอสบอลจากริมเส้
แต่เมื่อฟุตบอลยุคนี้ปรับมาให้ปีกหุบเข้าข้างในเพื่อเป็นตัวจบสกอร์
พื้นที่กว้างริมเส้นรวมถึงช่องว่างครึ่งช่อง จึงตกเป็นภาระการรับผิดชอบของ ฟูลแบ็ก โดยสมบูรณ์
ข้อมูลทางสถิติจาก พรีเมียร์ลีก ชี้ให้เห็นว่า ในฤดูกาล 2018/19 ฟูลแบ็ก ทำแอสซิสต์รวมกันสูงถึง 135 ครั้ง เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากฤดูกาล 2013/14 ที่ทำไว้เพียง 75 ครั้
ในขณะที่จำนวนการครอสบอลยาวจากลูกโอเพ่นเพลย์ทั่วทั้งลีกกลับลดลงต่ำกว่า 10,000 ครั้งเป็นครั้งแรก
กล่าวคือ ฟูลแบ็ก ไม่ได้แค่วิ่งไปโยนบอลอีกต่อไป แต่คือ คนที่สร้างสรรค์เกมจากแนวลึกนั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาบทบาท "อินเวิร์ตฟูลแบ็ก" ที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายโดยกุนซืออย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยิ่งเปลี่ยนแท็กติกไปอีกขั้น
การหุบ ฟูลแบ็ก เข้ามาเล่นเป็นกองกลางตัวกลาง ขณะครองบอล ไม่เพียงแต่สร้างความได้เปรียบในแดนกลางเพื่อแกะเพรสซิ่ง
แต่ยังช่วยเซ็ตโครงสร้างป้องกันการสวนกลับ ตรงกลางสนามทันทีที่ทีมเสียบอล
นักเตะอย่าง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ชูเอา กันเซโล่ หรือ ริโก้ ลูอิส จึงกลายเป็นไฮบริดเพลเยอร์ ที่ต้องอ่านเกมอย่างมิดฟิลด์ จ่ายบอลทะลุช่องได้แม่นยำ และยังต้องรักษาความกว้างของเกมรุกไว้ได้ในเวลาเดียวกัน
[ ภาระระดับมนุษย์เหล็ก ]
ความต้องการ ฟูลแบ็ก ที่สูงขึ้นมันก็แลกมากับขีดจำกัดทางร่างกาย
จากข้อมูลของ Football Performance Insights ระบุว่า ฟูลแบ็ก คือตำแหน่งที่ต้องวิ่งครอบคลุมระยะทางมากที่สุดในสนามเฉลี่ยถึง 11-13 กิโลเมตรต่อแมตช์
แต่สิ่งที่โหดร้ายกว่าระยะทางรวม คือ "ความถี่และความเข้มข้น" ของการเคลื่อนที่
ฟูลแบ็ก ต้องวิ่งด้วยความเร็วเป็นระยะทางรวม 800-1,200 เมตรต่อเกม แถมต้องวิ่งเต็มสปีด ถึง 20-35 ครั้งต่อแมตช์ เพื่อซัพพอร์ตเกมรุกหรือกลับไปช่วยเกมรับ
โดยมีจังหวะต้องเร่งความเร็ว 60-90 ครั้ง และเบรกตัวเองอีก 50-80 ครั้งต่อเกม ซึ่งส่งผลต่อกล้ามเนื้อและข้อต่อมาก ๆ อีกทั้งยังต้องสลับบทบาทระหว่างเกมรุกและเกมรับมากถึง 40-60 ครั้งในหนึ่งนัด
ซึ่งหาก ฟูลแบ็ก คนใดคนหนึ่งมีพละกำลังไม่มากพอ หรือไม่สามารถรักษาสปีดในการวิ่งซ่อมเกมรับได้ ทีมยักษ์ใหญ่ ที่ใช้แนวรับดันสูงก็พร้อมจะถูกลงโทษด้วยลูกสวนกลับในพื้นที่ว่างหลังบ้านทันที
[ทำไมฟูลแบ็กเก่ง ๆ ถึงกลายเป็นของหายาก? ]
อย่างไรก็ตาม เมื่อความต้องการทางแท็กติกและร่างกายพุ่งสูงขึ้น เหตุใดตลาดนักเตะถึงปฏิเสธไม่ได้ว่า กำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนฟูลแบ็ก?
พอลลี่ เวสเทล จาก Kwest Thoughts และสถาบันฝึกสอนฟุตบอลชั้นนำได้สรุปสาเหตุสำคัญไว้น่าสนใจมาก ๆ
ประการแรกคือ ฟุตบอลยุคนี้ต้องการ ฟูลแบ็ก ที่มีทักษะป้องกัน 1v1 ได้ดีเหมือนเซนเตอร์แบ็ก แต่ขณะเดียวกันเกมรุกก็ต้องครอบครองบอล จ่ายบอลในพื้นที่แคบ และสร้างสรรค์เกมได้เหมือนมิดฟิลด์
ซึ่งการรวมทักษะทั้งสองด้านนี้ไว้ในผู้เล่นคนเดียวคือ เรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ๆ ในคน ๆ เดียว
ประการที่สอง ประชากรโลกที่ถนัดเท้าซ้ายธรรมชาติมีเพียงประมาณ 10% เท่านั้น แต่ในระบบฟุตบอลสมัยใหม่ เมื่อมีเด็กถนัดเท้าซ้ายที่มีทักษะไปกับบอลยอดเยี่ยม ... โค้ชมักจะดันเด็กคนนั้นขึ้นไปเล่นเป็น ปีกขวา (เพื่อตัดเข้าในไปยิงด้วยเท้าซ้าย) เช่นในกรณีของ บูกาโย่ ซาก้า หรือ กาเร็ธ เบล ในอดีต
หรือไม่ก็ถูกโยกไปยืนเป็น เซนเตอร์แบ็กเท้าซ้าย สำหรับการเซ็ตบอลจากแนวรับ เช่น ลิซานโดร มาร์ติเนซ
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ทรัพยากรสำหรับตำแหน่ง "แบ็กซ้ายธรรมชาติ" แทบไม่เหลืออยู่ในระบบ
สโมสรใหญ่ใน พรีเมียร์ลีก หลายทีมจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการเอาเซนเตอร์แบ็กมาเล่นแบ็กซ้ายขัดทัพ ไม่ว่าจะเป็น ยอชโก้ กวาร์ดิโอล, นาธาน อาเก้ , ลีวาย โคลวิลล์, แดน เบิร์น
อ่านมาถึงตรงนี้ประมาณว่า วิกฤตการขาดแคลน ฟูลแบ็ก ในฟุตบอลยุคปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากการที่เด็กยุคนี้เล่นฟุตบอลเก่งน้อยลง หากแต่เกิดจากวิวัฒนาการทางแท็กติกฟุตบอลนั้นแหละ ที่เปลี่ยนไปไวมาก ๆ จนเจนใหม่เกิดและสร้างไม่ทันใช้
ฟูลแบ็ก ได้ก้าวข้ามจากการเป็นผู้เล่นริมเส้นธรรมดา กลายมาเป็นฟันเฟืองสำคัญของทีมที่ต้องเก่งทั้งรุก ครอบครองบอลได้เหมือนกองกลาง และป้องกันได้ดีเหมือนเซนเตอร์แบ็ก
ที่กล่าวมาข้างบนมันกำลังเกิดขึ้น ในขณะที่โครงสร้างการผลิตนักเตะยังคงปรับตัวตามไม่ทัน
และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมตำแหน่งที่เคยถูกมองข้ามมากที่สุดในอดีต ถึงกลายเป็นตำแหน่งที่มีค่าตัวและมูลค่าทางยุทธศาสตร์สูงที่สุดตำแหน่งหนึ่งในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน