มีสัญญาณว่า อันโดนี่ อิราโอล่า กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นของ ลิเวอร์พูล ไม่เพียงเพื่อให้ทีมสามารถใช้ระบบเพรสซิ่งพลังงานสูงของเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเพื่อแก้ไขปัญหาบางอย่างในเกมรับด้วย
ปัญหาหลักในเกมรับของ ลิเวอร์พูล เป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนมาระยะหนึ่งแล้ว ช่องว่างระหว่างแนวเพรสซิ่งแต่ละไลน์มีมากเกินไป ทำให้เกิดพื้นที่ว่างขนาดใหญ่บริเวณแดนกลาง เมื่อคู่แข่งสามารถหลุดจากการเพรสซิ่งด่านแรกได้ และส่งผลให้แนวรับด้านหลังต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เปราะบาง
ปัญหาดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อทั้ง เจเรมี่ ฟริมปง และ มิลอส เคอร์เคซ ดันขึ้นไปยืนสูงในสนาม ทำให้เซนเตอร์แบ็กต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่มีตัวช่วยและต้องป้องกันพื้นที่กันเอง
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นชัดที่สุดจากการที่ทีมไม่มีมิดฟิลด์ตัวรับโดยธรรมชาติอยู่ในทีม หรืออย่างน้อยก็ไม่มีผู้เล่นในตำแหน่งดังกล่าวที่ผู้จัดการทีมไว้วางใจให้ลงสนาม วาตารุ เอ็นโด เป็นหนึ่งในตัวเลือกดังกล่าว แต่ไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนามจาก อาร์เน่อ สล็อต และดูเหมือนว่า อิราโอล่า ก็ไม่น่าจะเลือกใช้งานเขาเช่นกัน
มิดฟิลด์ตัวรับสามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งกองกลางตัวรับลึกสุด หรือมิดฟิลด์แบบบ็อกซ์ทูบ็อกซ์ แต่ "หงส์แดง" ไม่มีผู้เล่นที่เหมาะสมกับบทบาทดังกล่าวในทั้งสองตำแหน่ง ดังนั้นดูเหมือนว่า อิราโอล่า พยายามเริ่มแก้ไขปัญหานี้ด้วยการให้ ฟริมปง ยืนต่ำลง พร้อมปรับระบบการเล่นโดยเพิ่มแนวรับคนที่สามเข้ามาช่วย
- การให้ ฟริมปง ยืนต่ำลง และการมีแนวรับคนที่สาม
หนึ่งในวิธีที่จะเพิ่มความปลอดภัยให้กับทีมในแง่ของการยืนตำแหน่ง คือการเพิ่มแนวรับคนที่สามเข้ามาในลักษณะที่มีการยืนเหลื่อมกัน
ทีมที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักใช้วิธีนี้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ในเวลานี้ ลิเวอร์พูล มีทางเลือกในการทำเช่นนั้นอยู่เพียงวิธีเดียว
ในตัวอย่างที่ดีที่สุดของแนวคิดนี้ ซึ่งเกิดขึ้นจากวิวัฒนาการของฟุตบอลยุคใหม่ คือ บาร์เซโลน่า ที่ใช้ เอริค อบิดัล ยืนเป็นแบ็กซ้ายเชิงรับ ขณะที่อีกฝั่งมีวิงแบ็กขวาที่เติมเกมรุก และได้รับการผ่อนปรนหน้าที่ในการเล่นเกมรับบางส่วนจากการจัดวางระบบดังกล่าว
อีกวิธีหนึ่งในการเพิ่มแนวรับคนที่สาม คือการใช้มิดฟิลด์ตัวรับที่ทำหน้าที่ในลักษณะของฮาล์ฟแบ็ก โดยไม่เพียงถอยลงมาอยู่ระหว่างเซนเตอร์แบ็กสองคนในช่วงที่ทีมครองบอลและกำลังขึ้นเกมจากแดนหลังเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่แทบจะเป็นเซนเตอร์แบ็กเสริมอีกคน เมื่อทีมเดินหน้าเต็มที่และบุกอยู่ในแดนของคู่แข่ง
ฟาบินโญ่ เคยทำหน้าที่ในลักษณะนี้ภายใต้การคุมทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ และระบบดังกล่าวเปิดทางให้ฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งสามารถมีส่วนร่วมกับเกมรุกได้อย่างเต็มที่ ซึ่ง "เดอะ เร้ดส์" เคยเห็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมจากการเล่นของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน
เมื่อพิจารณาว่า อิราโอล่า ไม่มีมิดฟิลด์ตัวรับที่สามารถช่วยให้ฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งเติมเกมรุกได้อย่างอิสระเต็มที่ จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่เขาเริ่มหันมาพิจารณาทางเลือกแรก
- แก้ปัญหาช่องโหว่ทางแท็กติกทั้งเกมรับและเกมรุก
สิ่งนี้นำไปสู่ปัญหาอีกประการของ ลิเวอร์พูล นั่นคือเมื่อฟูลแบ็กได้รับอิสระให้เติมเกมรุก พวกเขาก็ยังทำได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการเสริมทัพ แต่ก็ยังถือเป็นเรื่องดีที่อย่างน้อย อิราโอล่า กำลังหาวิธีแก้ปัญหาในเกมรับ และจริง ๆ แล้วเขาแทบไม่มีทางเลือกอื่น
ลิเวอร์พูล มีแนวรับฝั่งขวาอย่าง โรนัลด์ อเราโฮ และ โจ โกเมซ ซึ่งทั้งคู่เหมาะอย่างยิ่งกับบทบาทแบ็กขวาเชิงรับ และสามารถขยับเข้ามาทำหน้าที่เป็นเซนเตอร์แบ็กคนที่สามได้ในบางสถานการณ์
เรื่องนี้เห็นได้อย่างชัดเจนจากตำแหน่งการยืนโดยเฉลี่ยของทีมในเกมพบ อิปสวิช การแก้ปัญหาในเกมรับครั้งนี้ อาจทำให้กุนซือชาวบาสก์เริ่มแก้ไขปัญหาในเกมรุกไปพร้อมกันด้วย
แม้การเสริมทัพในช่วงตลาดซื้อขายรอบหลัง ๆ จะสมควรถูกวิจารณ์อยู่บ้าง แต่ บิคตอร์ มูนญอซ และ บรัดเลย์ บาร์กโกล่า ถือเป็นจุดบวก และน่าจะเป็นการเซ็นสัญญาที่ดี ซึ่งจะช่วยให้ ลิเวอร์พูล มีทางเลือกมากมายในแนวรุก
ระหว่างที่ ลิเวอร์พูล ยังรอให้ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ แสดงให้เห็นอย่างเต็มที่ว่าเหตุใดสโมสรจึงยอมจ่ายเงินมหาศาลเพื่อคว้าตัวเขามาร่วมทีม การตั้งข้อสังเกตว่าเขาเหมาะกับแค่บางระบบหรือบางบทบาทที่เฉพาะเจาะจงนั้น แตกต่างจากปีกสองคนนี้ เพราะไม่น่าจะมีความกังวลเรื่องตำแหน่งการเล่นของพวกเขาแต่อย่างใด
- ทีเด็ดจากเกมรุกตรงริมเส้น
ความเร็วและทักษะการสัมผัสบอลของ มูนญอซ ถือเป็นสิ่งที่ ลิเวอร์พูล ต้องการอย่างมาก หากเขาสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจบสกอร์และการสร้างสรรค์เกมรุก แน่นอนว่าศักยภาพของเจ้าหนูรายนี้เล่นงานแนวรับคู่แข่งจนพวกเขาต้องเสียฟาวล์ หรือหวาดกลัวที่จะเข้าปะทะจนต้องถอยไปตั้งรับ
ชื่อเสียงของ บาร์กโกล่า ในเรื่องความเร็ซ และความเฉียบคมในการจบสกอร์เป็นเครื่องการันตีได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน โกดี้ คักโป เกือบถูกขายออกจากทีม แต่ตอนนี้เขากำลังค้นพบบทบาทที่เหมาะสมอย่างยิ่งภายใต้การคุมทีมของ อิราโอล่า ซึ่งดูเหมือนจะเป็นตัวหลักของทีมอย่างแท้จริง ไม่ใช่นักเตะสำรอง
ตำแหน่งแนวรุกฝั่งซ้ายที่ขยับเข้าด้านในของเขา สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในระบบ 4-3-3, 3-4-2-1 หรือแม้กระทั่ง 3-4-1-2 ซึ่งสาวก "เดอะ ค็อป" ได้เห็นมาบ้างนิดหน่อยจากเกมชนะ อิปสวิช โดยระบบหลังสุดกำลังเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นจากตำแหน่งการยืนโดยเฉลี่ยของทีม พร้อมให้ มูนญอซ รวมถึง อเราโฮ เป็นผู้เล่นคนสำคัญ
ระบบนี้ยังเปิดทางให้ ลิเวอร์พูล สามารถส่ง อเล็กซานเดอร์ อิซัค และ อูโก้ เอกิติเก้ ลงเล่นใน 11 ตัวจริงพร้อมกันได้ เมื่อ เอกิติเก้ กลับมาจากอาการบาดเจ็บ
แต่ที่สำคัญสำหรับตอนนี้ ระบบดังกล่าวเปิดโอกาสให้ อิซัค ยืนอยู่บนสุดของแนวรุกได้อย่างอิสระ เพื่อรอจังหวะ และฉกฉวยโอกาสทำประตู หรือยิงจากจุดไหนก็ตามที่เขามองว่าเหมาะสม เช่นเดียวกับที่ทำได้ในเกมพบ อิปสวิช
- แล้ว ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ จะเป็นยังไง?
คำถามที่น่าสนใจก็คือ แล้ว เวียร์ตซ์ ล่ะ? ดูเหมือนว่าถึงจุดที่เขาจำเป็นต้องแสดงผลงานให้มากกว่านี้แล้ว ไม่ว่าเขาจะเล่นในตำแหน่งใดหรือทีมจะใช้ระบบไหนก็ตาม
สโมสรไม่ควรทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อคว้าตัวนักเตะที่สามารถเล่นได้เพียงบทบาทเฉพาะทาง และบางที เวียร์ตซ์ ก็อาจไม่ได้เป็นผู้เล่นประเภทนั้น
สัญญาณต่างๆ บ่งชี้ว่า โดยรวมแล้วเขายังจำเป็นต้องแสดงผลงานให้เห็นมากกว่านี้ และตราบใดที่เขายืนอยู่ใกล้กับเพื่อนร่วมทีมในแนวรุก เขาก็น่าจะสามารถประสานงานและเชื่อมเกมกับเพื่อนร่วมทีมได้เป็นอย่างดี
แน่นอนว่า เวียร์ตซ์ เป็นนักฟุตบอลฝีเท้าดีมาก และหวังว่า อิราโอล่า จะสามารถพัฒนาเขาให้กลายเป็นนักเตะที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง และเป็นผู้เล่นที่สามารถสร้างอิทธิพลต่อผลการแข่งขันได้
ในฤดูกาลที่สองของ สล็อต มีปัญหาในเกมรับเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งดูเหมือนว่าไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง หรือแม้แต่พยายามแก้ไขด้วยซ้ำ แต่ อิราโอล่า ดูเหมือนอย่างน้อยก็กำลังพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านั้น และการปรับระบบครั้งนี้อาจช่วย ลิเวอร์พูล ได้ทั้งในเกมรับและเกมรุก