เปิดเบื้องหลังปฏิบัติการ'เชลซี' ระบาย 39 แข้งกวาดกำไรอู้ฟู่ พร้อมบทเรียนราคาแพงที่นำไปสู่การปฏิรูปทีม

เปิดเบื้องหลังปฏิบัติการ'เชลซี' ระบาย 39 แข้งกวาดกำไรอู้ฟู่ พร้อมบทเรียนราคาแพงที่นำไปสู่การปฏิรูปทีม
นับตั้งแต่เปลี่ยนมือจากยุคของ โรมัน อบราโมวิช มาสู่เจ้าของใหม่เมื่อพฤษภาคมปี 2022 "สิงห์บลูส์" เชลซี สร้างความฮือฮาในตลาดซื้อขายนักเตะช่วงหน้าร้อนมาโดยตลอด

รอบนี้พวกเขายังคงเป็นสายเปย์เช่นเคย ด้วยการทุ่มเงินสูงถึง 349 ล้านปอนด์ คว้าตัวผู้เล่นใหม่เข้ามา 11 ราย นำโดย มอร์แกน โรเจอร์ส, มักซ็องซ์ ลาครัวซ์ และ เอมิเลียโน่ มาร์ตีเนซ

แต่สิ่งที่ต่างออกไปในรอบนี้... เชลซี กลับมาฟันกำไรจากการเทรดนักเตะได้อย่างน่าเหลือเชื่อ หลังจากผ่องถ่ายผู้เล่นออกจากทีมไปถึง 17 ราย

นอกจากนี้ ยังมีอีก 22 รายที่ถูกปล่อยยืมตัว โดยในจำนวนนี้มี 4 รายที่พ่วงออปชันซื้อขาด รวมมูลค่าสูงกว่า 140 ล้านปอนด์

นั่นหมายความว่า มีนักเตะเก็บกระเป๋าออกจากถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ รวมแล้วมากถึง 39 คน (และนี่ยังไม่นับรวมดาวรุ่งอีก 4 รายที่ถูกปล่อยตัวฟรี)

และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ หลังจบมหากาพย์ถ่ายเลือดครั้งใหญ่ เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเชลซียังคงลงทะเบียนนักเตะชุดใหญ่ไว้ใช้งานมากถึง 30 คน!

วันนี้เราจะมาเจาะลึกบทสรุปของดีลประวัติศาสตร์ 50 รายการในรอบเดียว โดยเฉพาะฝั่งขาออกอันน่าทึ่งทั้ง 39 ราย

ใครบ้างที่ย้ายออกถาวร?

ตัวเลขภายในของเชลซีระบุว่า สโมสรแห่งนี้สร้างตัวเลขรายรับจากการปล่อยตัวนักเตะในตลาดรอบนี้ได้มากกว่า 500 ล้านปอนด์ (นับรวมค่ายืมตัว) ซึ่งถือเป็นสถิติโลกใหม่เลยทีเดียว

ขณะที่การคำนวณของ BBC Sport โดย พอล แมคโดนัลด์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ FootballTransfers.com เมื่อต้นสัปดาห์ ชี้ว่าเชลซีใช้เงินซื้อไป 349 ล้านปอนด์ และได้เงินจากการขายกลับมา 382 ล้านปอนด์

ซึ่งตัวเลขหลังนี้ยังไม่ได้รวมค่ายืมตัว ออปชันหรือข้อผูกมัดซื้อขาดในอนาคต ตลอดจนเงื่อนไขโบนัสตามผลงานต่างๆ ซึ่งทางเชลซีประเมินว่าพวกเขากวาดกำไรสุทธิจากตลาดรอบนี้ไปราวๆ 120 ล้านปอนด์

ไม่ว่าจะคำนวณด้วยสูตรไหน ตลาดรอบนี้ของสิงห์บลูส์ก็คือปรากฏการณ์ซื้อขายนักเตะระดับทุบสถิติของวงการฟุตบอลยุโรปอย่างแท้จริง

ในบรรดา 39 แข้งที่ถูกขายหรือปล่อยยืม มีชื่อของ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ  ที่ย้ายไป แมนซิตี้ ด้วยค่าตัวสูงถึง 125 ล้านปอนด์ เทียบเท่าสถิติค่าตัวสูงสุดของเกาะอังกฤษ รวมถึง นิโคลัส แจ็คสัน กองหน้าเซเนกัล ที่ย้ายไป แอสตัน วิลล่า ด้วยค่าตัว 65 ล้านปอนด์

ขณะที่ มาร์ก กูกูเรย่า แบ็กซ้ายทีมชาติสเปน ย้ายไป เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 51.8 ล้านปอนด์ ส่วน เลียม ดีแลป (ฟอเรสต์) และ อันเดรย์ ซานโตส (แมนยูไนเต็ด) ถูกขายออกไปในราคาประมูลราวๆ 50 ล้านปอนด์ต่อคน

หากนับกันจริงๆ เชลซีขายนักเตะได้ในราคาเกิน 40 ล้านปอนด์ถึง 5 คน หรือถ้าบวกอีก 2 ดีลยืมตัวที่มีออปชันซื้อขาด 75 ล้านปอนด์ (มิไคโล มูดริค ไป สเปอร์ส) และบังคับซื้อขาด 43 ล้านปอนด์ (อเลฮานโดร การ์นาโช่ ไป วิลล่า) เท่ากับว่าพวกเขามีดีลระดับเกิน 40 ล้านปอนด์มากถึง 7 ราย!

เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือ ทั้งกัลโช่ เซเรีย อา มีนักเตะย้ายทีมระดับ 40 ล้านปอนด์ขึ้นไปแค่ 4 คน, ลาลีกา มี 2 คน และ บุนเดสลีกา มีเพียง 4 คนเท่านั้น

อีกหนึ่งจุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือ เชลซี ยินดีเปิดโต๊ะเจรจากับทีมในพรีเมียร์ลีกด้วยกันอย่างไม่เกรงกลัว โดยเฉพาะทีมคู่แข่งร่วมลีก

อาร์เซน่อล กลายเป็นทีมระดับ 'Big Six' ที่ดึงนักเตะเชลซียุคเจ้าของใหม่ไปมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น โนนี มาดูเอเก้, ไค ฮาแวร์ตซ์ และ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า 

นอกจากนี้ เชลซี ยังทำธุรกิจกับ แอสตัน วิลล่า ไปถึง 8 ดีลในรอบ 4 ปี ซึ่งเท่ากับจำนวนนักเตะไบรท์ตันที่ย้ายมาสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในช่วงเวลาเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังยอมทำธุรกิจกับ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ในดีลที่ มูดริค ย้ายไปสเปอร์สและยังถือเป็นดีลยืมตัวระหว่างสองทีมนี้ครั้งแรกในรอบ 34 ปีอีกด้วย

และแน่นอนว่า ยอดทีมแห่งกรุงลอนดอนยังคงส่งนักเตะไปให้ สตาร์สบูร์ก ทีมพันธมิตรในเครืออย่างต่อเนื่อง รอบนี้จัดไปอีก 2 ดีลย้ายถาวร กับ 3 ดีลยืมตัว

กลยุทธ์เชลซี... เริ่มออกดอกออกผลจริงหรือ?

ตัวเลขเหล่านี้คือสิ่งพิสูจน์ว่า นโยบายการสรรหานักเตะของเชลซีที่เคยโดนวิจารณ์อย่างหนักหน่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา เริ่มประสบผลสำเร็จแล้วในเชิงการเงินใช่หรือไม่? หรือมันเป็นเพียงการตามเช็ดตามล้างความวุ่นวายในตลาด 4 ปีแรกภายใต้การนำของ ท็อดด์ โบห์ลี และ Clearlake Capital กันแน่?

ตลอดช่วงที่ผ่านมา โมเดลของเชลซีเน้นไปที่การกว้านซื้อดาวรุ่งมาเซ็นสัญญาระยะยาว เพื่อเร่งผ่าตัดทีมใหม่ทดแทนยุคอับราโมวิช ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องแลกมาด้วยรายจ่ายมหาศาล

ยอดรวมเงินจ่ายซื้อนักเตะสูงกว่ารายรับจากการขายอย่างเห็นได้ชัด จนส่งผลให้สโมสรละเมิดกฎการเงิน (FFP) ของยูฟ่า จนโดนปรับเงินและต้องทำข้อตกลงยอมความกันในที่สุด

เชลซี ยังเคยรอดพ้นกฎการเงินของพรีเมียร์ลีกแบบมีเครื่องหมายคำถาม ด้วยการขายสินทรัพย์สโมสร ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม 2 แห่ง หรือทีมฟุตบอลหญิง ให้กับบริษัทในเครือข่ายของกลุ่มเจ้าของทีมเอง

นับตั้งแต่นั้นมา พวกเขาจึงหันมาเน้นสร้างความสมดุลทางบัญชีด้วยการปั๊มรายได้จากการขายนักเตะอย่างจริงจัง

หากดูย้อนหลังก่อนเริ่มตลาดหน้าร้อนนี้ เชลซี กวาดเงินจากการขายนักเตะในแต่ละปีสูงถึง 236 ล้านปอนด์, 178 ล้านปอนด์ และ 289 ล้านปอนด์ ตามลำดับ

สรุปให้เห็นภาพชัดๆ คือ เชลซี ทุ่มเงินกว้านซื้อนักเตะไปเกือบ 2,000 ล้านปอนด์ ตลอดตลาดซื้อขาย 9 รอบ แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็กวาดเงินคืนกลับมาจากการขายนักเตะได้มากกว่า 1,000 ล้านปอนด์ เช่นเดียวกัน!

ทิศทางใหม่... หลังผ่านมรสุมฤดูกาลแห่งความบอบช้ำ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังพ่ายแพ้ต่อ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ไปอย่างยับเยิน 2-8 ในศึกแชมเปียนส์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ความร้าวฉานที่กรุ่นอยู่หลังบ้านและบนอัฒจันทร์ยากเกินกว่าจะมองข้ามได้อีกต่อไป

นักเตะแกนหลักอย่าง เอ็นโซ่ และ กูกูเรยา ออกมาตั้งคำถามต่อหน้าสื่อถึงวิสัยทัศน์ของสโมสร ขณะที่แฟนบอลก็รวมตัวประท้วง สะท้อนถึงความอึดอัดที่สั่งสมมาอย่างยาวนานทั้งผลงานในสนามและเรื่องนอกสนาม

การจบอันดับ 10 ในพรีเมียร์ลีก ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ผู้บริหารต้องยอมรับว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูปอย่างจริงจัง

บอร์ดบริหารระดับสูงเริ่มตั้งโต๊ะเปิดใจคุยกับกลุ่มนักเตะเก๋าประสบการณ์เพื่อรับฟังปัญหา ซึ่งแม้บางคนอย่าง เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ จะหมดใจและขอย้ายทีม แต่แข้งหลักอย่าง มอยเซส ไกเซโด, รีส เจมส์ และ ชูเอา เปโดร เลือกที่จะต่อสัญญาใหม่

ขณะที่ เบห์ดัด เอ็กบาเลีย เจ้าของร่วมผู้ทรงอิทธิพล ได้ออกมาเปิดหน้ายอมรับผ่านสื่อว่า สโมสรจำเป็นต้อง "ปรับแก้โมเดลบริหาร" ยกระดับการตัดสินใจ และเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต

สโมสรตัดสินใจแต่งตั้ง ชาบี อลอนโซ เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีม ด้วยเชื่อมั่นในบารมีและโพรไฟล์ที่จะสยบห้องแต่งตัวได้

พร้อมกันนั้น กราฟการเสริมทัพก็ถูกปรับเปลี่ยน หลังจากกุนซือคนก่อนๆ เคยออกมาแฉถึงจุดอ่อนของทีมชุดนี้ ซึ่งเป็นทีมที่มีเฉลี่ยอยู่อายุน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีกถึง 2 ฤดูกาลติด

ปัญหาเหล่านั้นมีตั้งแต่เรื่องวินัย วินัยเกมรับในลูกตั้งเตะ อาการสมาธิหลุด ฟอร์มการยิงประตูที่ไม่สม่ำเสมอ และนำมาซึ่งผลงานที่สามวันดีสี่วันไข้

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า วัฒนธรรมห้องแต่งตัวได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการหมุนเวียนนักเตะที่รวดเร็วเกินไป นักเตะบางคนรู้สึกว่าสโมสรเปลี่ยนหน้าผู้เล่นไวเกินไปจนความสัมพันธ์กลายเป็นเรื่องของ "ธุรกิจ" มากกว่าทีมฟุตบอล

การดึงตัว จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, แดนนี เวลเบ็ค และ เอมิเลียโน มาร์ติเนซ นายทวารอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นกลุ่มนักเตะอายุมากที่สุดที่เชลซีเซ็นสัญญานับตั้งแต่ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ในปี 2022 ถูกวางเป้าหมายให้เข้ามาเติมเต็ม "ประสบการณ์และภาวะผู้นำ" ให้กับทีมดาวรุ่ง

ส่วน มอร์แกน โรเจอร์ส และ ลาครัวซ์ เข้ามาเติมเต็มเรื่องกระดูกขัดมันในพรีเมียร์ลีกและความแข็งแกร่งทางร่างกาย โดยที่สโมสรยังคงยึดมั่นในนโยบายหลัก คือการล่าตัวดาวรุ่งระดับท็อปของโลกเหมือนเดิม

การปรับแผนครั้งนี้เปรียบเสมือนการยอมรับกลายๆ ว่า Strategy เดิมมีจุดบกพร่อง แต่เป็นการปรับปรุงโดยยังคงรักษาหลักการที่ช่วยให้เชลซีสร้างกำไรมหาศาลจากการเทรดนักเตะเอาไว้ได้

ส่วนแผนงานปรับปรุงโครงสร้างรอบนี้ จะพา "สิงห์บลูส์" ทะยานกลับคืนสู่ความสำเร็จในสนามในฤดูกาลนี้ได้หรือไม่... เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์!



ที่มาของภาพ : Gettyimages / Reuters
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport