โจทย์ของ อิราโอล่า เพิ่งเริ่ม 4-4-2 ชัดขึ้น, หลังใหม่สอบผ่าน และแดนกลางที่ต้องหาคำตอบ

โจทย์ของ อิราโอล่า เพิ่งเริ่ม 4-4-2 ชัดขึ้น, หลังใหม่สอบผ่าน และแดนกลางที่ต้องหาคำตอบ
ลิเวอร์พูล ปิดปรีซีซันด้วยชัยชนะเหนือ โคโม่ 2-0 ระบบ 4-4-2 ของ อันโดนี่ อิราโอล่า เริ่มเห็นภาพชัดขึ้น แนวรับใหม่สร้างความมั่นใจ และตัวรุกหลายคนส่งสัญญาณดี แต่ตัวเลขครึ่งหลังกับภาระของมิดฟิลด์คู่กลางยังเป็นโจทย์สำคัญก่อนพรีเมียร์ลีกเปิดฉากที่ นิวคาสเซิล

ลิเวอร์พูล ไม่มีเกมให้ทดลองอีกแล้วครับ ชัยชนะ 2-0 เหนือ โคโม่ ที่ แอนฟิลด์ คือการปิดช่วงปรีซีซันอย่างเป็นทางการ

จากนี้ทุกความผิดพลาดมีแต้ม มีผลต่ออันดับ และมีราคาที่ต้องจ่าย

หากดูเฉพาะผลการแข่งขัน ลิเวอร์พูล สมควรเป็นผู้ชนะ

พวกเขามีค่า xG 1.47 ต่อ 0.52 และสร้างโอกาสจะแจ้ง(Big Chances) ได้ 3 ครั้ง โดยไม่เปิดโอกาสลักษณะเดียวกันนี้ให้ โคโม่ เลย

ถึงอย่างไร เกมนี้ยังทิ้งคำถามเอาไว้ก่อนเจอ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

คำถามแรกคือ ลิเวอร์พูล จะรักษาความเข้มข้นได้นานแค่ไหน

คำถามที่สองคือ กองกลางสองคนจะรับภาระของระบบนี้ไหวหรือเปล่า

และคำถามสุดท้ายคือ อิราโอล่า จะใช้สิ่งที่ทดลองมาตลอดปรีซีซันอย่างไรเมื่อเกมจริงเริ่มต้น

เกมสองครึ่งที่ยังต่างกันมาก

ภาพที่เกิดขึ้นซ้ำหลายครั้งตลอดปรีซีซั่นคือเกมที่สองครึ่งมีภาพแตกต่างกันชัดเจน

ครึ่งแรก ลิเวอร์พูล เล่นเร็ว ดุดัน และควบคุมสถานการณ์ได้

ครึ่งหลังความเข้มข้นลดลง

ก่อนหน้านี้ยังพออธิบายได้จากการเปลี่ยนนักเตะสำรองและดาวรุ่งลงพร้อมกันหลายคน

เกมกับ โคโม่ ต่างออกไป ตัวหลักหลายคนเล่นครบ 90 นาที หรืออย่างน้อยอยู่ในสนาประมาณ 70-75 นาที

แล้วครึ่งหลัง โคโม่ กลับเป็นฝ่ายยิงมากกว่า ลิเวอร์พูล 9 ต่อ 2 ครั้ง และยิงตรงกรอบ 3 ต่อ 0

ไม่เสียประตู นั่นคือผลลัพธ์ที่ดี

แต่ตัวเลขดังกล่าวบอกว่า ทีมยังรักษาระดับการเล่นจากครึ่งแรกไปจนจบเกมไม่ได้

อิราโอล่า เคยพูดหลังเกมกับ โมนาโก ว่าทีมยังเล่นในระดับที่ต้องการไม่ได้ตลอด 90 นาที

ภาระจากการซ้อมหนักช่วงปรีซีซันอาจมีส่วน เกมกับ นิวคาสเซิ่ล จะเป็นคนละเงื่อนไข

พรีเมียร์ลีก เปิดฉากแล้ว และช่วงเวลาที่ทีมหลุดจากเกม 10 หรือ 15 นาทีอาจเปลี่ยนผลการแข่งขันทันที

4-4-2 ของ อิราโอล่า เริ่มชัด

ตลอดปรีซีซั่น เราเห็น อิราโอล่า ใช้ 4-4-2 เป็นโครงสร้างหลัก

เมื่อบุก รูปทรงสามารถขยับเป็น 4-2-4

ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ถูกดันขึ้นไปอยู่สูงใกล้ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ปีกสองฝั่งขยับสูง

ลิเวอร์พูล จึงสามารถส่งผู้เล่นแนวรุกเข้าโจมตีพื้นที่สุดท้ายพร้อมกันถึงสี่คน

นี่คือเหตุผลที่ตำแหน่งของ เวียร์ตซ์ สำคัญมาก

เขาไม่ได้ยืนเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกตามรูปแบบเดิมตลอดเวลา หลายจังหวะเขาเล่นใกล้ อิซัค จนรูปเกมออกมาเหมือนกองหน้าคู่

อิซัค ยังมีจังหวะจับบอลแรก ที่ขาด ๆ เกิน ๆ อยู่บ้างในเกมนี้ แต่การเคลื่อนที่และตำแหน่งยืนของเขายังช่วยเปิดพื้นที่ให้แนวรุกคนอื่นเข้าโจมตีได้

ระบบนี้ให้ผู้เล่นเกมรุกเยอะ ปีกต้องวิ่ง และกองกลางต้องรับพื้นที่มหาศาล

4-4-2 แบบนี้ ปีกไม่ได้มีหน้าที่รอบอลเพื่อบุกอย่างเดียว

เวลาทีมเสียบอล พวกเขาต้องถอยลงมาช่วยฟูลแบ็ก บางจังหวะลงลึกจนเกือบกลายเป็นผู้เล่นแนวรับอีกคน

ภาระหนักกว่านั้นอยู่ตรงกลางสนาม โดมินิก โซโบซไล กับ ไรอัน กราเฟนแบร์ก ต้องดูแลพื้นที่ตรงกลางด้วยผู้เล่นเพียงสองคน

เมื่อแนวรุกสี่คนยืนสูง พื้นที่ด้านหลังย่อมเปิดมากขึ้น

ถ้าคู่แข่งใช้กองกลางสามหรือสี่คน ลิเวอร์พูล อาจถูกสร้างความได้เปรียบด้านจำนวนคนตรงกลาง

จังหวะที่การเพรสด้านบนทำงาน ทีมสามารถเล่นฟุตบอลแบบที่ อิราโอล่า ต้องการได้

ถ้าเพรสแรกถูกแกะออก กราเฟนแบร์ก กับ โซโบซไล ต้องรับพื้นที่กว้างทันที

นี่คือสิ่งที่ต้องแลกของระบบ

เมื่อซีซั่นเปิดจะบอกว่า อิราโอล่า ต้องปรับโครงสร้างตรงนี้หรือไม่ และทีมจำเป็นต้องเพิ่มกองกลางที่มีคุณสมบัติเกมรับเข้ามาอีกหรือเปล่า

ฌักเกต์ เปิดตัวแบบที่กองหลังใหม่ทุกคนอยากได้

เฌเรมี่ ฌักเกต์ ใช้เวลา 45 นาทีแรกสร้างความประทับใจ

เขายิงประตูได้ตั้งแต่เกมแรก และทำให้แฟนบอลเดอะ ค็อป ร้องชื่อเขาตั้งแต่ช่วง 15 นาทีแรก

ตัวเลขการเล่นก็น่าสนใจ ชนะการปะทะ 3 จาก 5 ครั้ง ชนะการดวลบนพื้น 7 จาก 10 ครั้ง แย่งบอลกลับมาได้ 3 ครั้ง จ่ายบอลสำเร็จ 27 จาก 29 ครั้ง และไม่ถูกคู่แข่งเลี้ยงผ่านเลย

สำหรับเซนเตอร์แบ็กที่เพิ่งลงเล่นเกมแรก นี่คือการเริ่มต้นที่ดีมาก

อเราโฮ เติมสิ่งที่แนวรับต้องการ

โรนัลด์ อเราโฮ ลงมาเล่น 45 นาทีในครึ่งหลัง

ภาพแรกที่เห็นชัดคือความแข็งแกร่ง

เขาเข้าปะทะหนัก มีรูปร่างสำหรับรับมือลูกกลางอากาศ และแสดงบุคลิกความเป็นผู้นำตั้งแต่เกมแรก

อเราโฮ คอยสื่อสาร กระตุ้น และปรบมือให้เพื่อนร่วมทีมอยู่ตลอด

การมี ฌักเกต์ และ อเราโฮ เพิ่มเข้ามาทำให้ตัวเลือกเซนเตอร์แบ็กของ ลิเวอร์พูล ดูแข็งแรงขึ้นก่อนเปิดฤดูกาล

ทั้งคู่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เกมแรกก็ให้สัญญาณที่ดีทั้งคู่

ฟริมปง พร้อมสำหรับเกมแรก

เจเรมี่ ฟริมปง เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เด่นที่สุดในเกมนี้

แอสซิสต์ของเขามาจากอาวุธที่ทุกคนรู้จักอยู่แล้ว

ความเร็ว การกระชากริมเส้น และการเล่นจังหวะสุดท้าย

ส่วนที่พัฒนาขึ้นคือเกมรับ เขาชนะการดวล 6 จาก 10 ครั้ง และใช้ความเร็วในการวิ่งกลับไปแก้สถานการณ์เกมรับช่วยทีมหลายจังหวะ

เมื่อดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปรีซีซั่น ฟริมปง ไม่น่าหลุดจากการเป็น 11 ตัวจริง

กัคโป ตอบเรื่องอนาคตด้วยผลงานในสนาม

โคดี้ กัคโป ลงเล่นท่ามกลางข่าวเรื่องอนาคตของตัวเอง

สิ่งที่เขาทำคือ 1 ประตู 1 แอสซิสต์ เขาสร้าง Big Chances  2 ครั้ง และพาบอลขึ้นหน้ารวมมากกว่า 150 เมตร

ฟอร์มเกมนี้บอกชัดว่า คุณภาพของ กัคโป ยังช่วยทีมได้

เขามีทั้งการพาบอล การจบสกอร์ และความสามารถในการเล่นจากพื้นที่ริมเส้นเข้าสู่ด้านใน

รูปแบบของ อิราโอล่า ยังเหมาะกับคุณสมบัติของเขา

ถ้า ลิเวอร์พูล ต้องตัดสินใจเรื่องอนาคตของ กัคโป สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามเกมนี้ก็ควรถูกนำไปอยู่ในสมการด้วย

จากนี้ไม่มีคำว่า “ทดลอง”

ปรีซีซั่นของ ลิเวอร์พูล ให้คำตอบมาพอสมควร

4-4-2 คือระบบที่ อิราโอล่า ทดลองอย่างต่อเนื่อง

เวียร์ตซ์ถูกใช้สูงขึ้น ฟริมปง มีบทบาทกับเกมริมเส้น

ฌักเกต์ กับ อเราโฮ เพิ่มการแข่งขันในแนวรับ

กัคโป แสดงให้เห็นว่าตัวเองยังสร้างความแตกต่างได้

สิ่งที่ยังค้างอยู่คือความเข้มข้นตลอด 90 นาที และความสมดุลของกองกลางสองคน

ตลาดซื้อขายก็ยังมีเรื่องให้จัดการ ทั้งอนาคตของ เคอร์ติส โจนส์ ที่มีข่าวกับ อินเตอร์ มิลาน และแนวรุกหากมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ กัคโป

ชัยชนะเหนือ โคโม่ จึงปิดช่วงเวลาของการทดลองได้ดี

จากสัปดาห์หน้า ลิเวอร์พูล จะเจอคำตอบที่ตรงกว่าเดิม

คู่แข่งคือ นิวคาสเซิล สนามคือ พรีเมียร์ลีก

และหลังเสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้น ทุกอย่างที่ซ้อมมาตลอดซัมเมอร์จะไม่มีคำว่า “ปรีซีซั่น” คอยอธิบายให้อีกแล้ว

ของจริงเริ่มตรงนั้นครับ

ฮอส อลอนโซ่



ที่มาของภาพ : getty image
BY : Hossalonso
ธีรศานต์ คงทอง
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport