สารคดี Netflix โชเซ่ มูรินโญ่ เปิดใจตกลงเซ็นสัญญาคุม แมนฯ ยูไนเต็ด ต่อจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เรียบร้อย ก่อนโทรหาพร้อมน้ำตาขอยกเลิกสัญญาเพื่อกลับไปรับงาน เชลซี เพราะเลือกตามเสียงหัวใจและบอบช้ำจาก เรอัล มาดริด
หนึ่งในเรื่องที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
คือ "จะเกิดอะไรขึ้น หากโชเซ่ มูรินโญ่ คือคนที่มารับไม้ต่อจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในปี 2013?"
หลายคนอาจคิดว่ามันเป็นเพียงข่าวลือหรือการคาดเดาของสื่อ
แต่ล่าสุดในสารคดีชุดใหม่ของ Netflix "เดอะ สเปเชียล วัน" ในวัย 63 ปี ได้ออกมาเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่ด้วยตัวเองว่า เขาตกลงที่จะคุมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแล้ว ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงในไม่กี่ชั่วโมง
ย้อนกลับไปในปี 2013 มันคือปีที่โลกฟุตบอลต้องจารึก เมื่อ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจวางมือหลังจากครองอาณาจักรที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มายาวนาน 26 ปี
คำถามสำคัญในตอนนั้นคือ ใครกันที่จะกล้าก้าวเข้ามารับภาระนี้?
"ตอนที่ผมออกจาก เรอัล มาดริด ผมเซ็นสัญญาเพื่อจะไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อจาก เซอร์ อเล็กซ์" มูรินโญ่ กล่าว
ความจริงข้อนี้ได้รับการยืนยันจากปากของ ป๋าเฟอร์กี้ เองเช่นกัน
ป๋าเฟอร์กี้ เล่าว่าเขาได้นั่งคุยกับ มูรินโญ่ และอธิบายสถานการณ์ทุกอย่าง ซึ่งในตอนนั้นกุนซือชาวโปรตุกีสดูเหมือนจะตอบรับข้อเสนออย่างไม่มีเงื่อนไข
แต่แล้วจู่ ๆ พลอตเรื่องที่ทุกคนคาดหวังก็เกิดพะโล้หม้อใหญ่
อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนอย่าง มูรินโญ่ ต้องเปลี่ยนใจ? คำตอบไม่ใช่เรื่องของเงินทองหรืออำนาจ แต่คือสิ่งที่เขาเรียกว่า "หัวใจ"
ป๋าเฟอร์กี้ เปิดเผยว่า คืนหนึ่ง มูรินโญ่ โทรศัพท์มาหาเขาพร้อมกับเสียงร้องไห้ และพูดว่า "อเล็กซ์ ผมรับงานนี้ไม่ได้ ผมให้สัญญากับ เชลซี ไว้แล้ว และผมจะไม่ผิดคำพูดเด็ดขาด"
แม้มันจะเป็นความผิดหวังสำหรับ ป๋าเฟอร์กี้ แต่เขาก็เข้าใจเหตุผลนั้นดี
มูรินโญ่ อธิบายว่า แม้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างมหาศาล แต่ความรักที่เขามีต่อ เชลซี นั้นทรงพลังยิ่งกว่าความรักในฟุตบอลเสียอีก
"การเสียโอกาสที่จะเป็นทายาทของ เซอร์ อเล็กซ์ เป็นเรื่องที่ดราม่ามากสำหรับผม แต่ผมไม่เคยเสียใจ เพราะมันคือการตัดสินใจด้วยหัวใจ" มูรินโญ่ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการตัดสินใจเลือกไปที่ลอนดอน แทนที่จะไปเผชิญความท้าทายใหม่ที่แมนเชสเตอร์ ส่วนหนึ่งมาจากบาดแผลที่เขาได้รับจากถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว
เรื่องมันมีอยู่ว่า มูรินโญ่ เพิ่งผ่านสงครามประสาทกับเหล่านักเตะระดับตำนานของ เรอัล มาดริด โดยเฉพาะกับ อีเกร์ กาซียาส ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถูกอธิบายว่า "เย็นชา" จนถึงขั้นรุนแรง
เพราะ มูรินโญ่ มองว่านักเตะในทีมมาดริดตอนนั้น "ถูกสปอยล์" เกินไป ไม่ว่าจะเป็นการขอวันหยุดเพิ่มให้แข้งทีมชาติ หรือขอเลื่อนซ้อมเพียงเพราะรถติด
เมื่อต้องรับมือกับห้องแต่งตัวที่กลายเป็นฝันร้าย และการแตกหักกับผู้เล่นสำคัญอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ เซร์คิโอ รามอส ... มูรินโญ่ จึงโหยหาความรู้สึกที่ว่า "เขายังเป็นที่ต้องการ"
"หลังจากจบงานกับ เรอัล มาดริด ผมจำเป็นต้องรู้สึกว่า ตัวเองถูกรัก" มูรินโญ่ กล่าว
ซึ่งที่ เชลซี คือที่เดียวที่มอบสิ่งนั้นให้เขาได้ในเวลานั้น
นอกเหนือจากเรื่องในสนาม มูรินโญ่ ยังเปิดใจถึงความสัมพันธ์กับ โรมัน อับราโมวิช อดีตเจ้าของทีม เชลซี ที่เคยจ้างและไล่เขาออกถึงสองครั้ง
เขาเรียกเจ้าของทีมประเภทที่ไม่ได้โตมากับฟุตบอลว่าเป็น "ผู้บุกรุก"
มูรินโญ่ เล่าว่าครั้งหนึ่งที่ เชลซี เขาถูกบีบให้เซ็นสัญญา อังเดร เชฟเชนโก้ ทั้งที่ความจริงแล้วเขาต้องการ ซามูเอล เอโต้ มากกว่า แต่เขาก็ยอมรับผิดที่ไม่กล้าค้านในตอนนั้น
สำหรับ มูรินโญ่ ฟุตบอลควรเป็นเรื่องของนักเตะ โค้ช และแฟนบอล ไม่ใช่เจ้าของทีมที่ "รักฟุตบอลแต่ไม่เข้าใจสถานการณ์"
ท้ายที่สุด มูรินโญ่ ก็ได้มาคุมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จริง ๆ ในปี 2016 และพาทีมคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีก รวมถึงลีกคัพ
แต่นั่นคือการมาถึงในวันที่ "จังหวะชีวิต" ของเขากับสโมสรเปลี่ยนไปแล้ว
เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า หากเขาตอบรับงานในปี 2013 ทันทีที่ ป๋าเฟอร์กี้ วางมือ เขาจะกลายเป็นผู้สานต่อความยิ่งใหญ่ หรือจะกลายเป็นชนวนเหตุให้โรงละครแห่งความฝันลุกเป็นไฟเร็วกว่าเดิม
แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ในวันนั้น มูรินโญ่ เลือกที่จะเดินตามหัวใจ มากกว่าชื่อเสียงที่จะได้รับในฐานะทายาทอสูรนั่นเอง
ตัน กวาร์ดิโอล่า