เปิด 5 ประเด็นสำคัญจากเกมแรกของ ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของ อันโดนี่ อิราโอล่า ทั้งการเล่นบอลยาว เพรสซิ่งเข้มข้น ระบบยืดหยุ่น และการปลดล็อกศักยภาพนักเตะหลายราย จนแฟนบอลเริ่มเห็นทิศทางใหม่ของทีม
แม้จะเป็นเพียงเกมอุ่นเครื่องปรีซีซั่นนัดแรก แต่ชัยชนะ 4-2 เหนือ ซันเดอร์แลนด์ ก็ทำให้แฟนบอล ลิเวอร์พูล ได้เห็นภาพคร่าว ๆ ของแนวทางที่ อันโดนี่ อิราโอล่า ต้องการนำมาใช้กับทีม
แน่นอนว่า การตัดสินทุกอย่างจากเกมเดียวอาจเร็วเกินไป แต่หลายรายละเอียดในสนามสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่แตกต่างจากฤดูกาลก่อนอย่างชัดเจน
ต่อไปนี้คือ 5 ประเด็นสำคัญที่น่าจับตาจากเกมแรกของ ลิเวอร์พูล ภายใต้กุนซือชาวสเปน
1. บอลยาวกลายเป็นอาวุธสำคัญ
หนึ่งในสิ่งที่เห็นตั้งแต่จังหวะแรกของเกม คือการที่ จอร์จี้ มามาร์ดาชวิลี่ เลือกเปิดบอลยาวทันทีหลังได้รับบอลคืนจากแนวรับ
จังหวะดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของ อิราโอล่า ได้อย่างชัดเจน เพราะแตกต่างจากยุคของ อาร์เน่อ สล็อต ที่เน้นการต่อบอลสั้นจากแดนหลังเป็นหลัก
ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล เป็นหนึ่งในทีมที่ใช้บอลยาวน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีก โดยมีค่าเฉลี่ยเพียงประมาณ 21 ครั้งต่อเกม
แต่ในเกมกับ ซันเดอร์แลนด์ ทีมเปิดบอลยาวสำเร็จถึง 41 ครั้งตามข้อมูลของ FotMob ขณะเดียวกันก็ยังครองบอลได้ถึง 64 เปอร์เซ็นต์
นั่นแสดงให้เห็นว่า อิราโอล่า ไม่ได้ละทิ้งการครองบอล แต่เพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกวิธีเข้าทำตามสถานการณ์ของเกม
2. ความเข้มข้นในการเพรสซิ่งกลับมาอีกครั้ง
อีกสิ่งที่เห็นได้ชัด คือระดับความเข้มข้นของการเล่นโดยไม่มีบอล
ฤดูกาลที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ถูกวิจารณ์ว่าขาดพลังในการไล่กดดันคู่แข่ง โดยเฉพาะเมื่อเจอกับทีมที่เล่นเกมตรงและใช้ความแข็งแกร่ง
แต่เกมแรกในยุค อิราโอล่า แสดงให้เห็นการเพรสซิ่งที่เป็นระบบมากขึ้น
วิลล์ ไรท์ ไล่กดดันผู้รักษาประตูของ ซันเดอร์แลนด์ อย่างต่อเนื่อง พร้อมวิ่งตัดมุมเพื่อบังคับให้คู่แข่งเล่นไปในพื้นที่ที่ ลิเวอร์พูล เตรียมดักไว้ ขณะที่ผู้เล่นคนอื่นขยับขึ้นตามอย่างมีจังหวะ
เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง การเพรสซิ่งยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะ โดมินิค โซโบซไล ที่แสดงให้เห็นว่าอาจเป็นหนึ่งในแกนหลักของระบบใหม่นี้
แม้สภาพร่างกายของทีมยังไม่สมบูรณ์ แต่ระดับความเข้มข้นในการเล่นถือเป็นสัญญาณที่น่าพอใจ
3. ฟูลแบ็กมีอิสระเติมเกมมากขึ้น
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ คือบทบาทของ เจเรมี่ ฟริมปง และ มิลอส เคอร์เคซ
ฤดูกาลก่อน ฟูลแบ็กทั้งสองมักถูกจำกัดบทบาทให้ยืนรักษาความกว้างริมเส้น ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าไปสร้างอันตรายในพื้นที่สุดท้ายได้มากนัก
ภายใต้ อิราโอล่า ลิเวอร์พูล ปรับโครงสร้างการขึ้นเกมใหม่ โดยให้กองกลางบางคนถอยลงมาช่วยสร้างเกม ขณะที่เซ็นเตอร์แบ็กขยับออกด้านข้าง
ผลลัพธ์คือ ฟูลแบ็กสามารถเติมสูงขึ้นได้อย่างอิสระ ขณะที่ผู้เล่นริมเส้นหุบเข้ามาเชื่อมเกมในพื้นที่ด้านใน ทำให้ทีมยังรักษาสมดุลเมื่อเสียบอล และรับมือเกมสวนกลับได้ดีขึ้น
แนวทางลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ อิราโอล่า เคยใช้กับ บอร์นมัธ และดูเหมือนจะเริ่มนำมาปรับใช้กับ ลิเวอร์พูล แล้ว
4. ระบบใหม่อาจช่วยปลุกฟอร์ม เอลเลียตต์
เกมกับ ซันเดอร์แลนด์ ยังเป็นโอกาสที่ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ได้แสดงศักยภาพอีกครั้ง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาของเขาคือการไม่มีตำแหน่งที่ชัดเจน สามารถเล่นได้หลายบทบาท แต่ไม่สามารถยึดตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งได้อย่างถาวร
อย่างไรก็ตาม ระบบของ อิราโอล่า ที่เน้นการสลับตำแหน่งและการเคลื่อนที่ตลอดเวลา อาจเปลี่ยนจุดอ่อนดังกล่าวให้กลายเป็นข้อได้เปรียบ
ผู้เล่นที่สามารถเล่นได้หลายตำแหน่งมีคุณค่าอย่างมากในระบบนี้ และ เอลเลียตต์ ก็มีคุณสมบัติตรงตามที่กุนซือชาวสเปนต้องการ
หาก ลิเวอร์พูล ใช้รูปแบบที่ให้ปีกหุบเข้ามาช่วยเกมแดนกลางบ่อยขึ้น เอลเลียตต์ ก็อาจกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สำคัญของทีม
5. โครงสร้างเกมรุกยืดหยุ่นกว่าเดิม
สิ่งที่เห็นชัดตลอดทั้งเกม คือการสลับตำแหน่งของผู้เล่นหลายคน
บางจังหวะ เคอร์ติส โจนส์ ถอยลงมาเป็นกองหลัง บางครั้งขยับไปยืนแบ็กขวา ก่อนจะเติมขึ้นมาเป็นมิดฟิลด์อีกครั้ง
ด้าน ฟริมปง หุบเข้ามาตรงกลาง ขณะที่ เอลเลียตต์ ขยับออกไปรับบอลริมเส้น และ ริโอ เอ็นกูโมฮา ก็เคลื่อนเข้ามาเล่นในพื้นที่ด้านในจนมีส่วนกับประตูแรกของทีม
ความยืดหยุ่นเช่นนี้แตกต่างจากฤดูกาลก่อน ซึ่งหลายทีมสามารถคาดเดาตำแหน่งการยืนของผู้เล่น ลิเวอร์พูล ได้ไม่ยาก
ในยุคที่หลายสโมสรเลือกใช้การประกบตัวต่อตัว การเคลื่อนที่สลับตำแหน่งเพื่อดึงคู่แข่งออกจากพื้นที่ ถือเป็นหนึ่งในวิธีสร้างความได้เปรียบที่สำคัญ
แม้จะเป็นเพียงเกมแรกของปรีซีซั่น แต่แนวทางของ อิราโอล่า ก็เริ่มเผยให้เห็นภาพที่ชัดเจน ทั้งการเล่นบอลที่ยืดหยุ่นขึ้น ความเข้มข้นในการเพรสซิ่ง และโครงสร้างเกมรุกที่หลากหลายกว่าเดิม
แน่นอนว่า ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าระบบใหม่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่หากสามารถพัฒนาต่อยอดได้เมื่อบรรดาแข้งตัวหลักกลับมาครบ ลิเวอร์พูล ก็มีเหตุผลมากพอที่จะมองโลกในแง่ดีสำหรับฤดูกาลใหม่