สิ่งที่คนในสโมสรลิเวอร์พูลพูดตรงกันมากที่สุดในตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ คือวิธีการคิดและความแข็งแกร่งทางจิตใจในการแข่งขัน
เป๊ป ไลน์เดอร์ส อดีตมือขวา เจอร์เก้น คล็อปป์ พูดประโยคหนึ่งไว้ชัดมาก “โม มักจะคิดถึงแต่จังหวะต่อไปเสมอ”
นี่คือมายด์เซตของนักเตะระดับชั้นยอด
ยิงได้แล้วคิดถึงลูกต่อไป ชนะแล้วคิดถึงเกมต่อไป สร้างสถิติแล้วคิดถึงสถิติถัดไป
และคนในสโมสรพูดตรงกันว่า ซาลาห์ คือ นักกีฬาที่หมกมุ่นกับการเอาชนะ
หมกมุ่นที่ว่า มีได้แก่ หมกมุ่นกับรายละเอียด หมกมุ่นกับการพัฒนาตัวเอง หมกมุ่นกับการเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเองทุกวัน
จอห์น อัชเตอร์เบิร์ก อดีตโค้ชผู้รักษาประตู ลิเวอร์พูล เล่าว่า ตอนเห็น ซาลาห์ ซ้อมครั้งแรกในปี 2017 สิ่งแรกที่ทุกคนรู้ทันทีคือผู้เล่นคนนี้ต่างจากคนอื่น
มีเร็วมาก ความเข้มข้นในการเล่นสูงมาก ความดุดันสูงลิบ จนกองหลังแทบไม่มีวินาทีได้พัก
ตอนนั้นคนจำนวนมากยังมองว่า ซาลาห์ คือ นักเตะที่ล้มเหลวจาก เชลซี
แต่ ลิเวอร์พูล มองอีกแบบ พวกเขามองว่าโปรไฟล์ของ ซาลาห์ เข้ากับระบบของ คล็อปป์ เต็มตัว
นี่คือช่วงที่ ลิเวอร์พูล ใช้ระบบคัดเลือกนักเตะด้วยข้อมูลเชิงสถิติอย่างหนัก
และดีล ซาลาห์ กลายเป็นหนึ่งในโมเดลการเสริมทัพที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก
ฤดูกาลแรก ซาลาห์ ยิงไป 44 ประตู
แม้ ลิเวอร์พูล ขาย ฟิลิปเป้ คูตินโญ กลางฤดูกาล แต่ผลกระทบของทีมแทบไม่ตก
เพราะแนวรุกชุด ซาลาห์, ฟีร์มีโน่ และ มาเน่ ยิงรวมกันถึง 91 ประตู
อัชเตอร์เบิร์ก บอกว่า บางช่วงมันเหมือนเล่นเกมเพลย์สเตชั่น
นี่คือฟุตบอลเฮฟวี่เมทัลแบบที่ คล็อปป์ ต้องการ
กล่าวคือมีความดุดันในการเพรสเร็วมาก เกมทรานซิชั่นหวังผลได้ สามประสานแนวรุกวิ่งใส่คู่แข่งตลอดเวลา
ลิเวอร์พูล ยุคนั้นทำให้คู่แข่งหายใจไม่ออก
แล้ว ซาลาห์ คือแกนหลักของระบบนั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากปีกทั่วไป คือการพัฒนาการเล่นของตัวเองตลอดเวลา
ช่วงแรก ซาลาห์ คือ วิ่งอย่างเดียว เน้นสปีด เน้นวิ่งตัดหลัง เน้นการดวลหนึ่งต่อหนึ่ง
แต่หลังจากนั้น เกมของเขาเติบโตขึ้นมาก
มีการตัดสินใจในเกมดีขึ้น
การสร้างสรรค์ดีขึ้น
การอ่านจังหวะสร้างความได้เปรียบด้านจำนวนผู้เล่นดีขึ้น
เขาเริ่มเป็นทั้งคนทำประตูและตัวสร้างสรรค์ไปพร้อม ๆ กัน
สถิติบอกชัดมาก 4 ฤดูกาลแรกกับลิเวอร์พูล เขาทำ 43 แอสซิสต์
4 ฤดูกาลถัดมา เขาทำ 67 assists
เขาเริ่มเข้าใจการยืนพื้นที่ เข้าใจโครงสร้างการขึ้นเกม เข้าใจการดึงแนวรับคู่แข่งออกจากตำแหน่ง
นี่คือพัฒนาของนักเตะระดับเวิลด์คลาส
เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ พูดถึงการประสานงานของตัวเองกับ ซาลาห์ ไว้น่าสนใจมาก
เขาบอกว่า หลายครั้งทั้งคู่แทบไม่ต้องพูดกันเลย
มันเหมือนความเข้าใจกันแบบสัญชาตญาณ
เทรนต์รู้ว่า ซาลาห์ จะวิ่งตรงไหน แล้ว ซาลาห์ ก็รู้ว่า บอลจาก เทรนต์ จะเปิดไปทางไหน
นี่คือความเข้ากันที่เกิดจากการเล่นร่วมกันหลายปี
ถึงกระนั้น สิ่งที่คนภายนอกอาจไม่เห็น คือความมีวินัยของ ซาลาห์
หลายคนในสโมสรพูดตรงกันอีกว่า เขาคือหนึ่งในนักเตะที่มืออาชีพที่สุดเท่าที่เคยเจอ
บ้านของเขามีทั้งยิม ห้องฟื้นฟูร่างกายด้วยความเย็น ห้องออกซิเจนแรงดันสูง
เขาเล่นโยคะ ทำสมาธิ คุมโภชนาการ เลี่ยงอาหารแปรรูป
ทุกอย่างถูกจัดการเหมือนนักกีฬาระดับโอลิมปิก
วิตอร์ มาตอส อดีตโค้ช ลิเวอร์พูล บอกว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของ ซาลาห์ คือความสม่ำเสมอ
เขาซ้อมทุกวันเหมือนวันชิงแชมป์ เขาอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับกองหลังที่ต้องเจอ
อยากรู้ว่าจุดอ่อนมีตรงไหนบ้าง อยากรู้ท่ายืนป้องกันเป็นยังไง การกลับไปยืนตำแหน่งช้ามากแค่ไหน
เขาศึกษาทุกอย่าง และนี่คือไอคิวฟุตบอลระดับสูงมาก
ซาลาห์ ไม่ได้เป็นแค่เครื่องจักรทำประตู เขาคือนักฟุตบอลที่เข้าใจเกมลึกมาก
เรื่องนี้สะท้อนชัดยุค อาร์เน่อ
ซาลาห์ ให้สัมภาษณ์เองว่า ช่วงต้นฤดูกาล 2024/25 เขาคุยกับ อาร์เน่อ ตรง ๆ
“ถ้าคุณลดภาระเกมรับให้ผม ผมจะสร้างผลงานเกมรุกให้คุณเอง”
แล้ว อาร์เน่อ ก็รับฟัง และตัวเลขก็ออกมาตรงตามนั้น
ฤดูกาลนั้น ซาลาห์ ทำ 29 ประตูใน พรีเมียร์ลีก และทำอีก 18 แอสซิสต์
การมีส่วนร่วมกับประตูสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก ระบบ 38 นัด
นี่คือหนึ่งในผลงานส่วนตัวที่ดีที่สุดบนหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ
อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่าง ซาลาห์ กับ ลิเวอร์พูล ก็ไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา
เขาเคยมีปัญหากับ ซาดิโอ มาเน่ เคยปะทะคารมเดือดกับ คล็อปป์ ข้างสนาม
เคยรู้สึกว่า ตัวเองถูกโยนให้รับผิดคนเดียว โดยเฉพาะช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมากับ อาร์เน่อ
หลังฟอร์มทีมตกหนัก อาร์เน่อ ดร็อป ซาลาห์ เพื่อทำให้ทีมมีความกระชับมากขึ้น จน ซาลาห์ รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นแพะรับบาป
นี่คือด้านที่ทำให้เรื่องราวของเขากับ ลิเวอร์พูล ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น
มันไม่ได้เพอร์เฟค มีความขัดแย้ง มีอารมณ์ร่วมและความรู้สึก และมีความผิดหวัง
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไป คือความเคารพนับถือ
คล็อปป์ พูดชัดว่า ตัวเองกับ ซาลาห์ ไม่เคยเสียความเคารพต่อกัน
แม้จะทะเลาะกัน แม้จะมีความตึง แต่นี่ก็คือเรื่องปกติของนักเตะระดับท็อป
เพราะนักเตะระดับนี้มีอีโก้กับความต้องการอยากชนะ และต้องการลงเล่นตลอดเวลา
เรื่องราวหลังจบฤดูกาล 2025/26 ซาลาห์ กับ ลิเวอร์พูล เลือกที่จะจับมือเต็มใจแยกทางกัน
หลายคนอาจรู้สึกว่า ช่วงท้ายมันจบไม่สวย ฟอร์มตก ทีมฟอร์มแย่ แฟนบอลแบ่งเป็นสองฝั่ง
แต่สิ่งที่ ซาลาห์ ทิ้งเอาไว้มันจะทำให้ทุกคนจดจำตลอดไปอีกนานแสนนาน
257 ประตู
อันดับ 3 ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลสโมสร
4 รองเท้าทองคำ พรีเมียร์ลีก
แชมป์ พรีเมียร์ลีก
แชมป์ แชมเปี้ยนส์ลีก
และสถานะตำนาน
ทอม เวอร์เนอร์ ประธานสโมสร พูดประโยคหนึ่งไว้ดีมาก
“ทุกครั้งที่บอลไปอยู่ที่เท้าของเขา คุณจะรู้สึกได้ทันทีว่า พลังงานในสนามกำลังเปลี่ยนไป”
นี่คือสิ่งที่นักเตะที่มีอิทธิพลต่อฟุตบอลยุคใหม่
ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา โม ซาลาห์ ทำให้บางอย่างเกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แล้วนั่นแหละคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า LEGEND
HOSSALONSO