เจาะลึกจุดเริ่มต้นความบาดหมางของ อาร์เซน่อล และ แมนซิตี้ ตั้งแต่ยุค "อาเดบายอร์" จนถึงสงครามชิงบัลลังก์ พรีเมียร์ลีก ในปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงทั้งในและนอกสนาม
เคยมีคำกล่าวที่ว่า "ความเกลียดชังมักไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่มันคือการสะสมของรอยร้าวทีละเล็กทีละน้อย" จนกระทั่งวันหนึ่งรอยร้าวนั้นก็กว้างเกินกว่าจะประสาน
หากจะมองหาจุดเริ่มต้นของ "สงครามเย็น" แห่ง พรีเมียร์ลีก ระหว่าง อาร์เซน่อล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เราอาจต้องย้อนกลับไปมองภาพที่ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ปาบอลใส่หัว กาเบรียล มากัลเญส ในเกมที่เสมอกัน 2-2 เมื่อเดือนกันยายน 2024
หรือภาพที่ มิเกล อาร์เตต้า ยืนประจันหน้ากับอดีตเจ้านายอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ด้วยสายตาที่ไม่มีคำว่า "ศิษย์-อาจารย์" หลงเหลืออยู่
อะไรที่ทำให้สโมสรที่เคยมี "ความเคารพซึ่งกันและกัน" กลายเป็นคู่ริวาลที่ดุเดือดที่สุดในปัจจุบัน?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่เพียงแค่คะแนนในสนาม แต่มันคือการปะทะกันของอำนาจ เงินตรา และอุดมการณ์ ติดตามเรื่องราวของความเดือดสุดพะโล้พร้อมกันที่ Siamsport
[ จุดเริ่มต้นของความบาดหมาง : ยุคแห่ง "จอมดูด" และรอยแค้นของอาเดบายอร์ ]
ย้อนกลับไปในปี 2008 เมื่อกลุ่มทุนจากอาบูดาบีเข้ามาเทคโอเวอร์ แมนฯ ซิตี้ ขั้วอำนาจใน พรีเมียร์ลีก ก็เริ่มสั่นคลอน
ในตอนนั้น อาร์เซน่อล ภายใต้การคุมทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ คือหนึ่งในมหาอำนาจ แต่พวกเขากลับกลายเป็นสโมสรแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากพลังเงินของ "เรือใบสีฟ้า"
ซิตี้เริ่มนโยบายที่แฟนปืนใหญ่ไม่มีวันลืม นั่นคือการดึงตัวนักเตะคนสำคัญไปร่วมทีมอย่างต่อเนื่อง เริ่มจาก เอ็มมานูเอล อาเดบายอร์ และ โคโล ตูเร่ ในปี 2009 ตามด้วย ซามีร์ นาสรี่ และ กาแอล กลิชี่ ในปี 2011 รวมถึง บาการี่ ซาญ่า ในปี 2014
เวนเกอร์ มองว่าซิตี้กำลังใช้ความได้เปรียบทางการเงิน "ขโมย" อนาคตของ อาร์เซน่อล ไป
หนึ่งในภาพจำที่ตอกย้ำความแค้นคือจังหวะที่ อาเดบายอร์ ทำประตูใส่ทีมเก่าในปี 2009 แล้ววิ่งสับตีนต้นไปสไลด์เข่าฉลองประตูต่อหน้าแฟนบอล อาร์เซน่อล ซึ่งเจ้าตัวเผยในภายหลังว่าทำไปเพราะความโกรธแค้นจากการโดนด่าทออย่างหนัก
เหตุการณ์นั้นไม่ใช่แค่การฉลองประตู แต่มันคือการประกาศว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองสโมสรได้ขาดสะบั้นลงแล้วนั่นเอง
[ สงครามน้ำลายและ "การโด๊ปทางการเงิน" ]
อาร์แซน เวนเกอร์ ไม่เพียงแต่สูญเสียนักเตะ แต่เขายังเป็นคนแรกที่เปิดฉากโจมตีซิตี้ในเชิงอุดมการณ์
เวนเกอร์ ใช้วาทกรรม "Financial Doping" (การโด๊ปทางการเงิน) เพื่อวิจารณ์การใช้เงินที่เกินตัวของซิตี้ โดยมองว่ามันทำลายความสวยงามของฟุตบอลและการแข่งขันที่ยุติธรรม
ความบาดหมางลึกซึ้งไปถึงระดับบริหาร มีรายงานว่า อาร์เซน่อล เป็นหนึ่งในสโมสรหลักที่ผลักดันให้มีการตรวจสอบ คดี 115 ข้อหา ของ แมนฯ ซิตี้ อย่างเข้มงวด
ล่าสุดในที่ประชุม พรีเมียร์ลีก ทิม ลูอิส รองประธาน อาร์เซน่อล ถึงขั้นเดินออกจากที่ประชุมโดยไม่ยอมจับมือกับฝ่ายบริหารของซิตี้ ซึ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าความบาดหมางในห้องแต่งตัวนั้นรุนแรงไม่แพ้ในสนาม
[ จากเงาของอาจารย์ สู่ศัตรูที่น่าเกรงขาม ]
เมื่อ มิเกล อาร์เตต้า ย้ายจากทีมสต๊าฟฟ์ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไปคุม อาร์เซน่อล ในปี 2019 ซิตี้อาจเคยมองว่าเขาเป็นเพียง "ศิษย์รัก" ที่ไปหาประสบการณ์
แต่เมื่อ อาร์เตต้า เริ่มสร้าง อาร์เซน่อล ให้กลายเป็นทีมที่ลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก เต็มตัวในฤดูกาล 2022-23 และ 2023-24 ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนไป...
ความตึงเครียดถึงจุดพีคเมื่อ อาร์เซน่อล เริ่มใช้แท็กติกที่ซิตี้มองว่า "สกปรก" หรือ "Dark Arts" เพื่อหยุดยั้งความยิ่งใหญ่ของพวกเขา
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ถึงกับเคยหลุดปากเหน็บแนมความสำเร็จของ อาร์เตต้า ว่า "ถ้าเขาชนะแชมป์ได้ นั่นก็เป็นเพราะเขาใช้เงินเยอะเหมือนกัน"
คำพูดเหล่านี้คือหลักฐานชัดเจนว่า ซิตี้ ไม่ได้มอง อาร์เซน่อล เป็น "มิตร" อีกต่อไป แต่เป็น "ภัยคุกคาม" ที่ต้องทำลายให้สิ้นซาก
สงครามที่ไม่มีวันจบ ปัจจุบัน ความบาดหมางนี้ได้พัฒนาไปไกลกว่าเรื่องฟุตบอล มันคือการต่อสู้ระหว่างสโมสรในแบบดั้งเดิมกับขั้วอำนาจใหม่
การเผชิญหน้ากันครั้งล่าสุดไม่ว่าจะเป็นใน พรีเมียร์ลีก หรือนัดชิงชนะเลิศ คาราบาว คัพ ปี 2026 ที่ แมนฯ ซิตี้ เป็นฝ่ายกำชัย ต่างเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่ส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น
ฟุตบอลระหว่าง อาร์เซน่อล และ แมนฯ ซิตี้ ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เกมชิง 3 แต้ม แต่มันคือการพิสูจน์ว่าในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยความแค้น ใครจะเป็นผู้อยู่รอดคนสุดท้าย?
เรื่อง: ตัน กวาร์ดิโอล่า