แฟนบอลลิเวอร์พูลคงคิดฤดูกาล 2013/14 เป็นซีซั่นที่ใกล้เคียงที่ "หงส์แดง" จะได้แชมป์พรีเมียร์ลีก แต่จริงๆ แล้วฤดูกาล 2008/09 พวกเขาเกือบปลดล็อกแชมป์ที่รอคอยมานานภายใต้การกุมบังเหียนของ ราฟาเอล เบนิเตซ เพราะในซีซั่นนั้นทีมแพ้แค่ 2 เกม และยิงประตูได้มากที่สุดแต่ต้องจบด้วยการเป็นรองแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด !!!
ในยุคที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ครองเกมลูกหนังเมืองผู้ดี ขณะที่ ลิเวอร์พูลไม่ได้ลืมตาอ้าปากอะไรเลย แต่การมาของ เบนิเตซ ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" มีความหวัง โดยเฉพาะแค่ซีซั่นแรกเขาสามารถนำทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่น 2004/05 ได้
อย่างไรก็ตาม "เอล ราฟา" ไม่สามารถนำ "หงส์แดง" ยืนระยะสู้กับ "ปีศาจแดง" ได้เลย จนกระทั่งฤดูกาล 2008/09 เป็นซีซั่นเดียวที่ เบนิเตซ สร้างทีมที่สามารถต่อกรได้สูสีกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
แล้วถ้า ลิเวอร์พูล ฤดูกาลนั้นแข็งแกร่งขนาดนี้ พลาดแชมป์ไปได้อย่างไร ? เพื่อตอบคำถามนี้ ต้องย้อนกลับไปในปี 2008
- มีทุกอย่างครบยกเว้นวาสนา
หลายคนมองว่า ลิเวอร์พูล เข้าใกล้แชมป์มากที่สุดในปี 2014 แต่สิ่งที่ได้รับการจดจำกลายเป็นจังหวะลื่นล้มของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด, การพลาดท่าให้ คริสตัล พาเลซ (นำ 3-0 แต่โดนตีเสมอ 3-3) และฟอร์มที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นของ หลุยส์ ซัวเรซ อย่างไรก็ตามทีมชุดนั้นยังขาดความสมดุล เสียประตูง่ายเกินไป และพึ่งพากองหน้าชาวอุรุกวัย มากเกินไป
ความจริงแล้ว ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2008/09 มีโอกาสใกล้เคียงที่จะได้แชมป์มากกว่าด้วยซ้ำหากมองในแง่คุณภาพฟุตบอลล้วนๆ แล้ว โดยตอนนั้นทีมของ "เอล ราฟา" แตะจุดพีคสูงสุด พวกเขาเป็นทีมเดียวที่สามารถท้าทาย แมนฯ ยูฯ ได้อย่างจริงจังในฤดูกาลที่เข้มข้นและบ้าคลั่งอย่างแท้จริง
นอกจาก "หงส์แดง" ฤดูกาล 2008/09 สร้างประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกเป็นทีมที่จบฤดูกาลด้วยความพ่ายแพ้ไม่เกิน 2 นัด เคียงข้าง อาร์เซน่อล ฤดูกาล 2003/04 (ไม่แพ้), เชลซี ฤดูกาล 2004/05 (แพ้ 1 เกม) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฤดูกาล 2017/18 (แพ้ 2 เกม) แต่ทั้งสามทีมจบซีซั่นด้วยการคว้าแชมป์ลีก!!
ที่สำคัญ "เดอะ เร้ดส์" ไม่แพ้เกมเหย้าแม้แต่นัดเดียวซึ่งเป็นสโมสรเดียวในลีกที่ทำได้ในฤดูกาลนั้น แถม ลิเวอร์พูล ซีซั่น 2008/09 กลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่เก็บได้ถึง 86 คะแนน แต่กลับไม่ได้แชมป์ ขณะที่ในฤดูกาลที่ เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์ลีกด้วยการเก็บได้ 86 แต้ม
- โรเตชั่น แผนการเล่น และสไตล์ฟุตบอล
ในยุคของ เบนิเตซ เขามักจะใช้การโรเตชั่นอยู่บ่อยๆ โดยสองแผนหลักที่นำมาใช้กับทีมได้แก่การเล่นระบบ 4‑4‑2 และ 4‑2‑3‑1 แต่ภายในโครงสร้างเหล่านี้ เขาปรับเปลี่ยนผู้เล่นอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากปัญหาอาการบาดเจ็บและรูปแบบการเล่นของคู่แข่งเป็นตัวกำหนด
เฟร์นานโด ตอร์เรส พลาดลงเล่นในลีกถึง 17 นัดในฤดูกาล 2008/09 จากอาการบาดเจ็บ แต่ทีมก็ไม่ได้เสียสมดุลหรือฟอร์มตก โดย เบนิเตซ เลือกผู้เล่นเหมือนช่างกุญแจเลือกเครื่องมือ เขามองจุดแข็งของนักเตะ จุดอ่อนของคู่แข่ง แล้วจัดทีมให้เหมาะสมที่สุด
เบนิเตซ มักจะทดลองระบบการเล่น โดยจับ เดิร์ก เค้าท์ สวมบทหน้าเป้า และปีกขวา ขณะที่ ไรอัน บาเบล มีบทบาทยืดหยุ่นในลักษณะเดียวกัน ส่วน เจอร์ราร์ด สลับบทบาทระหว่างหน้าต่ำกับกองกลางตัวกลาง สำหรับ ยอสซี่ เบนายูน สามารถเล่นริมเส้นได้ทั้งสองฝั่ง
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าทุกคนจะชอบระบบโรเตชั่นนี้ เพราะ ร็อบบี้ คีน มักจะได้รับผลกระทบแม้เขายิงประตูสำคัญได้บ้าง แต่ย้ายออกในเดือนมกราคม โดยเจ้าตัวเขามักเป็นเหยื่อ ของการสลับตำแหน่งอยู่เสมอ เนื่องจา ราฟา ต้องการให้เขาเล่นริมเส้นได้เหมือน เค้าท์ และ บาเบล
ระบบนี้ถือว่าไปได้สวย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ลิเวอร์พูล สามารถยิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง และพวกเขาจบซีซั่นดังกล่าวด้วยการเป็นทีมที่ยิงประตูมากที่สุดในลีก
- 4 เกมลีกสุดประทับใจ
ลิเวอร์พูล ขึ้นชื่อเรื่องการคัมแบ็ก พวกเขาเก็บได้ถึง 22 คะแนนจากสถานการณ์ที่ตามหลัง และยิงประตูชัยหลังนาทีที่ 80 ได้ถึง 7 ครั้ง การพลิกเกมช่วงท้ายแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติของทีมชุดนี้ แต่เกมที่ถูกจดจำมากที่สุด คือเกมที่พวกเขาเล่นได้สมกับคำว่า "ทีมลุ้นแชมป์" อย่างแท้จริง ได้แก่แมตช์เสมอ อาร์เซน่อล 4-4 (แอนฟิลด์), ชนะ แมนยู 2-1 (แอนฟิลด์), ชนะ เชลซี 0-1 (สแตมฟอร์ด บริดจ์) และถล่ม แมนยู 1-4 (โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด)
- เหตุผลที่ชวดแชมป์พรีเมียร์ลีก
เหตุผลที่ชัดเจนที่สุดก็คือผลเสมอ 11 นัด นั่นคือการทำแต้มหล่นไปถึง 22 คะแนน ขณะที่ความพ่ายแพ้ทั้ง 2 นัด เสียไปเพียง 6 คะแนนเท่านั้นปัญหาหลักของทีมคือการเจาะเกมของทีมที่เน้นเล่นตั้งรับลึก
ลองดูรายชื่อทีมที่ "หงส์แดง" เสมอ ได้แก่ แอสตัน วิลล่า, สโต๊ค ซิตี้ (2 นัด), ฟูแล่ม, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, ฮัลล์ ซิตี้, อาร์เซน่อล (2 นัด), เอฟเวอร์ตัน, วีแกน แอธเลติก และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเกมเหล่านี้ ลิเวอร์พูล ครองบอลมากกว่า และยิงมากกว่าแทบทุกนัด แต่กลับทำได้แค่เสมอ
ความพ่ายแพ้ต่อ มิดเดิลสโบรช์ ก็เป็นภาพเดียวกัน ลิเวอร์พูล ครองบอลราว 70% แต่ยังแพ้ ส่วนความพ่ายแพ้นัดที่สอง เกิดขึ้นจากประตูช่วงนาทีที่ 90+1 ในแมตช์ดวลกับ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์
- เจ้าหนูอิตาเลียนดับฝัน "หงส์แดง "
อีกหนึ่งเหตุผลที่อาจจะดูเหมือนเป็นข้ออ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกับ ลิเวอร์พูล นั่นก็คือผลงานของ เฟเดริโก้ มาเคด้า กองหน้าดวงรุ่งชาวอิตาเลียน ที่ยิงประตูสำคัญพลิกสถานการณ์ให้ แมนฯ ยูไนเต็ด
หลังจากทัพ "ปีศาจแดง" แพ้ ลิเวอร์พูล 1-4 คาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ทีมของ "เซอร์เฟอร์กี้" ก็แพ้อีกนัดให้กับ ฟูแล่ม นั่นทำให้ช่องว่างคะแนนที่เคยห่างมาก ลดลงเหลือเพียง 1 คะแนน (โดยยังแข่งน้อยกว่า 1 นัด)
สาวก "เดอะ ค็อป" รู้ดีว่าเกมที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า อาจเป็น "จุดเปลี่ยน" ของฤดูกาล หาก "ปีศาจแดง" ทำแต้มหล่นในเกมนั้น ทุกอย่างก็ยังเป็นไปได้
จนถึงนาทีที่ 90 สกอร์ยังอยู่ที่ 2–2 จากนั้น "ป๋า" ตัดสินใจส่งดาวรุ่งที่แทบไม่มีใครรู้จักลงสนาม นั่นก็คือ มาเคด้า โดยเขาสร้างปาฏิหาริย์ยิงประตูชัยสุดสวยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
และหนึ่งสัปดาห์ถัดมา เขาก็ลงมาเป็นตัวสำรองอีกครั้ง และยิงประตูสำคัญให้ แมนฯ ยูฯ เอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ ได้อีกครั้ง
สองเกมที่สูสี แต่ได้ชัยชนะทั้งสองนัดจากผลงานของ มาเคด้า โดยประตูของเจ้าหนูจากแดนพิซซ่าช่วยทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ดรักษาระยะห่างคะแนนเอาไว้ได้ ก่อนเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล และคว้าแชมป์ได้ในที่สุด