เจาะลึกบทเรียนจาก แซม อัลลาร์ไดซ์ กุนซือจอมหนีตายพรีเมียร์ลีก กับสูตรลับ 7 ประการในการพาทีมรอดตกชั้นแบบทันด่วน
ใครจะเชื่อว่าจากทีมที่เคยเบียดลุ้นแชมป์และวาดฝันถึงฟุตบอลยุโรปในทุก ๆ ปี วันนี้ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กลับต้องมาดิ้นรนอยู่ในวิกฤตที่ไม่มีใครคาดคิด
เมื่อการเล่นที่สวยงามตามสไตล์ "DNA ของสโมสร" เริ่มกลายเป็นดาบสองคมที่ทิ่มแทงทีมจนสุ่มเสี่ยงจะหล่นไปเล่นใน แชมเปี้ยนชิพ
อย่างไรก็ตาม หากเราจะพูดถึงกุนซือที่เชี่ยวชาญด้านการหนีตกชั้นคงหนีไม่พ้นชื่อของ "แซม อัลลาร์ไดซ์" ที่เคยพาหลายทีมรอดวิกฤตนี้มาแล้ว
คำถามที่น่าสนใจคือเขาทำอย่างไร? และ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ควรเรียนรู้วิธีการทำทีมอย่างไรให้รอดพ้นจากการตกชั้นจาก พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนี้
ร่วมหาคำตอบพร้อมกันที่ Siamsport
จุดเริ่มต้นจาก NFL สู่ "War Room" แห่งโบลตัน
ภาพจำของ อัลลาร์ไดซ์ คือกุนซือสาย "Direct Football" แต่รากฐานความคิดของเขาไม่ได้เกิดจากนั่ง ๆ นอน ๆ คิดขึ้นมาเอง แต่มาจากสนามซ้อมของ NFL ในอเมริกา
ในขณะที่เขาเล่นให้กับ แทมปาเบย์ โรดี้ส์ เขาได้เห็นการเตรียมทีมของ แทมปาเบย์ บัคคาเนียร์ส ที่เต็มไปด้วยนักวิทยาศาสตร์การกีฬา, นักโภชนาการการกีฬา และที่สำคัญที่สุดคือ "นักวิเคราะห์สถิติ"
เมื่อเขาก้าวขึ้นมาเป็นกุนซือที่ โบลตัน วันเดอเรอร์ส เขาจึงสร้าง "War Room" ขึ้นมา พูดง่าย ๆ มันคือห้องที่เต็มไปด้วยหน้าจอวิเคราะห์ทุกย่างก้าวของนักเตะ
เขาใช้ซอฟต์แวร์เพื่อหาความได้เปรียบเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังเคยแสดงความทึ่งเมื่อไปเยือนสนามซ้อมของเขา
ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาสร้างเป็น "Player Profiles" เพื่อปรับจูนตำแหน่งนักเตะให้เหมาะสมที่สุด เช่น การเปลี่ยน เฟอร์นันโด เอียร์โร ที่โรยราให้กลายเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่คอยปัดกวาดหน้าแผงหลัง
คัมภีร์หนีตาย 7 ประการ : สูตรสำเร็จที่ไม่เคยล้าสมัย
สำหรับสโมสรที่กำลังจมดิ่งสู่ก้นตาราง อัลลาร์ไดซ์ ไม่ได้หยิบยื่นปรัชญาการครองบอลที่ซับซ้อนให้ แต่เขาหยิบยื่น "ประสิทธิภาพ"
โดยเขาได้เปิดเผยสูตรลับที่ใช้พาทีมรอดพ้นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนผ่านรายการ สกายซ์สปอร์ต ซึ่งประกอบด้วยหัวใจสำคัญ 7 ข้อดังนี้
การทำงานของเขาไม่ใช่แค่การสั่งให้โยนบอลง่าย ๆ แต่เป็นการใช้สถิติระบุจุดที่บอลจะตก เพื่อให้นักเตะไปรอเก็บจังหวะสอง จากข้อมูลระบุว่า โบลตัน ในยุคของเขาสามารถทำประตูจากลูกนิ่งได้เกือบ 50% ของประตูทั้งหมด
การกู้ใจนักเตะที่แตกสลาย
สเปคกุนซือหนีตายไม่ใช่แค่เรื่องแท็กติก แต่คือเรื่อง "จิตวิทยา"
เมื่อทีมผลงานแย่ นักเตะมักจะสูญเสียความมั่นใจ อัลลาร์ไดซ์ เคยกล่าวไว้ว่า "นักเตะใน พรีเมียร์ลีก มีทักษะดีอยู่แล้ว แต่ที่วิ่งไม่ออกเพราะใจมันเสีย"
ในช่วงวิกฤตที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด เขาพยายามสร้างสิ่งที่เรียกว่า "Brain Space" เขาให้วันหยุดนักเตะเพิ่มขึ้นแทนที่จะจับซ้อมหนัก 6 ชั่วโมงต่อวัน เพราะเชื่อว่าสมองที่ล้าจะสั่งการช้าลง
เขาใช้การพูดคุยแบบเปิดอกเรื่องชีวิตทั่วไปมากกว่าเรื่องฟุตบอลเพื่อลดความกดดัน แม้แต่การใช้แบบทดสอบออนไลน์เพื่อแบ่งกลุ่มบุคลิกนักเตะตาม "สี" (เช่น สีแดงสำหรับพวกใจร้อน) เพื่อให้เขารู้ว่าจะต้องสื่อสารกับนักเตะคนนั้นอย่างไร
บทเรียนจากความล้มเหลว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังชื่อเสียงของ "กุนซือจอมรอดตาย" เริ่มถูกท้าทาย ความล้มเหลวในการช่วยให้ เวสต์บรอมวิช และ ลีดส์ ยูไนเต็ด รอดตกชั้นแสดงให้เห็นว่า "เวลา" และ "คุณภาพนักเตะ" คือปัจจัยที่แท็กติกก็นำมาทดแทนไม่ได้
ในวัย 71 ปี อัลลาร์ไดซ์ ยอมรับว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของทีมหนีตายคือ "Unforced Errors" หรือความผิดพลาดส่วนตัวที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงการขาดกองหน้าที่สามารถเปลี่ยนโอกาสน้อยนิดให้เป็นประตูได้
สเปคของกุนซือที่ทำทีมหนีตกชั้นในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ จึงไม่ใช่แค่คนที่มาตะโกนปลุกใจข้างสนาม แต่ต้องเป็น "นักปฏิบัติ" ที่มีความเก๋าเกมพอจะทิ้งความสวยงามเพื่อแลกกับแต้ม
การมีข้อมูลในมือที่แม่นยำเพื่อหาช่องว่างในการโจมตี และมีจิตวิทยาในการบริหาร "พื้นที่ในสมอง" ของนักเตะให้กลับมากล้าเล่นอีกครั้ง
เพราะในนาทีที่ความเป็นความตายของสโมสรแขวนอยู่บนเส้นด้าย ... การอยู่รอดในลีกอาจมีค่ามากกว่าคำชมว่า "เล่นสวย" หลายเท่าตัว
-ตัน กวาร์ดิโอล่า-