การมาของ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงบนเก้าอี้กุนซือ หากแต่คือการเดิมพันครั้งสำคัญของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ กับปรัชญาลูกหนังที่ทั้งงดงามและแฝงความเสี่ยงในยามที่ทีมกำลังดิ้นรนหนีตกชั้น
การตัดสินใจของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ในนการมอบสัญญาระยะยาวให้กับ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ นั้น ไมได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มันสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในปรัชญาการทำทีมที่ชัดเจนและยั่งยืนของกุนซือแดนมักกะโรนี ซึ่งเคยอยู่ในข่ายพิจารณาของสโมสรมาตั้งแต่ยุคของ โธมัส แฟรงค์ และแม้จะมีการลองผิดลองถูกกับ อิกอร์ ทูดอร์ แต่ท้ายที่สุดแล้ว “ไก่เดือยทอง” ก็ยังหวนกลับมาหานายใหญ่ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์เกมรุกตามเดิม
ในยามที่สถานการณ์บนตารางคะแนนบีบคั้นจนแทบไม่มีพื้นที่ให้พลาด การมาถึงของกุนซือวัย 46 ปี จึงเปรียบเสมือนการฝากความหวังครั้งสุดท้าย ทั้งในแง่ของการอยู่รอดในระยะสั้น และการวางรากฐานระยะยาวที่สโมสรตามหา
ทำไมต้องเป็น เด แซร์บี้?
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ กลายเป็นคำตอบของ สเปอร์ส นั้น ไม่ได้อยู่แค่ชื่อเสียง หากแต่อยู่ที่ผลงานเชิงประจักษ์ตั้งแต่สมัยคุม ไบรท์ตัน ซึ่งเขาสามารถยกระดับทีมธรรมดาให้กลายเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลได้อย่างมีเอกลักษณ์และทรงประสิทธิภาพ จนก้าวขึ้นไปท้าทายทีมระดับแนวหน้าของพรีเมียร์ลีกได้อย่างน่าชื่นชม
นอกจากนี้เขายังเป็นโค้ชที่มีบุคลิกชัดเจน กล้าตัดสินใจ และมีวิสัยทัศน์ในระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่สโมสรต้องการอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ทีมกำลังสั่นคลอน
แท็กติกเสี่ยง แต่คุ้มค่า
แก่นแท้ของฟุตบอลในแบบ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ คือการครองบอลอย่างมีจังหวะจะโคน ผสมผสานกับแนวคิดล่อให้คู่แข่งเขามาเพรสซิ่ง แต่แท้จริงแล้วคือกลยุทธ์ที่ผ่านการคิดมาอย่างแยบยล โดยเขาจะให้แนวรับหยุดนิ่งกับบอลเพื่อเชื้อเชิญให้คู่แข่งพุ่งเข้ามา ก่อนจะใช้การต่อบอลสั้นอย่างแม่นยำเปิดพื้นที่เกมรุกได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับสไตล์การเล่นลักษณะนี้นั้นเคยสร้างความตื่นตาในเวทีพรีเมียร์ลีกมาแล้ว และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทีมของเขามักครองบอลได้เหนือกว่าคู่แข่ง พร้อมทั้งสร้างโอกาสทำประตูอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามความสวยงามดังกล่าวก็มาพร้อมความเสี่ยง ที่หากต่อบอลผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจโดนลงโทษถึงขั้นเสียประตูเลยก็เป็นได้
ปัญหาใหญ่: เวลาน้อย + นักเตะไม่พร้อม?
แม้ เด แซร์บี้ จะนำเอาแท็คติกและแผนการเล่นที่ยอดเยี่ยมมาขนาดไหน แต่ความเป็นจริงเขามีเวลาเพียงไม่กี่นัดในการถ่ายทอดปรัชญาสู่ทีมที่กำลังขาดความมั่นใจ คำถามหลายอย่างจึงเกิดขึ้น?
แนวรับของ สเปอร์ส จะสามารถเล่นบอลภายใต้แรงกดดันสูงได้หรือไม่ แดนกลางจะมีความละเอียดพอในการควบคุมเกมหรือเปล่า และที่สำคัญระบบเพรสซิ่งจะถูกปลูกฝังได้ทันเวลาเพียงใดในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล
ทั้งหมดนี้จึงเป็นการเดิมพันครั้งสุดท้ายที่ไม่มีโอกาสให้พลพรรค "ไก่เดือยทอง" ก้าวพลาดได้อีกแล้ว..