แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องจบฤดูกาลนี้แบบไร้ถ้วยแชมป์อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าประทับใจก็คือพวกเขามีพัฒนาการในด้านบวก นับตั้งแต่ที่ ไมเคิ่ล คาร์ริค เข้ามากุมบังเหียน
ทัพ "ปีศาจแดง" รั้งอันดับ 3 ในตารางพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และมีลุ้นที่จะคว้าโควตาไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เพราะฟอร์มของพวกเขาในเวลานี้มีความดุดัน และสามารถปราบคู่แข่งได้ไม่ยากเย็นนัก
การเก็บชัยชนะได้ 7 จาก 10 นัด ภายใต้การคุมทีมของ คาร์ริค ช่วยยกระดับทีมให้เหนือกว่าคู่แข่งแย่งท็อปโฟร์ และฤดูกาลหน้าสาวก "เร้ด อาร์มี่" จะได้เห็นทีมรักกลับไปมีโปรแกรมฟุตบอลถ้วยยุโรปอีกครั้ง
หลังจากฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 51 ปี ซึ่งจบด้วยอันดับ 15 อันน่าผิดหวัง แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาทำผลงานในลีกได้อย่างน่าพอใจ แม้ว่าจะตกรอบฟุตบอลถ้วยในประเทศทั้งสองรายการตั้งแต่รอบแรกก็ตาม
ต่อไปนี้คือคะแนนประเมินผลงานของนักเตะแมนฯ ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้จนถึงตอนนี้
ผู้รักษาประตู
เซอเน่อ ลัมเมนส์ : 8
นายทวารชาวเบลเยียม ทำผลงานได้เกินความคาดหมาย และปรับตัวได้อย่างยอดเยี่ยมกับพรีเมียร์ลีกที่ขึ้นชื่อว่าเข้มข้นและใช้พละกำลังมากที่สุดครั้งหนึ่ง ความนิ่งของเขาช่วยนำความมั่นคงที่ทีมต้องการอย่างมากกลับมาสู่ตำแหน่งผู้รักษาประตู หลังจากก่อนหน้านี้ต้องเจอกับช่วงเวลาวุ่นวายจากนายทวารหลายคนที่ผลงานไม่นิ่ง
อัลตาย บายินเดียร์ : 4
ออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างน่ากังขา และก่อความผิดพลาดหนักในนัดเปิดสนามที่พ่าย อาร์เซน่อล โดย แมนฯ ยูฯ แพ้ไปถึง 3 จาก 6 เกมในพรีเมียร์ลีกช่วงที่ บายินเดียร์ ลงเฝ้าเสา และเขาก็ไม่เคยแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้รักษาประตูที่คุมเกมหรือสั่งการแนวรับได้อย่างเด็ดขาด เขาไม่ได้ลงเล่นอีกเลย นับตั้งแต่ ลัมเมนส์ เข้ามาแทนที่ในเดือนตุลาคม
กองหลัง
ดีโอโก้ ดาโลต์ : 6
แบ็กขวาที่แทบจะได้ลงสนามอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาลรายนี้ ทำผลงานต่ำกว่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ และในวัย 26 ปี เขายังไม่สามารถพัฒนาขึ้นไปเป็นฟูลแบ็กสายบุกเต็มตัวอย่างที่เคยแสดงให้เห็นเป็นช่วง ๆ ได้ ผลงาน 1 ประตูกับ 3 แอสซิสต์ถือว่ายังน้อยเกินไป เมื่อพิจารณาว่าเขามีโอกาสทองหลายครั้งที่จะใส่สกอร์หรือมีส่วนร่วมกับประตูได้มากกว่านี้ แต่การมาของ คาร์ริค ช่วยยกระดับผลงานของเขาขึ้นในระดับหนึ่ง
นุสแซร์ มาซราวี : 4
อาการบาดเจ็บและการต้องไปรับใช้ชาติในศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ทำให้ มาซราวี ถูกลดบทบาทลงมาเป็นเพียงตัวสำรอง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสถานะที่เขาถูกคาดหมายไว้ตั้งแต่แรกกับ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยเขาได้ลงเป็นตัวจริงเพียง 7 นัดในฤดูกาลนี้ และมีแนวโน้มว่าจะยังคงเป็นตัวเลือกอันดับสองรองจาก ดาโลต์ ต่อไป
แฮร์รี่ แม็กไกวร์ : 7.5
ยิงประตูที่สำคัญที่สุดในอาชีพกับสโมสร ช่วยยุติการรอคอย 10 ปีของ แมนฯ ยู ในการบุกไปเอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้สำเร็จ และยังกลับมาจากอาการบาดเจ็บเพื่อเป็นกำลังสำคัญ พาทีมออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยมภายใต้การคุมทีมของ คาร์ริค แต่ใบแดงในเกมกับ บอร์นมัธ ถือเป็นรอยด่างเล็กๆ ของอีกหนึ่งฤดูกาลที่แข็งแกร่ง แม้ว่าเขาจะต้องพักไปนานถึงสองเดือนก็ตาม
ลิซานโดร มาร์ตีเนซ : 5.5
กองหลังชาวอาร์เจนไตน์ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยๆ ทำให้ไม่ได้ลงเล่นเป็นเวลาถึงสองเดือน และเขายังพลาดช่วง 3 เดือนแรกของซีซั่นนี้ เนื่องจากต้องพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า มาร์ตีเนซ ดูเหมือนจะกลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดอีกครั้งในช่วงที่ได้ลงสนามต่อเนื่อง ก่อนจะมาโชคร้ายได้รับบาดเจ็บซ้ำอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์
มาตไตส์ เดอ ลิกต์ : 5
ปราการหลังชาวดัตช์กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มดีที่สุดกับสโมสรในรอบหลายปี ก่อนจะได้รับบาดเจ็บที่แผ่นหลังเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน นับตั้งแต่นั้นมาเขายังไม่ได้ลงสนามอีกเลย และยังมีความไม่แน่นอนว่า เดอ ลิกต์ จะสามารถกลับมาลงเล่นได้อีกครั้งในฤดูกาลนี้หรือไม่
เลนี่ โยโร่ : 6.5
นักเตะออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างน่าประทับใจ ก่อนที่ รูเบน อโมริม จะมีการโรเตชั่นและบริหารจัดการใช้งานเขาได้ไม่ดีนัก ฟอร์มของ โยโร่ จึงแผ่วลงไป แต่ก็ไม่น่าแปลกใจที่ช่วงการลงเล่นเป็นตัวจริงต่อเนื่อง 5 นัดในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสถิติยาวนานที่สุดร่วมของเขากับ แมนฯ ยูฯ จะทำให้เขากลับมาทำผลงานได้น่าประทับใจอีกครั้ง
อายเด้น เฮฟเว่น : 5
เขาเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่ย่ำแย่ในแมตช์พบ กริมส์บี้ ทาวน์ ก่อนจะต้องรอถึง 4 เดือนกว่าจะได้ลงเล่นอีกครั้ง วิกฤตอาการบาดเจ็บในทีมเปิดโอกาสให้ เฮฟเว่น ได้ลงเป็นตัวจริงต่อเนื่อง 8 นัดในช่วงฤดูหนาว และเขายังคว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมบ็อกซิ่ง เดย์ ที่เอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ได้ด้วย อย่างไรก็ตาม เขายังมีจังหวะผิดพลาดในประตูที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เสีย ในเกมที่ไม่สามารถเอาชนะ บอร์นมัธ, ลีดส์ ยูไนเต็ด และ เบิร์นลี่ย์ ได้ และในเกมกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เขาถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่จบครึ่งแรกหลังลงเล่นไปเพียง 45 นาที
ลุค ชอว์ : 7
ลงสนามเป็นตัวจริงครบทั้ง 31 นัดของ แมนฯ ยูฯ ในเกมพรีเมียร์ลีก และทำผลงานได้ดีทั้งในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กภายใต้การคุมทีมของ อโมริม และแบ็กซ้ายในยุคของ คาร์ริค โปรแกรมการแข่งขันที่ไม่ถี่มากนักของทีมมีส่วนช่วยก็จริง แต่ก็ถือเป็นความสำเร็จเล็กๆ ของ ชอว์ ที่เขาสามารถหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บจนไม่พลาดการลงสนามแม้แต่นัดเดียวตลอดทั้งฤดูกาล
กองกลาง
แพทริค ดอร์กู : 6.5
มีช่วง 4 เดือนแรกของฤดูกาลที่น่าลืม ก่อนจะถูกเรียกกลับมาใช้งานในเกมกับ แอสตัน วิลล่า ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ปลุกฟอร์มของเขา หลังจากนั้นเขายิงได้ 3 ประตูจาก 7 นัด รวมถึงสองประตูสุดสวยในเกมพบ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล โดยเล่นได้เป็นธรรมชาติมากขึ้นในบทบาทปีก ก่อนจะได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลังต้นขาจนต้องพักอย่างน้อย 11 สัปดาห์
กาเซมีโร่ : 7.5
7 ประตู และทุกประตูล้วนมีความสำคัญ ถือเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมสำหรับแข้งวัย 34 ปีที่กำลังใช้ช่วงเวลาสุดท้ายกับ แมนฯ ยูไนเต็ด โดย กาเซมีโร่ อาจมีปัญหาจากการโดนแบนถึง 2 ครั้ง และยังคงมีข้อจำกัดในการเล่นครบ 90 นาที แต่โดยรวมแล้วเขากำลังมีฤดูกาลสุดท้ายที่ดี และยังคงเป็นกำลังสำคัญของทีมในช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่น
ค็อบบี้ เมนู : 7
เขาได้ออกสตาร์ทเพียงนัดเดียวตลอดทั้งฤดูกาล จนกระทั่ง อโมริม ถูกปลดออกจากตำแหน่งในช่วงต้นเดือนมกราคม ปัจจุบัน เมนู กำลังยึดตำแหน่งตัวจริงต่อเนื่อง 11 นัด และกำลังจะต่อสัญญาระยะยาวฉบับใหม่ เขาทำผลงานได้โดดเด่นเป็นพิเศษในเกมที่ คาร์ริค พาทีมเอาชนะ แมนฯ ซิตี้ และ สเปอร์ส อีกทั้งยังมักจะอยู่ในสนามจนครบเกมแทบทุกนัด
มานูเอล อูการ์เต้ : 3
ได้เล่นตัวจริงเพียง 9 นัด และ แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะได้แค่เกมเดียวเท่านั้น โดย อูการ์เต้ มีส่วนร่วมใน 5 จาก 8 เกมที่ทีมพ่ายแพ้ในฤดูกาลนี้ (รวมถึงการแพ้ดวลจุดโทษให้กับ กริมส์บี้ ทาวน์) และทีมยังเสียไปถึง 9 ประตู หลังจากที่เขาถูกส่งลงสนามในฐานะตัวสำรอง เขาไม่ได้เล่นตัวจริงอีกเลยนับตั้งแต่เดือนมกราคม
เมสัน เมาท์ : 5
เมาท์ ดูเหมือนจะสามารถลบ "อาถรรพ์หมายเลข 7" ของ แมนฯ ยูฯ ได้ภายใต้การคุมทีมของอโมริม จากผลงานที่ยอดเยี่ยมและประตูสวยๆ หลายลูก อย่างไรก็ตาม พอเข้าสู่ช่วงกลางฤดูกาล ปัญหาความฟิตของเขาก็กลับมาเป็นอุปสรรคอีกครั้ง และ เมาท์ เพิ่งจะกลับมาลงสนามได้ไม่นาน หลังต้องพักไปถึงสองเดือนจากอาการบาดเจ็บ
บรูโน่ แฟร์นันด์ส : 9
กัปตันบรูโน่คือนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของทั้งสโมสรและลีก แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ชูถ้วยแชมป์ในเดือนพฤษภาคม แต่เขากำลังพา แมนฯ ยูฯ กลับไปสู่เวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เขาคือผู้เล่นที่สร้างสรรค์เกมได้ดีที่สุดใน พรีเมียร์ลีก และแทบน่าจะการันตีคว้ารางวัลเซอร์ แม็ตต์ บัสบี้ เพลเยอร์ ออฟ เดอะ เยียร์ เป็นสมัยที่ 5 ซึ่งไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน
แนวรุก
อาหมัด ดิยัลโล่ : 7.5
ตัวเลขผลงาน 2 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ ไม่ได้สะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของ อาหมัด ดิยัลโล่ ฟอร์มของเขามีความสม่ำเสมออย่างมาก และ แมนฯ ยูฯ เป็นทีมที่เล่นได้ดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อมีเขาอยู่ในสนาม ทั้งในยุค อโมริม และ คาร์ริค มักเลือกใช้แผนที่ไม่มีกองหน้าตัวเป้า โดยอาศัยอิทธิพลในเกมของ ดาวเตะชาวไอวอรี่ โคสต์ รวมถึงการประสานงานกับ ไบรอัน เอ็มเบอโม่
มาเตอุส คุนญ่า : 8
คุนญ่า ออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างดุดัน และฟอร์มพุ่งขึ้นถึงจุดพีคในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เขายิงประตูสุดยอดได้หลายลูก ช่วยเก็บแต้มให้ แมนฯ ยูฯ ได้ถึง 8 คะแนน และในบทบาทหมายเลข 10 เขายังสามารถปรับตัวไปเล่นเป็นปีกซ้ายภายใต้การคุมทีมของ คาร์ริค ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังเรียกจุดโทษให้ทีมได้อีกสองครั้งในช่วงหลัง
ไบรอัน เอ็มเบอโม่ : 8.5
ดาวยิงร่วมสูงสุดของแมนฯ ยูไนเต็ด มีทักษะแรกสัมผัสบอลที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งของ "ผีแดง" นับตั้งแต่ยุคของ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ และยังกลายเป็นแข้งที่ขึ้นชื่อเรื่องการยิงประตูในเกมใหญ่ (ใส่ ลิเวอร์พูล, สเปอร์ส, แมนฯ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล) แม้ฟอร์มจะดร็อปลงไปในช่วง 6 สัปดาห์หลัง แต่ประตูของเขาก็มีส่วนสำคัญในการพา "เร้ด เดวิลส์" ขึ้นไปอยู่ในพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
เบนยามิน เชชโก้ : 7.5
นักเตะ แมนฯ ยูฯ อีกรายที่ยิงประตูแตะเลขสองหลักได้ แม้จะได้ลงเล่นตัวจริงเพียง 2 จาก 10 เกมภายใต้การคุมทีมของ คาร์ริค แต่ประตูของ เชชโก้ ก็ช่วยเก็บแต้มให้ทีมได้ถึง 10 คะแนน โดยหัวหอกทีมชาติสโลวีเนียเริ่มลบคำสบประมาท และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเป็นหน้าเป้าตัวความหวังระยะยาวของ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาควรได้รับโอกาสลงเล่นมากกว่านี้ในช่วงหลัง แต่ต้องบริหารอาการบาดให้ดีกว่านี้