โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จากเด็กหนุ่มบนรถบัส 9 สาย สู่ตำนาน "ราชาอียิปต์" แห่ง ลิเวอร์พูล

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จากเด็กหนุ่มบนรถบัส 9 สาย สู่ตำนาน "ราชาอียิปต์" แห่ง ลิเวอร์พูล
เจาะลึกเส้นทางชีวิต โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในอียิปต์จนถึงวันประกาศอำลา ลิเวอร์พูล

หากเราจะนิยามบทเรียนชีวิตของชายที่ชื่อ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ สิ่งนั้นคงไม่ใช่แค่เรื่องของพรสวรรค์ในสนามฟุตบอล 

แต่มันคือเรื่องของ "ความพากเพียร" และ "การทลายกำแพงแห่งอคติ" ที่โลกเคยมีต่อชาวมุสลิมและคนอาหรับ

ในวันที่เขาตัดสินใจประกาศอำลาถิ่นแอนฟิลด์ หลังจบฤดูกาล 2025-26 นี้ มันไม่ใช่แค่การจากไปของดาวยิงหมายเลข 11 แต่คือการปิดตำนานบทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์สโมสร ลิเวอร์พูล

บททดสอบที่ไม่มีทางลัด

ย้อนกลับไปในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า นัดรีจญ์ ในอียิปต์ เด็กชายซาลาห์ ต้องเผชิญกับบททดสอบที่น้อยคนนักจะทนไหว

เขาต้องเดินทางไปกลับระหว่างบ้านและสโมสรอัล มุกาวลูน ในกรุงไคโร วันละ 5-9 ชั่วโมง โดยต้องต่อรถบัสถึง 4-5 สายต่อวัน

กองหน้ากึ่งปีกผู้ที่มีความเร็วเป็นอาวุธในวันนี้ ครั้งหนึ่งเคยเริ่มต้นจากการเป็นแบ็กซ้ายที่ถูกโค้ชปรับตำแหน่งเพราะมองเห็นสัญชาตญาณในการล่าตาข่าย

เมื่อลีกอียิปต์ต้องระงับการแข่งขันจากโศกนาฏกรรมที่ สนามพอร์ต ซาอิด...โอกาสในยุโรปก็มาถึงผ่านทางสโมสร บาเซิล ในสวิตเซอร์แลนด์

แม้ช่วงแรกจะปรับตัวยากด้วยเรื่องภาษาและวัฒนธรรม แต่ ซาลาห์ ก็พิสูจน์ตัวเองได้รวดเร็ว โดยเฉพาะการทำประตูใส่ เชลซี ในแชมเปียนส์ลีก จนทำให้ โชเซ่ มูรินโญ่ ตัดใจดึงเขาสู่ พรีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรกในปี 2014

ความล้มเหลวที่ลอนดอน และการชุบตัวในอิตาลี

ชีวิตในสีเสื้อ เชลซี ก็อย่างที่เรารู้ ๆ กันดีเพราะนี่คือ "ฝันร้าย" ที่ ซาลาห์ ไม่อยากจำ เขาถูกมองข้ามและไม่มีโอกาสลงสนามมากนักจนต้องพเนจรไปพิสูจน์ตัวเองในอิตาลี

กับทั้ง ฟิออเรนติน่า และ โรม่า ซึ่งที่กรุงโรมนี้เองที่เขากลายเป็น "เครื่องจักรสังหาร" เต็มตัวด้วยผลงาน 29 ประตูจาก 65 นัด

จนกระทั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ ตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการดึงเขามาร่วมทีม ลิเวอร์พูล ในปี 2017 ท่ามกลางเสียงปรามาสว่าเขาจะเป็นเพียง "One-season wonder" หรือเก่งแค่ฤดูกาลเดียว

ปรากฏการณ์ "ซาลาห์" มากกว่าแค่ฟุตบอล

ซาลาห์ ไม่ได้เพียงแค่ทำลายสถิติในสนามด้วยการทำไปถึง 255 ประตู และ 119 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 435 นัด (สถิติล่าสุด ณ มีนาคม 2026)  และกวาดรางวัลรองเท้าทองคำพรีเมียร์ลีกไปถึง 4 สมัย

แต่เขายังสร้างแรงสั่นสะเทือนในเชิงสังคมที่เรียกว่า "The Salah Effect"

งานวิจัยจาก American Political Science Review. (2021) ระบุว่านับตั้งแต่ ซาลาห์ ย้ายมา ลิเวอร์พูล คดีอาชญากรรมจากความเกลียดชัง ในเขตเมอร์ซีย์ไซด์ลดลงถึง 16% และแฟนบอล ลิเวอร์พูล มีการโพสต์ข้อความเหยียดมุสลิมลดลงกึ่งหนึ่ง

ท่าทาง "สุญูด" หลังทำประตูของเขา กลายเป็นภาพจำที่เปลี่ยนทัศนคติคนอังกฤษที่มีต่อศาสนาอิสลามไปอย่างสิ้นเชิง

เมื่อราชายอมสละบัลลังก์

สถานการณ์ในช่วงฤดูกาล 2025-26 เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเฮดโค้ชคนใหม่อย่าง อาร์เน่อ สล็อต เริ่มสั่นคลอน (แม้หลายสื่อจะบอกว่าดีกันแล้ว) ประกอบกับ

อายุที่เพิ่มขึ้นทำให้สภาพร่างกายเริ่มโรยราลง

ลิเวอร์พูล และ ซาลาห์ จึงบรรลุข้อตกลงในการยกเลิกสัญญาปีสุดท้าย (จากเดิมที่เซ็นไว้ถึงปี 2027) เพื่อให้เขากลายเป็นฟรีเอเยนต์ในช่วงซัมเมอร์ปี 2026

"ผมไม่เคยนึกฝันว่าสโมสรแห่งนี้ เมืองนี้ และผู้คนเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมได้ลึกซึ้งขนาดนี้" นี่คือส่วนหนึ่งของข้อความอำลาที่เขาส่งถึง เดอะ ค็อป ทั่วโลก โดยเขามีนัดหมายสุดท้ายที่จะอำลาแฟนบอลอย่างเป็นทางการที่แอนฟิลด์ในเกมพบกับ เบรนท์ฟอร์ด วันที่ 24 พฤษภาคม 2026

สำหรับ ซาลาห์ เส้นทางต่อไปอาจจะเป็นเม็ดเงินมหาศาลใน ซาอุดี โปร ลีก หรือความท้าทายใหม่ใน MLS สหรัฐอเมริกา ...  แต่ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน ตำนานของเด็กหนุ่มที่เคยนั่งรถบัส 9 สายเพื่อมาซ้อมบอล จะยังคงถูกเล่าขานในฐานะ "ราชาอียิปต์" ผู้เปลี่ยนโฉมหน้าลิเวอร์พูลไปตลอดกาล

ในยุคที่ฟุตบอลขับเคลื่อนด้วยเงินตรา เรายังจะมีนักเตะคนไหนที่สร้างแรงบันดาลใจและเปลี่ยนโลกได้เท่ากับชายคนนี้อีกหรือไม่?

-ตัน กวาร์ดิโอล่า-



ที่มาของภาพ : Reuters / Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport