ย้อนกลับไปในปี 2019 อลัน เชียเรอร์ ตำนานดาวยิง พรีเมียร์ลีก เคยเป็นหนึ่งในพรีเซนเตอร์โปรโมตการมาถึงของ VAR โดยเขาพูดประโยคสวยหรูว่า "เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ผู้ตัดสินทำงานได้ถูกต้องมากขึ้น" ภายใต้ปรัชญา "Interference Minimum, Benefit Maximum" หรือแทรกแซงน้อยที่สุดแต่ได้ประโยชน์สูงสุด
แต่ตัดภาพมาที่ฤดูกาล 2025/26 เชียเรอร์ คนเดิมนี่แหละกลับต้องออกมาสบถคำว่า "Bulls*"** ผ่านพอดแคสต์ หลังเห็นประตูของ จอส คิง ในเกมพบ เชลซี ถูกริบคืนอย่างไร้เหตุผล
คำถามสำคัญที่เราอยากชวนคุณมาหาคำตอบในวันนี้คือ ทำไม พรีเมียร์ลีก ที่มีทั้งเงินและเทคโนโลยีระดับโลก ถึงยังหา "มาตรฐาน" การตัดสินไม่เจอเสียที? ร่วมติดตามไปพร้อมกันที่นี่
ยิ่งตรวจสอบ ยิ่งผิดพลาด?
หากเรามองด้วยสายตาเปล่า เราอาจรู้สึกว่ากรรมการตัดสินแย่ลง แต่สถิติจากคณะกรรมการ Key Match Incidents (KMI) ยืนยันว่าความรู้สึกนั้นคือ "เรื่องจริง"
ข้อมูลระบุว่าเพียงแค่ครึ่งแรกของฤดูกาล 2025/26 มีความผิดพลาดจาก VAR เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วถึง 13 ครั้ง จาก 19 นัดแรก ซึ่งถือว่าสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของฤดูกาลก่อนที่ผิดพลาดไป 10 ครั้ง
แม้ลีกจะพยายามนำระบบ Semi-Automated Offside Technology (SAOT) มาใช้เพื่อความรวดเร็ว แต่ปัญหาที่แท้จริงกลับไม่ได้อยู่ที่ "เส้นล้ำหน้า" แต่มันคือ "การตีความ" ในจังหวะปัญหาต่างหาก
กับดัก "Referee’s Call" และกำแพงที่ชื่อ Clear and Obvious
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้แฟนบอลรู้สึกว่ามาตรฐานมัน "แกว่ง" คือหลักการ "Referee’s Call" ที่ พรีเมียร์ลีก นำมาใช้เพื่อลดการแทรกแซงจาก VAR
กฎนี้ระบุว่า VAR จะไม่เข้าไปยุ่งตราบใดที่การตัดสินในสนามไม่เข้าข่าย "ผิดพลาดชัดเจนและถ่องแท้"
แต่นี่แหละคือปัญหา เพราะคำว่า "ชัดเจน" ของกรรมการแต่ละคนไม่เท่ากัน อย่างในกรณีของ จอส คิง (ฟูแล่ม) ที่ถูกริบประตูคืนเพราะมองว่ามีการฟาวล์เกิดขึ้นก่อนหน้า ทั้งที่กรรมการในสนามเห็นเหตุการณ์ชัดเจนและปล่อยให้เล่นต่อ
สุดท้าย ฮาวเวิร์ด เว็บบ์ หัวหน้า PGMOL ต้องออกมาขอโทษ ฟูแล่ม และยอมรับว่า VAR เข้าไปแทรกแซงในจังหวะที่ไม่ควรจะแทรกแซง
กรรมการกำลัง "ระแวง" เทคโนโลยี?
สิ่งที่น่าสนใจและลึกซึ้งกว่านั้นคือผลกระทบเชิงจิตวิทยา ... งานวิจัยจาก University of Agder พบว่านับตั้งแต่ พรีเมียร์ลีก ใช้ VAR สถิติการให้ใบแดงและจุดโทษพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับลีกรองอย่างแชมเปี้ยนชิพที่ไม่มี VAR
นักวิจัยมองว่าผู้ตัดสินในสนามเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป พวกเขาเกิดความรู้สึกว่า "ถูกจ้องจับผิด" ตลอดเวลาจากเทคโนโลยี
ส่งผลให้เกิดความพยายามที่จะ "คุมเกม" ให้เด็ดขาดขึ้นจนบางครั้งดูเกินกว่าเหตุ สถิติระบุว่ามีการแจกใบเหลืองเพิ่มขึ้นถึง 37 ใบต่อ 100 นัดใน พรีเมียร์ลีก
นี่คือสิ่งที่บอกเราว่ากรรมการกำลังใช้ดุลยพินิจภายใต้ความกดดันของระบอบการตรวจสอบที่เข้มข้น จนสูญเสียความเป็นธรรมชาติของเกมไป
ตารางคะแนนแห่งความอยุติธรรม
ความไร้มาตรฐานนี้ส่งผลกระทบต่อคะแนนอย่างเลี่ยงไม่ได้ จากข้อมูล "VAR Justice Table" พบว่า เชลซี เป็นทีมที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดในลีก (+3) ในขณะที่ แมนยู กลายเป็น "เหยื่อ" อันดับหนึ่งที่เสียประโยชน์ถึง -2 ครั้ง
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือเกมพบ บอร์นมัธ ที่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ถูกไล่ออกจากการฟาวล์ที่ถูกมองว่าเป็น DOGSO (ขัดขวางการทำประตูชัดเจน) ทั้งที่มีการตั้งคำถามถึงระดับของแรงปะทะ
ขณะที่ฝั่ง แมนยู เองกลับไม่ได้จุดโทษในจังหวะที่คล้ายคลึงกัน ความลักลั่นเช่นนี้เองที่ทำให้คำว่า "มาตรฐาน" กลายเป็นเพียงเรื่องตลกในสายตาแฟนบอล
ในวันที่ พรีเมียร์ลีก พยายามจะทำให้ฟุตบอลเป็น "วิทยาศาสตร์" ด้วยการมีกฎใหม่ ๆ อย่าง 'Captains Only' หรือการนับเวลาถือบอล 8 วินาทีของประตู
แต่ตราบใดที่ "คน" หลังจอมอนิเตอร์ยังตีความกฎเดียวกันออกมาเป็นร้อยมาตรฐาน ฟุตบอลก็ยังคงเป็น "การลุ้นโชค" มากกว่าการแข่งขันเชิงฝีเท้า
มาตรฐานของ พรีเมียร์ลีก ไม่ได้ดิ่งลงเพราะเทคโนโลยี แต่มันดิ่งลงเพราะเรากำลังพยายามใช้เทคโนโลยีมาตัดสิน "ศิลปะของการปะทะ" ที่มนุษย์เองยังตกลงกันไม่ได้เลยว่าแบบไหนคือฟาวล์ และตราบใดที่กำแพง Clear and Obvious ยังถูกใช้ตามอำเภอใจ วิกฤตศรัทธากรรมการอังกฤษก็คงไม่มีวันจบสิ้น
ตัน กวาร์ดิโอล่า