ไมเคิ่ล คาร์ริค นายใหญ่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลาดโอกาสเก็บชัยชนะอย่างน่าเสียดายเมื่อทีมขึ้นนำสองครั้งสองคราแต่ไม่สามารถรักษาสกอร์ได้เมื่อโดนทีเด็ดของ บอร์นมัธ ซัดตีเสมอ 2-2 ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันศุกร์ที่ผ่านมา แถมเกมนี้น่าจะมีประเด็นให้ถกเถียงกันอีกครั้งสำหรับการทำหน้าที่ของ "วีเออาร์" หลังมีจุดปัญหาในช่วงครึ่งหลัง ขณะที่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ อุตส่าห์ถูกเรียกตัวกลับไปติดทีมชาติอังกฤษ แต่ดันทำพลาดมหันต์จนทีมเสียจุดโทษและตัวเองก็โดนใบแดง
1. ทำไม เชชโก้ ถือสำรอง ?
แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด คงรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่ ไมเคิ่ล คาร์ริค เลือกจับ เบนยามิน เชชโก้ นั่งในซุ้มม้านั่งสำรอง ทั้งๆ ที่นักเตะผลงานโดดเด่นมากๆ ตะบันไป 8 ประตูจาก 10 เกมหลังสุดที่ลงเล่นให้ "ปีศาจแดง"
จริงๆ แล้วจำนวนประตูที่ เชชโก้ ทำได้อย่างต่อเนื่อง สมควรให้ยึดตำแหน่งตัวจริงได้แล้ว แต่ดูเหมือน คาร์ริค จะไว้วางใจ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ในตำแหน่งหน้าเป้ามากกว่า แต่กลายเป็นว่าคิดผิด
เหตุผลที่ "น้าปลัด" ชื่นชอบ เอ็มเบอโม่ เพราะนักเตะมีความยืดหยุ่นในเกม สามารถถอยลงมาเล่นเป็นกองหน้าตัวต่ำ รวมถึงต้องการใช้ความอันตรายของ อาหมัด ดิยัลโล่ ทางฝั่งขวา ทำให้ เชชโก้ ได้แต่นั่งว่างอยู่ข้างสนามในครึ่งแรก
เชื่อว่าสาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" คงอดคิดไม่ได้ว่า ดาวยิงทีมชาติสโลเวเนีย อาจเปลี่ยนหนึ่งในโอกาสที่ แมนฯ ยูไนเต็ด พลาดไปใน 45 นาทีแรกให้กลายเป็นประตูได้
2. ลัมเมนส์ ยังคงรักษามาตรฐาน
เซอเน่อ ลัมเมนส์ อาจเป็นหนึ่งในนักเตะใหม่ แมนฯ ยูฯ ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก แต่ฟอร์มการเล่นของ นายทวารชาวเบลเยียม เป็นเครื่องการันตีได้ถึงความนิ่ง และการเล่นที่แน่นอน ไม่เน้นหวือหวาจนหวาดเสียว
เกมนี้ ลัมเมนส์ มีโอกาสเซฟจังหวะสำคัญได้หลายครั้ง ขณะเดียวกับการตัดบอลลูกโด่งของเจ้าตัวทำได้อย่างยอดเยี่ยมไม่มีผิดพลาดเลย แม้ประตูแรกที่เสียไปอาจจะโดนตำหนิอยู่บ้างเนื่องจากล้มตัวช้า แต่ก็สามารถเข้าใจได้เพราะเขาโดน แฮร์รี่ แม็กไกวร์ บัง
ในวัยเพียง 23 ปี ลัมเมนส์ มีฟอร์มที่นิ่ง, สุขุม และไม่หวือหวาแถมยังเต็มไปด้วยความมั่นใจ การอ่านเกมก็ทำได้ดี และการยืนตำแหน่งก็ไม่ผิดพลาด นี่คือนายทวารที่ แมนฯ ยูไนต็ด ต้องการอย่างมาก และคู่ควรยึดมือ 1 ไปอีกนาน
3. วีเออาร์ มีประเด็นอีกแล้ว
แทบไม่มีเกมไหนผ่านไปโดยปราศจากประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับ วีเออาร์ และน่าเสียดายที่เกมนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เรื่องนี้้ต้องมีการมานั่งถกกันต่อ เพราะมีจังหวะที่สามารถเปลี่ยนเกมได้เลย
จุดโทษของ แมนฯ ยูไนเต็ด มันชัดเจนและปฏิเสธไม่ได้ เมื่อ ราอูล ฆิมิเนซ ดึงเสื้อของ มาเตอุส คุนญ่า แถม สจ๊วร์ต แอ๊ตเวลล์ ผู้ตัดสินก็อยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นชัดเจนก่อนจะชี้ไปที่จุดโทษแบบไม่มีข้อต่อแย้ง
อย่างไรก็ตาม แฟนบอลทีมเยือนอาจโต้แย้งว่า จังหวะที่ อาเดรียง ทรุฟแฟร์ ดึงแขนของ อาหมัด ดิยัลโล่ นั้นก็เป็นลักษณะเดียวกัน แต่กลับไม่ได้จุดโทษซึ่งสร้างความงุนงงให้กับสาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" อย่างมาก
ยิ่งไปกว่านั้น บอร์นมัธ สวนกลับแล้วได้ประตู นั่นจึงทำให้สถานการณ์ของ วีเออาร์ ตึงเครียดมากขึ้น พวกเขาจะกล้ากลับคำตัดสิน ยกเลิกประตูเจ้าบ้าน แล้วให้จุดโทษอีกฝั่งหรือไม่ ? นี่เป็นคำถามที่แฟนบอลคงรู้ว่าคำตอบจะออกมาเป็นยังไง !!!
4. บอร์นมัธ ของแสลง แมนฯ ยูฯ
การต้องปะทะกับ บอร์นมัธ ถือว่าเป็นงานสุดหินสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องบอกว่ายากพอๆ กับการสู้กับ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้, "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล และ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล จริงๆ
ผลเสมอ 2-2 ในเกมนี้ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่สามารถเอาชนะ บอร์นมัธ ได้เป็นนัดที่ 6 ติดต่อกัน
ชัยชนะครั้งล่าสุดของ แมนฯ ยูฯ เหนือ "เดอะ เชอร์รี่ส์" ต้องย้อนกลับไปในปี 2023 และทีมของกุนซืออันโดนี่ อิราโอล่า กำลังกลายเป็นของแสลงสำหรับทัพ "ปีศาจแดง" ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อโมเมนตัมการคุมทีมของ คาร์ริค ไม่น้อยเลยทีเดียว
5. ฝันร้ายของ แม็กไกวร์
ก่อนเกมวันศุกร์ ต้องยอมรับว่า แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ แมนฯ ยูฯ และนั่นทำให้ โธมัส ทูเคิ่ล ตัดสินใจเรียกติดทีมชาติอังกฤษอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเขาใกล้ต่อสัญญาฉบับใหม่ หลังต้นสังกัดประทับใจผลงานที่แข็งแกร่งภายใต้การคุมทีมของ คาร์ริค
อย่างไรก็ตาม แม็กไกวร์ ต้องเจอกับฝันร้ายเมื่อโดนทีเด็ดของ เอวานิลซอน ทำให้เขาตัดสินใจพลาดมหันต์ในการผลักนักเตะล้มในเขตโทษ และกลายเป็นจุดโทษ แถมยังได้รับของชำร่วยจากท่านเปาเป็นใบแดงด้วย !!
การโดนไล่ออกแบบนี้แน่นอนว่า แม็กไกวร์ ต้องชดใช้ด้วยการโดนแบน แต่โชคดีที่หลังจบเกมนี้เป็นช่วง "ฟีฟ่าเดย์" ทำให้ แมนฯ ยูฯ ยังมีลุ้นได้กองหลังตัวหลักอย่าง มาต์ไตส์ เดอ ลิกต์ และ ลิซานโดร มาร์ตีเนซ หายเจ็บกลับมาช่วยทีม
แม้แฟนผีโปรเจกต์อาจจะรู้สึกว่าบทลงโทษของ แม็กไกวร์ รุนแรงเกินไปหรือเปล่า แต่หากมองตามกฎกติกาถือว่า แอ๊ตเวลล์ ตัดสินได้ตรงตามกติกาอย่างถูกต้อง เพราะนี่คือการขัดขวางโอกาสในการทำประตูอย่างชัดเจน