คงเป็นการมองโลกง่ายเกินไป หากจะบอกว่าเกมชนะ กาลาตาซาราย 4-0 ได้มอบพิมพ์เขียวสำหรับทุกนัดที่เหลือของฤดูกาล
เพราะบนโลกความจริง ไม่มีใครคนไหนจะสามารถสั่งให้ทีมของตัวเองยิง 4 ประตู สร้างค่า xG แตะ 5.0 มีโอกาสยิง 32 ครั้ง และเข้ากรอบ 16 ครั้งได้ทุกสุดสัปดาห์
โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งที่รออยู่ข้างหน้าอาจไม่ได้เปิดพื้นที่มากเท่า กาลาตาซาราย
แต่ถึงอย่างนั้น เกมนี้ก็ยังมีบางอย่างที่สำคัญมากกว่าตัวเลข
และบางที มันอาจเป็นเกมที่ทำให้เราเริ่มมองเห็นว่า อาร์เน่อ กำลังเลือกโทนสำหรับบทสรุปของฤดูกาลนี้แล้ว
นั่นก็คือโทนของทีมที่กำลังพยายามหาทางกลับบ้าน หลังจากหลงทางอยู่พักใหญ่ในฤดูกาลที่ชวนอึดอัดเหลือเกิน
...
สิ่งที่เด่นที่สุดในเกมนี้ ไม่ใช่แค่จำนวนประตู ไม่ใช่แค่รูปแบบ 4-4-2 และไม่ใช่แค่การที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะได้แบบขาดลอย
แต่คือ ความขยัน ความเข้มข้น การวิ่ง การเข้าปะทะ การพยายามแย่งทุกจังหวะกลับคืนมา
ก่อนหน้านี้ อาร์เน่อ เคยอธิบายในงานแถลงข่าวว่า การจะวิ่งมากกว่าคู่แข่งเป็นเรื่องยากเมื่อคุณเป็นฝ่ายครองบอลเหนือกว่า
ซึ่งในทางทฤษฎีมันอาจมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่กับแฟนบอล ลิเวอร์พูล คำอธิบายแบบนั้นไม่มีทางขายได้ง่าย
เพราะตลอดหลายปีในยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์ พวกเขาเห็น ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่สามารถครองบอลได้ และ วิ่งมากกว่าไปพร้อมกัน
พวกเขาเคยชินกับฟุตบอลที่ไม่ใช่แค่เหนือกว่าเชิงเทคนิค แต่เหนือกว่าด้วยพลังงาน
ดังนั้น เมื่อ อาร์เน่อ พูดคล้ายกับหาทางอธิบายว่าเรื่องนี้ทำได้ยาก มันจึงไม่มีทางทำให้แฟนบอลรู้สึกสบายใจ
ยิ่งน่าสนใจกว่านั้นคือ ตัว อาร์เน่อ เองเหมือนจะย้อนแย้งกับคำพูดเดิมของตัวเองในบทสัมภาษณ์ก่อนเกม เมื่อเขาบอกว่า
"การชนะในการดวล และการวิ่งให้มากกว่าอีกทีม บางทีสิ่งเหล่านี้อาจช่วยได้มากกว่าแท็กติกของทีมเสียอีก"
และเกมกับ กาลาตาซาราย ก็พิสูจน์สิ่งนั้นทันที
ลิเวอร์พูล ครองบอล 62% แต่ยังวิ่งรวมกันได้ 117 กิโลเมตร มากกว่ากาลาตาซารายที่วิ่ง 114 กิโลเมตร
ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะมันคือการบอกแฟนบอลว่า ทีมนี้ยังสามารถเป็นฝ่ายคุมเกม และยังวิ่งใส่คู่แข่งได้พร้อมกัน
พูดง่าย ๆ คือ ลิเวอร์พูล ไม่ได้แค่เล่นดี แต่เล่นด้วยความตั้งใจในแบบที่แฟนบอลอยากเห็นมานาน
และนั่นทำให้ แอนฟิลด์ ตอบรับทีมตั้งแต่ก่อนประตูแรกจะมาเสียอีก
...
อีกหนึ่งภาพที่น่าสนใจในเกมนี้คือท่าทีของ อาร์เน่อ ข้างสนาม
ปกติแล้วเขาเป็นโค้ชที่ค่อนข้างนิ่ง ชอบควบคุมอารมณ์ ชอบสื่อสารแบบสงบ มีบุคลิกของคนที่เชื่อในโครงสร้างมากกว่าความวุ่นวาย
แต่เกมกับ กาลาตาซาราย เราได้เห็นเขาในเวอร์ชันที่มีอารมณ์ร่วมมากกว่าปกติอย่างชัดเจน
ท่าทางกระตือรือร้น
การตอบสนองต่อทุกจังหวะ
การกระตุ้นนักเตะ
การหันไปหาแฟนบอล
มันไม่ได้ถึงขั้นว่าจะเลียนแบบ คล็อปป์ และเขาไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นด้วย
เพราะ ลิเวอร์พูล ไม่ต้องการสำเนาของ คล็อปป์ พวกเขาต้องการ อาร์เน่อ ในเวอร์ชันที่ดีที่สุด
แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่ อาร์เน่อ ต้องเข้าใจคือ แอนฟิลด์ มีพลังพิเศษบางอย่าง
และมันคงน่าเสียดายมาก ถ้าคุณไม่ยอมใช้มันเลย
สนามแห่งนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความสงบอย่างเดียว มันขับเคลื่อนด้วยความเดือด ความคลั่ง ความเชื่อร่วมกัน
บางครั้งคุณต้องยอมโอบกอดความโกลาหลบ้าง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่คุณกำลังต้องการดึงแฟนบอลกลับมาอยู่ข้างคุณอีกครั้ง
และนั่นคือสิ่งที่ อาร์เน่อ ต้องการอย่างยิ่งในตอนนี้
มันก็เพื่อรักษาสายสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับแฟนบอล ซึ่งมีความสำคัญต่ออนาคตของตัวเองไม่แพ้ผลการแข่งขันเลย
...
ต่อให้ไม่หลงไปกับผลสกอร์ 4-0 สิ่งหนึ่งที่เกมนี้ชวนให้คิดจริงจังคือ ระบบ 4-4-2
เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ระบบลักษณะนี้ทำให้ ลิเวอร์พูล ดูดี
ก่อนหน้านี้ เคยส่งผลดีมาแล้วในเกมกับ อินเตอร์ มิลาน และ อาร์เซน่อล
ดังนั้น คำถามสำคัญคือ ถ้ามันเคยเวิร์กมาก่อน และยังเวิร์กอีกครั้งกับ กาลาตาซาราย
ทำไม อาร์เน่อ ถึงไม่ได้ยึดมันเป็นหลักเร็วกว่านี้?
ยิ่งไล่ดูรายละเอียดของเกม ยิ่งเห็นชัดว่า 4-4-2 น่าจะเป็นระบบที่เหมาะกับทรัพยากรที่ ลิเวอร์พูล มีมากที่สุดในตอนนี้
อีกหนึ่งผลพลอยได้สำคัญคือบทบาทของ มิลอส เคอร์เคซ และ เจเรมี่ ฟริมปง
ทั้งสองคนเป็นผู้เล่นที่ถนัดการยืดพื้นที่อยู่แล้ว และเคยทำหน้าที่นี้ได้อย่างยอดเยี่ยมกับสโมสรเดิม
เมื่อระบบแคบในพื้นที่ด้านใน ภาระการเปิดกว้างจึงตกอยู่กับฟูลแบ็กโดยธรรมชาติ
และนั่นเหมาะกับทั้ง เคอร์เคซ และ ฟริมปง อย่างยิ่ง
พวกเขาได้วิ่ง ได้เปิด ได้เติม ได้สร้าง overload ด้านข้าง
ซึ่งส่งผลให้ ลิเวอร์พูล มีทั้งความกว้างและความเร็วโดยไม่ต้องบังคับให้ปีกต้องยืนติดเส้นตลอดเวลา
ผลคือเกมรุกดูไหลลื่นขึ้น และโครงสร้างทั้งทีมก็ดูสมเหตุสมผลมากขึ้น
...
แน่นอน ไม่มีใครควรตื่นเต้นเกินจริงกับเกมเดียว และไม่มีใครควรสรุปว่า ลิเวอร์พูล เจอสูตรสำเร็จแล้ว
คู่แข่งเกมต่อไปอาจไม่ใจดีแบบกาลาตาซาราย
สถิติการยิง 32 ครั้ง อาจไม่เกิดขึ้นอีก xG ระดับ 5.0 อาจเป็นตัวเลขที่ไม่มีทางทำซ้ำได้บ่อย
แต่ประเด็นมันไม่ใช่เรื่องของการทำซ้ำตัวเลข มันคือเรื่องของการทำซ้ำหลักการ
หลักการของการวิ่งมากขึ้น หลักการของการเข้าปะทะมากขึ้น หลักการของการใช้ระบบที่เหมาะกับนักเตะ และหลักการของการยอมใช้พลังของ แอนฟิลด์ แทนที่จะพยายามควบคุมทุกอย่างจนเกมหมดชีวิต
นั่นต่างหากที่ ลิเวอร์พูล ควรเอาต่อไป
ถึงตอนนี้ แฟนบอลจำนวนมากคงยอมรับแล้วว่า นี่คือฤดูกาลเปลี่ยนผ่านที่ยากจะจบแบบงดงาม
ถ้าจากนี้ไป พวกเขาได้เห็นทีมที่พยายามจริง ทีมที่มีพัฒนาการจริง ทีมที่อย่างน้อยก็รู้ว่าควรจะเล่นแบบไหน
นั่นก็อาจเพียงพอที่จะทำให้ช่วงท้ายฤดูกาลมีความหมายขึ้นมาได้
ตอนนี้โจทย์คือการทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในเกมส่วนใหญ่ที่เหลือ
ถ้า อาร์เน่อ ทำได้ บางที ฤดูกาลที่เกือบจะกลายเป็นภาระ อาจยังจบลงด้วยความรู้สึกว่า อย่างน้อย ลิเวอร์พูล ก็หาทางกลับบ้านเจอในที่สุด
HOSSALONSO