แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องใช้ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ กลับไปยืนเป็นหน้าเป้า เพราะศักยภาพของเขาเหมาะอย่างยิ่งที่จะเล่นงานเกมรับของ แอสตัน วิลล่า ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคมนี้
ทัพ "ปีศาจแดง" มีโปรแกรมพบกับ วิลล่า ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในเกมสำคัญที่อาจมีผลอย่างมากต่อการแย่งพื้นที่ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก และ ไมเคิ่ล คาร์ริค จำเป็นต้องวางแผนเด็ดในการเล่นงานเกมรับที่แข็งแกร่งของ "สิงห์ผงาด"
แมนฯ ยูฯ มีการปรับเกมรุกด้วยการส่ง เบนยามิน เชชโก้ ลงเป็นตัวจริง 2 เกมที่ผ่านมา และขยับ เอ็มเบอโม่ ไปยืนริมเส้นฝั่งขวา ซึ่งผลงานของนักเตะดร็อปลงไปทันทีเมื่อเทียบกับตอนที่ทำหน้าที่เป็นหน้าเป้านับตั้งแต่ คาร์ริค เข้ามากุมบังเหียน ฉะนั้นในเกมที่ต้องเจอกับคู่แข่งที่เต็มไปด้วยแท็กติก "ผีแดง" จึงต้องใช้อาวุธเด็ดให้ถูกที่ถูกทาง
- จุดเสี่ยงของ วิลล่า ที่เป็นประโยชน์กับ แมนยู
ไม่ใช่ความลับแต่อย่างใดว่า อูไน เอเมรี่ ต้องการให้แอสตัน วิลล่าเล่นแบบไหน โดยทีมจะดันไลน์กองหลังสูงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อบีบพื้นที่คู่แข่ง และจัดรูปแบบการเล่นระหว่างเซ็นเตอร์แบ็กกับมิดฟิลด์ตัวกลาง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความกล้าที่จะยึดแผนนี้อย่างต่อเนื่องกลับกลายเป็นผลเสียต่อทีม เมื่อผู้เล่นตัวหลักบางคนมีอาการบาดเจ็บและไม่สามารถลงสนามได้ วิลล่าจึงไม่สามารถกดดันบอลในพื้นที่สุดท้ายได้มากพอ ทำให้คู่แข่งสามารถครองบอลในแนวลึก และจ่ายบอลทะลุไปด้านหลังแนวรับได้
เพราะการเพรสซิ่งขาดความเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ นักเตะคู่แข่งจึงมีพื้นที่ในการเลือกจ่ายบอลเพื่อเจาะกับดักล้ำหน้า ซึ่ง เชลซี ทำได้ดีมากในเกมก่อนหน้านี้ และการไม่กดดันบอลในพื้นที่เหล่านั้นถือเป็นความผิดพลาดร้ายแรง โดย วิลล่า ไม่สามารถใช้กับดักล้ำหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่สามารถกดดันคู่แข่งได้ดีพอ
- ใครเป็นหน้าเป้าที่เหมาะที่สุดในการสู้กับ วิลล่า
แม้ว่า เชชโก้ จะเป็นนักเตะที่ทำประตูมากที่สุดของทุกคนในปี 2026 แต่ คาร์ริค อาจเลือกใช้แผนรับมือ วิลล่า โดยดึง อาหมัด ดิยัลโล่ กลับมาเป็นตัวจริง และขยับ เอ็มเบอโม่ มาเล่นตรงกลางอีกครั้ง
แผนแบบนี้ได้ผลอย่างยอดเยี่ยมในเกมพบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล และแนวทางลักษณะเดียวกันอาจถูกนำมาใช้ซ้ำอีกครั้งในเกมวันอาทิตย์ โดย "ปีศาจแดง" อาจใช้เทคนิคที่เรียกว่า "กับดักล้ำหน้าหลอก" (fake offside trick) โดยให้หน้าตัวเป้าวิ่งไปอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าก่อน ทำให้แนวรับของ วิลล่า ยืนไลน์ไว้ จากนั้นจึงจ่ายบอลทะลุไปด้านหลังเพื่อให้ปีกที่วิ่งสอดขึ้นมา
จากนั้นผู้เล่นตำแหน่งปีกจะเปิดบอลเข้ากลางสนามเพื่อสร้างโอกาสทำประตู โดยก่อนหน้านี้ แมนฯ ยูฯ ก็เคยโดนแท็กติกแบบนี้เล่นงานในเกมกับ ลิเวอร์พูล โดยมีนักเตะอย่าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เฌเรมี่ ฟริมปง และ โดมินิค โซโบซไล ที่วิ่งทำทางเพื่อดึงไลน์กองหลังให้ถอยลงเล็กน้อย ก่อนจะมีการวิ่งกลับอีกครั้งตอนยืนในตำแหน่งไม่ล้ำหน้า
- เหตุที่ เอ็มเบอโม่ ฟอร์มเงียบ
เกิดอะไรขึ้นกับฟอร์มของ เอ็มเบอโม่? นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะนับตั้งแต่ที่ คาร์ริค เข้ามาคุมทีม เอ็มเบอโม่ สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้หลังโดนจับยืนเป็นหน้าเป้า และนั่นทำให้ แมนฯ ยูฯ ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากศักยภาพของเขา
เอ็มเบอโม่ ทำประตูล่าสุดในเกมชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และจากนั้นก็ทำได้อีก 2 แอสซิสต์ในสองเกมติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม แฟนผีโปรเจกต์คงเห็นมาแล้วช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ดาวเตะชาวแคเมอรูน ฟอร์มเงียบมากใน 2 เกมหลังสุด
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาถูกปรับตำแหน่งไปเล่น ปีกขวาแทนที่จะเป็นหน้าเป้า โดยตอนที่เล่นตรงกลาง เอ็มเบอโม่ ประสานงานที่ยอดเยี่ยมกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส แต่เมื่อถูกโยกไปเล่นด้านข้าง เขาแทบไม่ได้มีโอกาสเชื่อมเกมแบบเดิมเลย
อีกปัจจัยหนึ่งคือ ความเข้มข้นของโปรแกรมแข่งขัน เมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องลงเล่นมากกว่าสัปดาห์ละหนึ่งเกม เขาต้องใช้พลังอย่างหนักทั้งการเพรสซิ่งและการวิ่งลงมาช่วยเกมรับ จนทำให้ดูอ่อนล้า และไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้
- แมนยูได้ประโยชน์จากความสดของ เอ็มเบอโม่
ช่วงที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีเวลาพักประมาณสัปดาห์ครึ่งเนื่องจากพวกเขาไม่มีโปรแกรมลงเล่นในเกมฟุตบอลถ้วยยุโรปก่อนเจอกับ แอสตัน วิลล่า ซึ่งเพิ่งใช้พลังงานไปเยอะในแมตช์ชนะ ลีลล์ 1-0 เกมยูโรปา ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
การที่ เอ็มเบอโม่ กับ แฟร์นันด์ส ได้เล่นใกล้กันจะช่วยสร้างพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น มาเตอุส คุนญ่า, อาหมัด ดิยัลโล่ หรือ เบนยามิน เชชโก้
ที่สำคัญการที่นักเตะมีความสดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงไม่ต้องถูกแยกไปยืนโดดเดี่ยวริมเส้น น่าจะช่วยให้เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ไหลลื่นมากขึ้น และสร้างปัญหาให้กับแนวรับของ วิลล่า ที่อาจจะมีอาการล้าจากการกรำศึกหนักติดต่อกัน
ดังนั้นหาก เอ็มเบอโม่ โดนจับไปยืนเป็นหน้าเป้าอีกครั้ง และสามารถเล่นได้ดี นั่นก็แปลว่าระบบแบบนี้เหมาะกับนักเตะที่สุด แต่ถ้าหากไม่ใช่ งานนี้คงไม่เกี่ยวกับแท็กติกของ คาร์ริค แต่อยู่ที่ตัวนักเตะเอง !!