ช่วงที่ผ่านมามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลนี้น่าเบื่อ โดยยกประเด็นเรื่องที่ทุกสโมสรโดยเฉพาะ อาร์เซน่อล ที่พยายามใช้แท็กติกในการเล่นลูกเซตพีซในการทำประตูมากกว่าการสร้างสรรค์เกม จนกลายเป็นว่าเกมลูกหนังเหมือนใส่โปรแกรมหุ่นยนต์จนขาดเสน่ห์ไปแล้ว
แท็กติกการรุมสกรัมราวกับเล่นรักบี้อยู่ที่หน้าประตูในช่วงเล่นลูกเตะมุม เป็นสิ่งที่คอลูกหนังไม่เคยเห็นมาก่อนในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี จนทำให้กูรูลูกหนังมองว่าเป็นการเล่นที่น่าเบื่อ โดยเฉพาะ มาติส แตล แนวรุกสเปอร์สถึงขนาดมองว่าเหมือนกับสวนสัตว์ที่มีนักเตะคอยฉุดกระชากลากถูจนล้มกลิ้งล้มหงาย ซึ่งทำให้เกมพรีเมียร์ไม่น่าดูอีกต่อไป
แล้วเกมพรีเมียร์ลีก มันช่างไร้เสน่ห์ และน่าเบื่อจริงหรือไม่ ? นี่เป็นสิ่งที่แฟนบอลอังกฤษจำนวนมากตั้งข้อสงสัย และพยายามหาคำตอบ หรือเป็นเพราะอคติของนักวิจารณ์กับผู้เล่นบางคนเท่านั้น
- สร้างสรรค์น้อย เน้นเซตพีซเป็นหลัก
เกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดีซีซั่นนี้ มีจำนวนประตูจากโอเพ่นเพลย์ การยิง และการผ่านบอล ต่างลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี มีชัยชนะที่ชนะคู่แข่งขาดลอย 4 ประตูขึ้นไปเพียง 6 นัดเท่านั้น ซึ่งตัวเลขดังกล่าวแตกต่างอย่างมากจากฤดูกาล 2023/24 ที่มีเกมชนะด้วยผลต่าง 4 ประตูเกิดขึ้นถึง 33 นัด และถือเป็นสถิติสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีก
ขณะเดียวกัน อาร์เซน่อล กำลังมีแนวโน้มคว้าแชมป์ลีกด้วยการเก็บเพียง 84 คะแนน ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของทีมแชมป์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาถึง 9 คะแนนเลยทีเดียว อีกสถิติที่น่าสนใจคือ 28% ของประตูทั้งหมดในฤดูกาลนี้มาจากลูกตั้งเตะ เช่น ลูกเตะมุม ฟรีคิก และจุดโทษ เทียบกับเพียง 19% เมื่อห้าปีก่อน
จากเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ทำให้ในบรรดารายการวิทยุ พอดแคสต์ และเว็บบอร์ดต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วยนักข่าว กูรูลูกหนัง และแฟนบอลบางส่วน ออกมาบ่นว่า พรีเมียร์ลีกกลายเป็นลีกที่น่าเบื่อมากขึ้น
- ไม่ได้น่าเบื่อแถมยังน่าสนใจมากกว่า
ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่เช่นนั้น ฤดูกาล 2025/26 ถือเป็นหนึ่งในซีซั่นที่น่าสนใจที่สุดของพรีเมียร์ลีกในรอบหลายปี!!!
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เรื่องที่น่ากังวลที่สุดของลีกคือ รายได้ที่พุ่งสูงของทีมระดับบน ซึ่งทำให้การแข่งขันดูคาดเดาได้ง่าย และไม่น่าตื่นเต้น โดย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กวาดแชมป์ลีกแทบต่อเนื่อง คล้ายกับที่ บาเยิร์น มิวนิค ที่ครองความยิ่งใหญ่ในเยอรมนี หรือ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในฝรั่งเศส
อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลนี้ได้ลบความกังวลดังกล่าวไปอย่างสิ้นเชิง เพราะการที่ทุกๆ ทีมจะคว้าชัยชนะในพรีเมียร์ลีกกลายเป็นเรื่องยากกว่าที่เคย ทำให้การแข่งขันมีความสูสีและคาดเดาผลได้ยากมากขึ้นกว่าเดิม
- ทีมใหญ่ทุ่มเงินเยอะไม่ได้การันตีผลงาน
แชมป์เก่าอย่าง ลิเวอร์พูล ทุ่มเงินมหาศาลในการเสริมทัพโดยเฉพาะแนวรุกระดับคุณภาพเข้ามาถึงสามคน แต่ช่วงแรกของซีซั่นกลับทำผลงานลุ่มๆ ดอนๆ และตอนนี้ก็กลายเป็นทีมที่ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนเพื่อคว้าตั๋วไปเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
สวนทางกับสโมสรเล็กๆ อย่าง เบรนท์ฟอร์ด แม้ต้องเสียทั้งผู้จัดการทีมและสองแนวรุกที่ดีที่สุดของทีมไปในช่วงซัมเมอร์ แต่พวกเขาแทบฟอร์มไม่สะดุดเลย ส่วน ซันเดอร์แลนด์ ที่ซื้อนักเตะใหม่เกือบครึ่งทีมแต่เป็นนักเตะระดับกลางๆ ในช่วงตลาดพ่อค้าแข้ง สามารถสามารถหนีโซนตกชั้นได้อย่างสบายตั้งแต่ก่อนคริสต์มาส
ขณะที่อีกหนึ่งสโมสรที่ต้องพูดถึงนั่นก็คือ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ซึ่งเป็นสโมสรที่มีรายได้สูงเป็นอันดับ 9 ของยุโรป แต่ในตารางคะแนนกลับอยู่เหนือโซนตกชั้นเพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้น
- เพิ่มโปรแกรมถ่ายทอดสดเพื่อเพิ่มรายได้
เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้การแข่งขันพรีเมียร์ลีกมีการคาดเดาได้ยากมากขึ้น นั่นก็คือการพุ่งขึ้นของรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในต่างประเทศ
ในช่วงทศวรรษ 2000 และ 2010 รายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้สโมสรชั้นนำของพรีเมียร์ลีกก้าวขึ้นสู่ระดับแถวหน้าของฟุตบอลยุโรป
อย่างไรก็ตาม รายได้จากลิขสิทธิ์ภายในประเทศ เริ่มชะลอตัวลงในสองรอบสัญญาล่าสุด และเพื่อให้มูลค่ารวมของลิขสิทธิ์ยังคงเพิ่มขึ้น พรีเมียร์ลีกจึงตัดสินใจเพิ่มจำนวนเกมที่เปิดให้ถ่ายทอดสดมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมปัจจุบัน แทบไม่เห็นพวกทีมชั้นนำลงเตะในช่วงเวลาเดิมคือวันเสาร์ตอน 15.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) อีกต่อไป
- รายได้กระจายทั่วถึงทุกสโมสร
การเติบโตของรายได้ในปัจจุบันมาจากการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในต่างประเทศที่มีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา, อเมริกาใต้ และเอเชีย ซึ่งสะท้อนถึงความนิยมระดับโลกของ พรีเมียร์ลีก
รายได้เหล่านี้ รวมถึงระบบการแบ่งรายได้ของพรีเมียร์ลีกที่ค่อนข้างกระจายอย่างเท่าเทียมระหว่างสโมสรต่างๆ ทำให้ทีมระดับกลางของลีกมีฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้นมาก เมื่อเทียบกับสโมสรนอกพรีเมียร์ลีก
จอร์จิโอ ฟูร์ลานี่ ซีอีโอ เอซี มิลาน สโมสรที่เคยคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) ถึง 7 สมัย ให้สัมภาษณ์กับ "ดิ แอธเลติก" เมื่อปี 2023 ว่า ปัจจุบัน "ปีศาจแดงดำ" ต้องแข่งขันกับสโมสรอย่าง บอร์นมัธ และ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในตลาดซื้อขายนักเตะ นั่นทำให้ระดับคุณภาพของผู้เล่นในกลุ่มทีมระดับกลางของพรีเมียร์ลีกสูงขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับเมื่อ 5 ปีก่อน
- ใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาบริหารทีม
หลายสโมสรในกลุ่มทีมระดับกลางของพรีเมียร์ลีก นำวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) มาใช้กับการบริหารทีมอย่างจริงจัง เช่น บอร์นมัธ, เบรนท์ฟอร์ด และไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน เป็นต้น ซึ่งใช้ข้อมูลในการกำหนดทั้งนโยบายการซื้อนักเตะ และรูปแบบการเล่น
ยกตัวอย่างเช่น บอร์นมัธ ขาย อองตวน เซเมนโย่ ให้แมนฯ ซิตี้ เมื่อเดือนมกราคมด้วยค่าตัว 60 ล้านปอนด์ (ราว 2,520 ล้านบาท) และนำเงินครึ่งหนึ่งไปคว้าตัวดาวรุ่งพรสวรรค์สูงของบราซิลอย่าง รายาน วิตอร์ มาร่วมทีม ซึ่งจนถึงตอนนี้ เขาสามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างราบรื่น
ในทางตรงกันข้าม สโมสรใหญ่อย่าง แมนฯ ยูฯ และ สเปอร์ส ยังคงปล่อยให้ความต้องการทางแท็กติกของผู้จัดการทีมเป็นตัวกำหนดการซื้อนักเตะ ซึ่งถือเป็นวิธีการบริหารทีมที่ ช้าและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
- การแข่งขันที่สูสีมากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน
อีกปัจจัยสำคัญคือเรื่องของกฎการเงิน ในอดีต แมนฯ ซิตี้ , เชลซี หรือแม้แต่ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส สามารถทุ่มเงินจำนวนมหาศาลโดยใช้ความร่ำรวยของเจ้าของสโมสรเพื่อคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก
อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน กฎกำไรและความยั่งยืนทางการเงิน (PSR – Profit and Sustainability Rules) ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งจำกัดจำนวนการขาดทุนที่สโมสรสามารถทำได้ ได้ทำให้แนวทาง "ใช้เงินซื้อความสำเร็จ" แบบเดิมแทบเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
กฎ "พีเอสอาร์" (PSR) สร้างความไม่พอใจให้กับบางสโมสรที่มีความทะเยอทะยานจะใช้เงินเพื่อไต่ขึ้นสู่ระดับบนของลีก อย่างเช่น นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด และ แอสตัน วิลล่า แต่ในขณะเดียวกันกฎดังกล่าวก็จำกัดการใช้จ่ายของพวกสโมรใหญ่ศักดินาสูงเดิม อย่าง แมนฯ ซิตี้ และ เชลซี ไม่สามารถทุ่มเงินเสริมทัพแบบไร้ขีดจำกัดได้เหมือนที่ผ่านมา
สำหรับฤดูกาล 2025/26 แนวโน้มเหล่านี้ทำให้พรีเมียร์ลีก มีการแข่งขันที่สูสีมากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน แม้จะยอมรับได้ว่าหลายเกมดูค่อนข้างอึดอัดและไม่น่าตื่นเต้นนัก แต่ก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่นักวิจารณ์หลายๆ ตำหนิ
- บทสรุป
จำกันได้ไหมเมื่อห้าปีก่อน พรีเมียร์ลีก ถูกบ่นว่าน่าเบื่อ เพราะ แมนฯ ซิตี้ ภายใต้การกุมบังเหียนของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ชนะเกือบทุกเกมด้วยการครองบอลราว 75% และยิงประตูในรูปแบบเดิมซ้ำๆ
ฉะนั้นแม้ว่าฤดูกาลนี้จึงอาจถูกจดจำว่าเป็นซีซั่นที่แปลกและเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของพรีเมียร์ลีก ลีก ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ และการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่เคยน่าเบื่อเลย !!!