เจาะลึกวิกฤต สเปอร์ส ฟอร์มห่วยห่างโซนตกชั้นแต้มเดียว หลังกุนซือพาเหรดโดนปลด ตั้ง อิกอร์ ทูดอร์ คุมก็ยังกู้ไม่กลับ
วันที่ 21 พฤษภาคม 2025 ณ สนามซาน มาเมส เมืองบิลเบา คือค่ำคืนที่แฟนบอลไก่เดือยทอง เชื่อว่า "ยุคสมัยใหม่" ได้มาถึงแล้ว
ชัยชนะเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรอบชิงชนะเลิศ ยูโรป้า ลีก ไม่เพียงแต่ยุติการรอคอยแชมป์นาน 17 ปี แต่มันคือการประกาศว่า อังเก้ ปอสเตโคกลู ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้สโมสร
แต่ตัดภาพกลับมาในเดือนมีนาคม 2026 ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่ตบหน้าอย่างแรง พวกเขารั้งอันดับ 16 ของตาราง มีแต้มเหนือโซนตกชั้นเพียงคะแนนเดียว และยังสะกดคำว่า "ชนะ" ไม่เป็นเลยแม้แต่นัดเดียวในปี 2026
คำถามที่ทั้งโลกสงสัยคือ "มันเกิดอะไรขึ้น?" อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ยอดทีมที่เพิ่งไปถึงจุดสูงสุดในยุโรป กลับดิ่งลงเหวใน พรีเมียร์ลีก จนเสี่ยงตกชั้นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1978
บาดแผลใต้หน้ากาก "แชมป์ยุโรป"
ความจริงที่น่าตกใจคือ ความสำเร็จในถ้วยยุโรปปีที่แล้วทำหน้าที่เป็น "ม่านบังตา" ที่ซ่อนวิกฤตในลีกเอาไว้ ในฤดูกาล 2024-25 สเปอร์ส จบอันดับ 17 ใน พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นอันดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 48 ปีของสโมสร
อังเก้ ปอสเตโคกลู ยอมรับในภายหลังว่าเขารู้ตัวว่าจะโดนปลดตั้งแต่เดือนมกราคมปีนั้น และเขาตัดสินใจ "ทุ่มหมดหน้าตัก" ไปที่ ยูโรป้า ลีก เพื่อคว้าแชมป์และตั๋วแชมเปียนส์ ลีก
ผลที่ตามมาคือความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในฟุตบอลลีกที่กลายเป็นมะเร็งร้ายกัดกินความมั่นใจของนักเตะมาจนถึงปัจจุบัน
"เราไม่ใช่บิ๊กคลับ" : คำสารภาพที่เจ็บปวด
หลังโดนปลด อังเก้ ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ผ่านพอดแคสต์ Stick to Football โดยระบุว่า สเปอร์ส "ไม่ใช่ทีมใหญ่" ในเชิงการบริหาร เขาชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างค่าจ้างและการใช้จ่ายของสโมสรนั้นขัดกับสโลแกน "To Dare Is To Do" (กล้าที่จะทำ) อย่างสิ้นเชิง
ในขณะที่คู่แข่งอย่าง อาร์เซน่อล กล้าทุ่มเงิน 100 ล้านปอนด์เพื่อคว้า ดีแคลน ไรซ์ แต่ สเปอร์ส กลับเลือกเซ็นสัญญาเพียง โดมินิก โซลันกี้ และกลุ่มวัยรุ่นสามคนอย่าง อาร์ชี่ เกรย์, ลูคัส เบิร์กวัลล์ และ วิลสัน โอโดเบิร์ต
อังเก้ วิเคราะห์ว่าเด็กเหล่านี้มีพรสวรรค์ แต่พวกเขาไม่สามารถแบกทีมจากอันดับ 5 ขึ้นไปลุ้นแชมป์ได้ และการไม่กล้าเสี่ยงลงทุนในผู้เล่นระดับท็อป คือเหตุผลที่ทำให้ทีมย่ำอยู่กับที่
วัฒนธรรม "Spursy" และ วิกฤตศรัทธา
ดีเอ็นเอของสโมสรที่แฟนบอลล้อกันว่า "Spursy" หรือความขี้ขลาดในจังหวะสำคัญ คือสิ่งที่ อังเก้ พยายามทำลาย
เขาเล่าเรื่องราวที่น่าประหลาดใจว่า ในเช้าวันชิงชนะเลิศที่บิลเบา แดเนียล เลวี่ ประธานสโมสรในตอนนั้น เดินเข้ามาดื่มกาแฟกับเขาแล้วพูดว่า "ผมเคยเข้าชิงมา 7 ครั้ง และเราไม่ชนะเลยซักครั้ง"
นี่คือภาพสะท้อนของทัศนคติที่ "กลัวความพ่ายแพ้" จนบดบัง "ความกระหายชัยชนะ" เมื่อบวกกับการที่ เลวี่ ลาออกจากตำแหน่งในเดือนกันยายน 2025 และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริหารที่วุ่นวาย สโมสรจึงตกอยู่ในสภาวะ "ไร้ทิศทาง" จนกุนซือคนต่อมาอย่าง โธมัส แฟรงค์ ก็ยังกู้สถานการณ์ไม่กลับและโดนปลดไปในที่สุด
หลังบ้านที่เปิดโล่ง
หากมองผ่านตัวเลขทางสถิติ สเปอร์ส กำลังเผชิญกับความล้มเหลวเชิงโครงสร้างการเล่น
ไฟที่กำลังลาม และทางเลือกที่เหลืออยู่
อิกอร์ ทูดอร์ ผู้รับบทนักดับเพลิงคนปัจจุบันยอมรับว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ใช่แท็กติก แต่เป็น "จิตวิทยา"
นักเตะสเปอร์ส เล่นเหมือนคนที่ลืมไปแล้วว่าความชนะเป็นอย่างไร พวกเขาขาดความมุ่งมั่นที่จะอดทนและต่อสู้ เพื่อรักษาผลการแข่งขัน สถานการณ์ตอนนี้ อลัน เชียเรอร์ ถึงกับกล่าวว่า หาก สเปอร์ส ตกชั้นจริง ๆ มันจะเป็นเรื่องที่ช็อกโลกพอ ๆ กับตอน เลสเตอร์ คว้าแชมป์ลีก
ด้วยโปรแกรมที่เหลือซึ่งรวมถึงการไปเยือนแอนฟิลด์ และฟอร์มที่ดิ่งเหวอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องพูดถึงการลุ้นแชมป์ฟุตบอลถ้วยยุโรป ... สเปอร์ส ตอนนี้พวกเขาไม่ได้กำลังสู้เพื่อความยิ่งใหญ่ แต่กำลังสู้เพื่อ "ความอยู่รอด" ของสโมสร
-ตัน กวาร์ดิโอล่า-