แมนยูไนเต็ด จากการทำงานของ ไมเคิ่ล คาร์ริค ขยับขึ้นไปอยู่บนอันดับ 3 ของตารางพรีเมียร์ลีกแล้วนะครับ หลังเปิดบ้านเชือด คริสตัล พาเลซ หวุดหวิด 2-1
และนี่คือเรื่องที่ผู้ชมทางบ้านอย่างผมอยากจะบอก
1. ผลจากพังประตูสำคัญมา 3 เกมติดต่อกัน เบนยามิน เชชโก้ ก็ได้รับรางวัล ด้วยการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในยุคของ 'พี่ไมค์' เสียที
และผู้เล่นที่ต้องหลีกทางให้คือ อาหมัด ดิยัลโล่ โดยเอา ไบรอัน เอ็มเบอโม่ กลับมาเล่นเป็น 'หน้าขวา' ในระบบ 4-2-3-1 นอกนั้นเหมือนเดิม
2. ก่อนเกมเหมือนไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ปีศาจแดงน่าจะเอาชนะได้ตามศักยภาพ
แต่เปิดเกมมาไม่กี่นาทีก็เสียประตูจากลูกเตะมุมที่ดูเหมือนจะไม่อันตราย
เลนี่ โยโร่ ถูกมองว่าประกบตัวพลาด กระนั้นก็ต้องชมคนโหม่งอย่าง มั๊กซอง ลาครัวซ์ ด้วยที่ดึงจังหวะหลอกจนปราการหลังวัยรุ่นหลงเหลี่ยม
3. ไม่เพียงแต่จะเป็นฝ่ายตามหลัง เกมของ แมนยูไนเต็ด ก็เป็นรอง เมื่อปล่อยให้ผู้มาเยือนครองบอลบุกได้มากกว่าซะอย่างนั้น
กว่าจะตั้งหลักได้ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง แถมเกมรุกก็ดูจากฝืดๆ เคืองๆ ติดๆ ขัดๆ เจาะเข้าไปหาจังหวะจบไม่ค่อยถนัด
ผู้เล่นในหน่วยล่าสังหารอย่าง มาเตอุส คุนญ่า, ไบรอัน เอ็มเบอโม่ และบรูโน่ แฟร์นันด์ส เล่นกันไม่ค่อยออก
จบครึ่งแรกตามหลัง 1-0 เสียงในหัวบอกผมว่า...
'เชี่ยแล้วมึง'
4. หลังพักครึ่ง ผู้เล่นพันธุ์อสูรออกมาเล่นด้วยความมุ่งมั่น และตั้งใจกันมากขึ้นจนเป็นฝ่ายครองบอลบุกอยู่ฝ่ายเดียว
จุดเปลี่ยนสำคัญคือจังหวะที่กองหลังของ 'ดิ อีเกิ้ลส์' ทำเสียจุดโทษ และใบแดง
เสมอหนึ่งป๊อก 9 สองเด้ง !!!
บรูโน่ แฟร์นันด์ส ตะบันจุดโทษตีเสมอ ขณะที่คู่แข่งเหลือ 10 คน ส่งผลให้ แมนฯ ยูไนเต็ด พลิกนำเป็น 2-1 จากลูกโขกของ เบนยามิน เชดโด้ เอ๊ย เชชโก้
5. ลิเวอร์พูล
6. เชลซี
7. ปัญหาคือหลังพลิกสถานการณ์ขึ้นนำ 2-1 แมนยูไนเต็ด ดันเล่นแบบกล้าๆ กลัวๆ และเกร็งๆ กันชอบกล ไม่สามารถตอกตะปูปิดฝาโลง ด้วยการยิงประตูที่ 3
ต่อเมื่อนำแค่ประตูเดียวๆ กองเชียร์ก็เลยต้องเสียวไปกระทั่งผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดเวลา 5555