แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมอีกครั้ง แม้แมตช์นี้พวกเขาจะไม่ได้โชว์ฟอร์มโดดเด่นมากนัก แต่ก็สามารถเอาตัวรอดและคว้าชัยชนะในเกมพบ คริสตัล พาเลซ ได้ โดยหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ควรได้รับคำชมมีทั้ง บรูโน่ แฟร์นันด์ส, เบนยามิน เชชโก้ รวมทั้ง ไมเคิ่ล คาร์ริค ที่โชว์กึ๋นในการแก้เกมและนำ "ปีศาจแดง" กลับคืนสู่ฟอร์มที่อย่างยอดเยี่ยมในครึ่งหลัง พร้อมคว้าสามคะแนนสำคัญ
1. พาเลซ ไม่มีอาการล้า
แม้ว่านักเตะคริสตัล พาเลซ จะเพิ่งลงเล่นเกมยูโรปา ลีก รอบเพลย์ ออฟ เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งอาจทำให้ถูกคาดหมายว่าจะออกสตาร์ตเกมนี้ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนล้า และไม่สามารถเร่งเครื่องได้ แต่ทัพ "ดิ อีเกิลส์" กลับเปิดฉากได้อย่างยอดเยี่ยม และกดดัน แมนฯ ยูฯ ได้ดีเยี่ยม
ที่สำคัญพวกเขายังอาศัยทีเด็ดจากการเล่นลูกเตะมุม และนำไปสู่การได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 4 จากผลงานของ มักซ็องซ์ ลาครัวซ์ ทำให้ทีมเยือนสามารถกำหนดเกมได้ตลอดในช่วงครึ่งแรก และทำให้ครึ่งหลังพวกเขาน่าจะสร้างปัญหาให้กับเจ้าบ้านได้อีก
อย่างไรก็ตาม การเสียงจุดโทษและใบแดง เป็นจุดเปลี่ยนของเกมอย่างแท้จริง แถมโดน "ปีศาจแดง" ขึ้นนำหลังเกมผ่นไปชั่วโมงกว่าๆ นั่นทำให้ พาเลซ ไม่สามารถเร่งเครื่องได้ เพราะด้วยสภาพร่างกาย และตัวผู้เล่นน้อยกว่าจึงยากที่จะกดดัน แมนฯ ยูไนเต็ด ได้
2. ฝันร้ายอาการบาดเจ็บตามหลอน ชอว์
ลุค ชอว์ ต้องเผชิญปัญหาอาการบาดเจ็บหนักหนาสาหัสมานาน แต่ในซีซั่นนี้นักเตะได้ลงตัวจริงครบ 28 แมตช์ให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นสถิติลงเล่นต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทัพ "ปีศาจแดง" เมื่อปี 2014
กระนั้นดูเหมือนว่าสถิติดังกล่าวน่าจะสิ้นสุดลง เมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด มีคิวบุกเยือน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในวันพุธนี้ และ แบ็กซ้ายวัย 30 ปี มีอาการเจ็บหนักจากจังหวะปะทะกับ ดาเนียล มูนญอซ ซึ่งมีแววว่าอาจไม่สามารถลงสนามให้ทีมได้ในเกมกลางสัปดาห์
สำหรับอาการบาดเจ็บดังกล่าวหากรุนแรงจนต้องพักยาว นั่นจะส่งผลเสียหายอย่างมากสำหรับ ชอว์ เพราะเขามีลุ้นติดทีมชาติอังกฤษ ไปลุยศึกฟุตบอลโลก 2026 ช่วงซัมเมอร์นี้ หลัง โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือ "สิงโตคำราม" ประทับใจฟอร์มในช่วงที่ผ่านมา
3 ลาครัวซ์ จากฮีโร่สู่ซีโร่
แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาลงสนามในครึ่งหลังด้วยฟอร์มการเล่นที่เฉียบคมมากขึ้นกว่าเดิม ต้องชื่นชอบ ไมเคิ่ล คาร์ริค ที่สามารถแก้เกม และกระตุ้นลูกทีมให้กลับมาสู่ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง และเพียงไม่นานความมุ่งมั่นของพวกเขาก็ส่งผลตอบแทนทันที
มาเตอุส คุนญ่า ให้ความคล่องตัวในการพลิกบอลหนี มักซ็องซ์ ลาครัวซ์ ซึ่งนั่นทำให้เขาจำเป็นต้องกระชาก สตาร์ชาวบราซิเลียน จนล้มลงในเขตโทษ และ คริส คาวานาห์ ผู้ตัดสินไม่รอช้าเป่านกหวีดให้ แมนฯ ยูฯ ได้จุดโทษทันที
อย่างไรก็ตามที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือวีเออาร์เช็คว่ามีความเป็นไปได้ที่จังหวะดังกล่าวเป็นการขัดขวางการหลุดเข้าไปทำประตูของ คุนญ่า และแนะนำให้ คาวานาห์ เช็คด้วยตาเนื้อผ่านจอทีวีข้างสนาม ซึ่งเขาก็เห็นได้และจัดการแจกใบแดงให้ ลาครัวซ์
แน่นอนว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม และสำหรับ ลาครัวซ์ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังมากๆ เพราะเขาเป็นคนทำประตูให้กับทีมขึ้นนำตั้งแต่ต้นเกม แต่หลังจากนั้นก็กลายเป็นคนทำเสียจุดโทษและโดนไล่ออกจนสุดท้ายทีมต้องพ่ายแพ้อย่างน่าเจ็บปวด
4. เชชโก้ สุดคม, บรูโน่ นักปั้นเท้าทองคำ
ได้รับโอกาสลงตัวจริงจาก คาร์ริค เป็นแมตช์แรก และ เบนยามิน เชชโก้ ก็ไม่ทำให้กุนซือของเขาผิดหวัง แม้ต้องเจอกับช่วงเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงที่น่าอึดอัด เพราะแทบไม่มีโอกาสให้ได้ลุ้นทำประตู
เชชโก้ มีลุ้นโหม่งทำประตูในช่วงครึ่งแรกแต่ดีน เฮนเดอร์สัน รับได้สบายๆ ซึ่งจังหวะนั้นเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ดาวเตะชาวสโลวีเนีย มีความว่องไวและเฉียบคมในการโหม่งทำประตู
ในครึ่งหลังการได้จังหวะเปิดบอลของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่แม่นยิ่งกว่าจับวางทำให้ เชชโก้ ได้ใช้ทักษะการโหม่งที่ยอดเยี่ยมจัดการโขกบอลพุ่งเสียบตาข่าย และเป็นประตูชัยให้ทีม โดยตอนนี้เขาตะบันไปแล้ว 4 ประตูจาก 5 เกมหลังสุด ถือเป็นการแสดงให้เห็นว่านักเตะคนนี้สามารถเฉิดฉายในลีกอังกฤษได้ หลังโดนปรามาสในช่วงแรกที่ย้ายมาร่วมทีม
ขณะเดียวกัน กัปตันบรูโน่ เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ควรได้รับการชื่นชมอย่างมาก การปั้นเกม และการเปิดบอลที่แม่นยำของเขาสร้างโอกาสให้ทีมมีลุ้นทำประตู และเขาก็ได้ผลตอบแทนแห่งความพยายามด้วยการซัด 1 ลูกกับ 1 แอสซิสต์ พร้อมคว้าแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไปครอง
5. ความแข็งแกร่งในบ้านของ คาร์ริค นำทีมขึ้นที่ 3
ตอนนี้ คาร์ริค นำ แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าชัย 4 นัดรวดจาก 4 เกมเหย้า นับตั้งแต่เข้ามากุมบังเหียนเมื่อช่วงต้นปี 2026 โดย "ปีศาจแดง" เปิดบ้านชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ฟูแล่ม, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และล่าสุด คริสตัล พาเลซ
ผลงานที่โดดเด่นในบ้านมีส่วนสำคัญที่ทำให้ แมนฯ ยูฯ โกยแต้มได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และตอนนี้พวกเขาเก็บไปแล้ว 51 แต้ม แซง "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า ขึ้นอันดับ 3 เรียบร้อยแล้ว ด้วยภะถำผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ คาร์ริค สามารถเก็บได้ 23 คะแนนจากการเล่น 9 เกมในพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่เข้ามากุมบังเหียน แมนฯ ยูไนเต็ด (ชนะ 7 เสมอ 2 รวมทั้งสองช่วงเวลาที่คุมทีม) นี่คือสถิติแต้มสูงสุดร่วมหลังผ่าน 9 นัดแรกของกุนซือในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก เทียบเท่ากับ แอนจ์ ปอสเตโคกลู ที่ทำได้ 23 คะแนนเช่นกันตอนคุม สเปอร์ส
ผลงานแบบนี้จะไปมองหาคนอื่นทำไม เพราะมีเพชรเม็ดงามอยู่ในมืออยู่แล้ว จริงไหม