เบิร์นลีย์ถูก VAR ริบความหวังคัมแบ็กแซงชนะ หลังสองประตูสำคัญโดนริบจากล้ำหน้าและแฮนด์บอล จุดชนวนเสียงวิจารณ์กฎไม่ยุติธรรมต่อแฟนบอลพรีเมียร์ลีก
โอกาสสร้างหนึ่งในคัมแบ็กที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกของสโมสร เบิร์นลี่ย์ ต้องพังลงต่อหน้าต่อตา เมื่อการตัดสินของ VAR เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในเกมที่พวกเขาเปิดบ้านพบ เบรนท์ฟอร์ด
ช่วงเวลาสั้น ๆ แฟนบอลในสนาม เทิร์ฟ มัวร์ ต่างเฉลิมฉลอง หลัง เซียน เฟลมมิ่ง ยิงให้ทีมขึ้นนำ 4-3 ในนาทีที่ 78 ทั้งที่ตามหลัง 0-3 ตั้งแต่ครึ่งแรก และกำลังจะกลายเป็นเพียงทีมที่ 6 ในพรีเมียร์ลีกที่พลิกชนะจากสถานการณ์ดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตาม VAR ชี้ว่า เจดอน แอนโธนี ซึ่งเป็นคนเปิดบอลให้เกิดประตู อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าด้วย “หัวไหล่” ทำให้สกอร์ถูกริบคืน และความหวังก็เริ่มสั่นคลอน
ไม่เพียงเท่านั้น ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เบิร์นลีย์ คิดว่าตีเสมอ 4-4 ได้จาก แอชลีย์ บาร์นส์ แต่ต้องรอการตรวจสอบ VAR นานถึง 5 นาที ก่อนถูกปฏิเสธจากจังหวะแฮนด์บอลแบบก้ำกึ่ง ยิ่งซ้ำเติมความผิดหวังของเจ้าบ้าน
อลัน เชียเรอร์ อดีตดาวยิงระดับตำนาน ในฐานะนักวิเคราะห์เกมของ บีบีซี ออกมาวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า กฎแฮนด์บอลในปัจจุบัน “ไม่เหมาะสมกับการใช้งาน” และ “ไม่ยุติธรรมกับแฟนบอล” พร้อมชี้ว่าการต้องรอการตัดสินหลายนาทีในสนาม ทำลายอรรถรสของเกมฟุตบอล
ด้าน สกอตต์ พาร์เกอร์ กุนซือเบิร์นลีย์ ยอมรับว่าผิดหวังอย่างมาก แต่เลือกใช้ท่าทีสุขุม โดยระบุว่า นี่คือ “ฟุตบอลในยุคของเทคโนโลยี” และทีมจำเป็นต้องยอมรับกับเส้นบาง ๆ ของการตัดสิน
ทั้งนี้ ประเด็นกฎล้ำหน้าและแฮนด์บอลยังคงเป็นที่ถกเถียงในวงการ โดยก่อนหน้านี้ อาร์แซน เวนเกอร์ ในฐานะผู้อำนวยการพัฒนาฟุตบอลโลกของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เคยเสนอแนวคิดปรับกฎล้ำหน้าใหม่ เพื่อลดความคลุมเครือจากการตัดสินระดับมิลลิเมตร
ความพ่ายแพ้นัดนี้ทำให้ทีม "เดอะ คลาเร็ตส์" ยังจมอยู่ในโซนท้ายตาราง และตามหลังพื้นที่ปลอดภัยถึง 8 คะแนน ขณะที่เสียงวิจารณ์ต่อ VAR และกติกาฟุตบอลยุคใหม่ ยังคงดังต่อเนื่องไม่จบสิ้น