จากที่เคยแพ้ 9 ใน 12 เกมจนสถานการณ์ร้อนระอุช่วงปลายปีก่อน ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมที่แพ้ยากขึ้น
21 เกมนับจากนั้น หงส์แดงแพ้แค่ 2 หน.. แพ้บอร์นมัธที่ไวทัลลิตี้ สเตเดี้ยม และแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่แอนฟิลด์
แน่นอน.. ในเกมที่ไม่แพ้ ไม่ใช่ทุกนัดหรอกที่ลิเวอร์พูลเล่นได้ดี แต่ก็ไม่ใช่ทุกเกมเช่นกันที่พวกเขาเล่นแย่
เกมที่น่าพอใจก็มี เกมที่ไม่ชวนให้รู้สึกสบายใจก็มี
บางเกมน่าตื่นเต้น บางเกมน่าโมโห บางเกมเล่นเป็นพระเอก บางเกมบางช่วงเข้าขั้นเลวร้าย บางเกมชนะสบาย ๆ ขณะที่บางเกมก็ดวงแตกบุกตลอดสร้างโอกาสเพียบแต่สุดท้ายอีกฝ่ายขอทีเดียวขโมยแต้ม
ความสม่ำเสมอทั้งผลงานในสนามและผลการแข่งขันยังเป็นเรื่องที่อาร์เน่อและลูกทีมของเขาต้องพัฒนาให้ดีกว่านี้ คงเส้นคงวากว่านี้ พวกเขาย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าที่เป็นอยู่นั้นยังไม่เพียงพอแน่ ๆ สำหรับมาตรฐานของลิเวอร์พูล
แต่ถ้าเราจะลองมองดูอย่างแฟร์ ๆ ลิเวอร์พูลเวลานี้ก็แก้ไขปัญหาหลายอย่างที่เคยรุมเร้าช่วงครึ่งฤดูกาลแรกได้ดีขึ้น
ความผิดพลาดส่วนบุคคลน้อยลง เสียประตูง่าย ๆ น้อยลง คู่เซนเตอร์แบ๊กกลับมาเล่นในฟอร์มที่แข็งแกร่งอีกครั้ง แบ๊กซ้ายเริ่มเข้าที่ เพลย์เมกเกอร์เริ่มเข้าทาง
ลูกตั้งเตะอันตรายขึ้นแบบก้าวกระโดด นับตั้งแต่การปรับเปลี่ยนปลด แอรอน บริกก์ส ที่ผลงานไม่เข้าเป้าออกแล้วตั้ง ลูอิส มาโฮนี่ย์ ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงจากเซาธ์แฮมป์ตันเข้ามา
ประตูชัยเหนือซันเดอร์แลนด์ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ ประตูชัยเหนือน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ที่ ซิตี้ กราวนด์ และ 3 ประตูในครึ่งแรกเกมถล่มเวสต์แฮมนัดล่าสุด 5-2 เหล่านี้คือ 5 ประตูติดต่อกันที่ลิเวอร์พูลทำได้จากลูกนิ่ง
ฤดูกาลนี้ไม่เคยมีภาพแบบนี้มาก่อน ที่ทีมของอาร์เน่อจะยิง 5 ประตูติดต่อกันในลีกได้จาก เตะมุม-ทุ่ม-เตะมุม-เตะมุม และ เตะมุม
ลูกทุ่มไกลของ โจ โกเมซ ดูอันตรายกว่าเดิม จากที่ได้แค่ไกลแต่บอลโรย ๆ กลายเป็นทั้งไกลทั้งพุ่งแรง มีตัวเล่นที่จุดนัดพบชัดเจน หรือลูกเตะมุมเน้นอินสวิงคือเตะมุมฝั่งซ้ายเปิดด้วยเท้าขวา เตะมุมฝั่งขวาเปิดด้วยเท้าซ้าย บอลโค้งเข้าหาประตูด้วยความเร็ว แรง และน่ากลัว
เมื่อมีอาวุธนี้เสริมเข้ามา มันช่วยแบ่งเบาภาระด้านอื่น ๆ ไปได้ อย่างน้อย ๆ ก็ 6 คะแนนเต็มจากเกมเยือนแมวดำและเจ้าป่ามาจากเซ็ตพีซนี้
ปัญหาที่ต้องแก้ อาร์เน่อแก้ได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่แพ้รัว ๆ เหมือนหงส์ปีกหัก มันยังไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิม ผลเสมอที่น่าเสียหายบางเกมก็ไม่น่าชนะจริง ๆ แต่บางเกมก็โชคร้ายระดับดวงแตกเหมือนกัน
เกมกับเบิร์นลี่ย์สร้างโอกาสยิง 30 กว่าครั้ง ทีมเยือนขอโอกาสช่วงสั้น ๆ แค่ 2-3 นาทีขโมยแต้มออกจากแอนฟิลด์เฉยเลย
กระนั้นการถูกลงโทษจากคู่แข่งในช่วงหลังก็ดูเหมือนจะได้รับความปราณีขึ้น
ในช่วงที่แย่ ๆ ไม่เพียงทำผิดพลาดเองบ่อยครั้งเท่านั้น แต่หลายครั้งที่พอพลาดปุ๊บลิเวอร์พูลถูกลงโทษเสียประตูทันที ขณะที่ช่วงหลัง ๆ มานี้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ้างนั้นไม่ได้ถูกลงโทษหนักหน่วงถึงขั้นเสียประตู
ช่วยกันซ้อนแก้ไขได้ทันบ้าง พุ่งบล็อกได้หวุดหวิดบ้าง อลีสซงช่วยป้องกันให้บ้าง หรือไม่ก็คู่แข่งโยนโอกาสทองทิ้งไปเองบ้าง
มันก็มีส่วนเหมือนกันที่ทำให้ผลการแข่งขันสวิงจากที่แพ้ 9 ใน 12 เกมมาเป็นแพ้แค่ 2 จาก 21 เกม...
ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อาร์เน่ออยู่เฉยไม่ได้คือช่วงที่ถูกถลุง 10 ประตูจาก 3 เกม แพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-3 แพ้ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 0-3 และแพ้ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น 1-4
เขาลองปรับหลายอย่างเริ่มจากการดร็อปโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ทำให้กลายเป็นประเด็นเดือดระอุ ปรับการเล่นให้ช้าลงเพื่อความแน่นอนขึ้นเพราะเป็นช่วงที่พลาดปุ๊บถูกลงโทษปั๊บ
ลองหาวิธีเล่นแบบไม่มีปีกหรือมีปีกแค่ข้างเดียว ลองขยับมายืนรูปแบบ 4-2-2-2 หรือเมื่อสุดท้ายต้องใช้ปรับวิธีเล่นของกองหน้ากึ่งปีกตัวจริงทั้งซาลาห์และ โกดี้ กักโป
ที่มาของปัญหาที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้มีหลายปัจจัย บางปัญหาน่าจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ แต่บางปัญหาก็ไม่อาจควบคุมได้ แน่นอนคนทำงานก็ต้องแก้ปัญหา และคนเป็นโค้ชต้องรับผิดชอบในผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
กระนั้นลิเวอร์พูลก็ชนะมา 4 เกมติดต่อกันแล้วในทุกรายการ และ 3 นัดติดในพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 เกมล่าสุดที่ไม่มี โฟลเรียน เวียร์ทซ์ ที่กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญทันทีหลังจากเริ่มปรับตัวได้
เกมกับฟอเรสต์ที่ไร้เวียร์ทซ์ ลิเวอร์พูลมีครึ่งแรกที่ทุกคนอยากจะลืม ถ้าจะบอกว่ามันคือ 45 นาทีที่แย่ที่สุดในฤดูกาลนี้ของพวกเขาก็คงไม่ผิด แต่พวกเขาก็ไม่ปล่อยให้มันดำดิ่ง เกมดีขึ้นชัดเจนในครึ่งหลังที่ซิตี้ กราวนด์ ต่อเนื่องด้วยการทะลวง 5 ประตูใส่ทีมขุนค้อนนัดนี้
3 ใน 5 ประตูที่มาจากลูกนิ่ง และ 2 ประตูปิดท้ายที่มาจากการต่อบอลเข้าทำ ฝั่งซ้ายลูกนึง ฝั่งขวาอีกลูกนึง
การคำนวนค่า xG บอกว่าลิเวอร์พูลน่าจะยิงได้ 1.8 ประตูในเกมนี้ แต่พวกเขาทำได้ถึง 5 ลูก นับเป็นความเด็ดขาดที่ยอดเยี่ยมสำหรับเกมรุก
อูโก้ เอกิติเก้ มีเกมที่ดีอีกครั้ง การเคลื่อนที่ทั้งยามมีบอลและไม่มีบอลของดาวเตะฝรั่งเศสเป็นประโยชน์ไม่น้อย สร้างพื้นที่ และปั่นป่วนเกมรับตลอดเวลา
โดมินิก โซโบซไล ได้เล่นในบทบาทกองกลางที่เขาทำได้ดีที่สุด เพราะ โจ โกเมซ ฟิตพอที่จะเป็นตัวจริงในตำแหน่งแบ๊กขวา การจัดทีมของอาร์เน่อจึงลงตัวทุกตำแหน่ง ไรอัน กราเฟนแบร์ก กับ อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ อาจจะมีจังหวะพลาดบ้างแต่ในภาพรวมก็จัดการเกมของเดอะแฮมเมอร์สได้อยู่
ผมชอบการเล่นของ มิลอส เคอร์เคซ มากขึ้นเรื่อย ๆ เขาดูเป็นธรรมชาติกว่าช่วงแรก ๆ ที่ย้ายมามาก ทั้งยังมีพื้นที่อีกเพียบให้กับการพัฒนา
อิบราฮิมา โกนาเต้ ดีขึ้นชัดเจนโดยเฉพาะหลังข่าวร้ายเรื่องคุณพ่อ เหมือนสมาธิกลับมาอยู่กับตัวมากขึ้นและลงสนามด้วยความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม แทบไม่เห็นความผิดพลาดส่วนตัวเหมือนช่วงครึ่งฤดูกาลแรกเลย
เมื่อโกนาเต้เล่นได้ ก็ย่อมพอ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เล่นสบายไปด้วย ดูแลแค่ตัวเองเพราะคู่หูเอาตัวรอดได้ ไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เตี้ยอุ้มค่อมเหมือนที่ผ่านมา
ในภาพรวม เกมรับของลิเวอร์พูลดีขึ้น กองหลังไม่พลาดเปิดโอกาสให้คู่แข่งง่าย ๆ กองกลางก็ช่วยกันปิดพื้นที่ไม่ให้หละหลวมได้ดีมาก
กักโป เริ่มใช้พื้นที่ต่ำลงแถว ๆ ครึ่งสนามในการเล่นบอลตัดในเหมือนเกมเอฟเอ คัพที่ถล่มไบรท์ตัน แต่ประตู 4-1 ที่ช่วยยกความกดดันออกจากบ่าของเพื่อน ๆ มาจากจังหวะถนัดของเขา ลากจี้ใส่กองหลัง ตัดในเข้าเขตโทษแล้วยิง
คราวนี้บอลพุ่งเรียดผ่านผู้เล่นเวสต์แฮม 2-3 คนไปเข้าหน้าต่างเสาไกล แทนที่จะติดบล็อก ข้ามคาน หรือหลุดออกข้างเสาอย่างที่ผ่าน ๆ มา
ที่ต้องทดเอาไว้สักหน่อยคือซาลาห์ เพราะเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อเหมือนกันที่ลิเวอร์พูลยิงได้ 5 ประตูโดยดาวเตะไอยคุปต์ไม่มีส่วนกับการได้ประตูโดยตรงเลยไม่ว่ายิงหรือจ่าย
หากสิ่งที่เราเห็นก็คืออาร์เน่ออ่านอารมณ์ของเกมได้ละเอียด ถ้าจะหาใครที่กำลังต้องการประตูที่สุดตอนที่ทีมนำ 4-1, 5-2 คนนั้นก็คือซาลาห์
การให้ซาลาห์อยู่ในสนามไปจนจบ 90 นาทีไม่ใช่ความดื้อไม่ยอมเปลี่ยน แต่เป็นเพราะอาร์เน่อเข้าใจความรู้สึกของซาลาห์ดีและไม่อยากทำลายมัน เขาก็มีด้านที่ละเอียดอ่อนอยู่เหมือนกัน
การเปลี่ยน "โม" ออกในตอนนั้นคงไม่เป็นผลดีต่อตัวนักเตะ สู้ปล่อยให้อยู่ในสนาม แล้วลุ้นไปกับเขาให้ยิงประตูได้หรือทำแอสซิสต์ด้วยดีกว่า เพื่อนร่วมทีมเองก็ดูเหมือนจะสัมผัสกับอารมณ์นี้ได้พยายามมองหาเขาเพื่อส่งบอลให้ในจังหวะสุดท้ายเหมือนกัน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เป็นใจด้วยเพราะทีมนำห่าง 3 ประตู แตกต่างกับตอนตัดสินใจเปลี่ยนทั้ง ซาลาห์ และ กักโป ออกในช่วง 15 นาทีสุดท้ายของเกมเยือนฟอเรสต์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวทางที่เป็นไปเวลานี้ว่าเขาพร้อมเปลี่ยนทุกคน
ลิเวอร์พูลกำลังเดินหน้าด้วยความมั่นคงขึ้นเป็นลำดับ ไม่มีเวลาดีใจอะไรมากเพราะอังคารกับศุกร์นี้ก็ต้องลุยทั้งเกมลีกและเอฟเอ คัพที่ โมลินิวซ์ สเตเดี้ยม กันต่อแล้ว
#ตังกุย