บางเกมมันก็ไม่ได้ถูกเล่าเรื่องด้วยรูปเกม แต่ถูกเล่าด้วยเรื่องของอารมณ์ ที่ ซิตี้ กราวด์ คือหนังสั้นที่ตัดสลับสองขั้วแบบโหดมาก
ขั้วแรกคือความอึดอัดจนอยากปิดทีวี ขั้วสองคือความสะใจชนิดที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล หลายคนหลุดความเป็นตัวตนออกมา
ลิเวอร์พูล ชนะ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 1-0 ด้วยประตูช่วงท้าย และฮีโร่คือ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์
แต่ถ้าจะเล่าให้ถูกที่สุด ต้องบอกว่า แม็คก้า เป็นคนที่โดนตบหัว แล้วค่อยได้รางวัลทีหลัง
...
ก่อนเกมมีข่าวที่กระทบหนัก ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ เจ็บระหว่างวอร์มอัพ
ลิเวอร์พูล เสียคนที่ทำให้เกมรุกมีความหมาย
ช่วงหลัง เวียร์ตซ์ เริ่มจับสปีดพรีเมียร์ลีกได้ ทั้งประตูและแอสซิสต์เริ่มมา
เขาคือศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ของ อาร์เน่อ ในฤดูกาลที่ขึ้น ๆ ลง ๆ
พอไม่มี เวียร์ตซ์ แผนมันเหมือนขาดสายไฟเส้นหลัก
เคอร์ติส โจนส์ลงมาแทน แต่รับมือเกมไม่ได้ โดนแย่งบอลหลายครั้ง และที่หนักกว่านั้นคือ บอลไปไม่ถึง อูโก้ เอกิติเก้
อาร์เน่อ เหมือนถูกบังคับให้ปรับทั้งกระดานในนาทีสุดท้าย และส่งผลตั้งแต่วินาทีแรกที่เกมเริ่ม
จริง ๆ ลิเวอร์พูล ควรจะพร้อมกว่านี้ ได้พักมาสัปดาห์เต็ม ๆ
ส่วน ฟอเรสต์ เพิ่งผ่านเกมยุโรปมา ใช้ตัวจริงชุดเดิมจากนัดที่ อิสตันบูล
แรงจูงใจก็ชัด มีโอกาสบี้ Top4 หลัง เชลซี แอสตัน วิลล่า พลาด และยังมีแรงแค้นจากการแพ้คาบ้าน 0-3 ตอนเดือนพฤศจิกายน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ลิเวอร์พูล เชื่องช้า แบบน่าโมโห
แพ้การปะทะแทบทุกจังหวะ โดน ฟอเรสต์ ที่หนีตกชั้นวิ่งใส่ วิ่งชน วิ่งบีบ จนคุณแทบไม่เห็นจังหวะต่อบอลเกินสามสี่ครั้ง
แฟนเจ้าถิ่นถึงกับร้องล้อเลียน ภาพของ อาร์เน่อ ยืนมองเหมือนคนกำลังคิดว่า "เรามาทำอะไรกันตรงนี้"
ถ้าไม่ใช่เพราะ อลีสซง เซฟตั้งแต่ต้นเกม
ถ้าไม่ใช่เพราะ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ มีจังหวะเข้าสกัดจัง ๆ
ลิเวอร์พูล อาจไม่รอดถึงพักครึ่งด้วยสกอร์ 0-0
สถิติบอกหนักกว่านั้นอีก
ฟอเรสต์ ยิง 12 ครั้งในครึ่งแรก ตัวเลขระดับผิดปกติสำหรับทีมที่เจอ ลิเวอร์พูล
ขณะที่ ลิเวอร์พูล มีแค่ 2 ครั้ง และไม่ตรงกรอบเลย
ค่า xG ก่อนพักครึ่งต่ำเตี้ยเรี่ยดินถึง 0.06 และภาพ อลีสซง เตะบอลออกข้างแบบไม่มีแรงกดดัน
มันเป็นซีนที่เหมือนสรุปทุกอย่างของ 45 นาทีแรก ทีมหลุดโฟกัส หลุดจังหวะ หลุดความมั่นใจ
แล้วทำไม ลิเวอร์พูล ไม่พัง ทั้งที่โดนยำ?
คำตอบอยู่ในคำหนึ่งที่เกมนี้ต้องยกให้เป็นพระเอกเงียบ
Box Defending หรือการป้องกันในกรอบเขตโทษ
ฟอเรสต์ ยิงเยอะก็จริง แต่ ลิเวอร์พูล บังคับให้ยิงยาก
หลายลูกเป็นการยิงนอกกรอบ คือให้ยิงได้ แต่ไม่ให้ยิงถนัด
นี่คือความต่างระหว่างโดนบุกกับโดนแทงทะลุจนตาย
ลิเวอร์พูล โดนบุกหนัก แต่ยังรักษาความหนาแน่นหน้าเขตโทษไว้ได้ บล็อก เคลียร์ สกัด กันแบบเอาตัวรอด
และตรงนี้ต้องพูดถึง อิบราฮิมา โกนาเต้ เกมนี้เขากลับมาอยู่ในโหมดบอดี้การ์ด
ชนะการดวลหลายจังหวะ เก็บบอลคืน เคลียร์บอลแบบไม่ถามว่าหล่อไหม ขอแค่รอดก่อน
มันคือรากฐานที่ทำให้ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล ยังมีสิทธิ์แก้ตัว
...
เกมมันเดินมาถึงช่วงท้ายแบบที่ความรู้สึกเหมือนเอาอะไรก็ไม่เข้า
ลิเวอร์พูล กดดันหนักขึ้นเรื่อย ๆ และจังหวะหนึ่งที่บอลเปิดเข้ามา ริโอ เอ็นกูโมฮา เปิดบอลได้ลุ้น เอกิติเก้ โหม่งเต็ม ๆ สเตฟาน ออร์เตก้า ปัดได้ยอดเยี่ยม
แล้วความวุ่นวายก็เกิด
โอล่า ไอน่า เคลียร์บอลแล้วดันไปโดน แม็ค อัลลิสเตอร์ บอลกระเด้งเข้าประตู
เสียงเฮดังขึ้น เหมือนจะจบลงสักที
แต่ฟุตบอลยุคนี้ คุณเฮเสร็จยังไม่จบ เพราะมันมีห้องตรวจอยู่หลังเกมเสมอ
VAR เช็กนานพอให้คนเริ่มคิดว่าหรือมันจะมีอะไร
และใช่ ภาพชัดว่าโดนศอก แม็ค อัลลิสเตอร์ ประตูถูกริบแบบถูกต้องตามกฎ
ความรู้สึกมันเหมือนโดนดึงปลั๊กไฟตอนเพลงกำลังพีก ความสุขดับวูบทันที
และนี่คือจุดที่ทำให้เกมนี้น่าสนใจขึ้นอีกระดับ
อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูล ไม่หยุดกดดัน
กดแบบคนที่รู้ว่า ถ้าไม่ชนะวันนี้ ทุกอย่างจะหนักขึ้นในการลุ้นโควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก
นาที 97 โดมินิค โซโบซไลเปิดบอลเข้ามา
ฟาน ไดค์ โหม่งไปหน้าประตู ฟอเรสต์ พยายามสกัด บอลกระเด้งออกมา
และเหมือนพระเจ้าเลือกมุมให้ บอลมันไปเข้าทาง แม็ค อัลลิสเตอร์ พอดี ระยะเผาขน เขาซัดเต็มแรรง ตาข่ายสะบัด
แต่ แต่ แต่
มันก็ยังไม่จบอีก
ภาพแรกเหมือน ฟาน ไดค์ อาจล้ำหน้า
ความทรมานกลับมาอีกรอบ
ทุกคนรอเหมือนกำลังลุ้นผลสอบที่รู้ว่าถ้าพลาดคือพัง
สุดท้ายเทคโนโลยีกึ่งอัตโนมัติยืนยันว่าไม่ล้ำ เพราะเท้าซ้ายของ ไอน่า ทำให้ ฟาน ไดค์ ยืนถูกกติกา
นั่นคือความสุขของ ลิเวอร์พูล และเป็นความผิดหวังของ ฟอเรสต์
และ แม็ค อัลลิสเตอร์ ก็ชูหมัดใส่กองเชียร์ทีมเยือนแบบสะใจชนิดที่อ่านจากภาษากายก็รู้ว่า มันอัดอั้นมานาน
หลังเกมเขาพูดไว้ชัด "รักการยิงประตู รักการชนะ"
แต่ก็ยอมรับตรง ๆ ว่าทีมเล่นไม่ดี และยังมีอะไรต้องปรับอีกเยอะ
ประตูแรกโดนศอกจริง เขาเข้าใจกฎ และสุดท้ายก็ได้โอกาสอีกครั้ง
นี่แหละความเป็น แม็คก้า
คนที่ไม่ต้องพูดสวย แต่พูดจริง และในวันที่ทีมหาทางออกไม่เจอ เขาก็กลายเป็นคนที่ลากทีมออกจากหลุมได้
...
เกมนี้คือประเภทสามแต้มที่ทำให้ตารางคะแนนสวยขึ้นกว่าฟอร์ม
เพราะถ้าพูดตามตรง ลิเวอร์พูล เล่นแบบที่ไม่ควรชนะ
แต่ฟุตบอลไม่ให้คะแนนจากความสวย ฟุตบอลให้คะแนนจากประตู
และในบริบทการลุ้นพื้นที่ แชมเปี้ยนส์ ลีก วันไหนที่คู่แข่งทำแต้มหล่น แล้วคุณไปเก็บสามแต้มได้แบบเจ็บ ๆ มันคือกำไรแท้ ๆ
คำถามคือ…ทำไมมันต้องเจ็บขนาดนี้
คำตอบอยู่ใน 45 นาทีแรก
...
อีกภาพจำของเกมคือรอยยิ้มเจื่อนของ โม ซาลาห์ ตอนเห็นป้ายเปลี่ยนตัว
เพราะนี่คือช่วงฝืดทำประตูใน พรีเมียร์ลีก ที่ยาวที่สุดในชีวิตเขา
ยิงไม่ได้ในลีก 9 นัดติด นับจากเกมชนะ วิลล่า 1 พฤศจิกายน
โอเคล่ะ เขายังยิงในถ้วยอื่นได้ แต่ พรีเมียร์ลีก คือเวทีหลัก และ ซาลาห์ คือคนที่ทีมเคยพึ่งพาเป็นเครื่องจักร
เกมนี้เขาโดน เนโก วิลเลียมส์ คุมอยู่หมัด
หลุดได้ครั้งหนึ่งก็จริง แต่ขาดสปีดที่จะเปลี่ยนให้เป็นโอกาสจริง และนี่คือจุดที่โหดมากในเชิงความรู้สึก
เพราะนักเตะที่เคยยิง 29 ประตูลีกในฤดูกาลก่อน วันนี้มีตัวเลขตอนปลายกุมภาพันธ์แบบที่ไม่น่าเชื่อ
มันคือสัญญาณว่า ลิเวอร์พูล กำลังขาดความเร็วริมเส้นที่เคยทำให้คู่แข่งหวาดกลัว
เมื่อปีกไม่เร็วพอ คู่แข่งดันไลน์สูงขึ้น เล่นคอมแพ็กต์ขึ้น รุมแดนกลางง่ายขึ้น และคุณจะไม่มีตัวรอรับบอลไว้ระบายความกดดัน
เกมนี้ชัดมากว่า ลิเวอร์พูล ขาดช่องทางพาบอลหนีจากการบีบ ขาดคนที่พาบอลไปขู่หลังบ้านคู่แข่งให้ต้องถอย
พอไม่มีความเร็ว ทุกอย่างมันตื้อ และตื้อแบบที่คุณเห็นตั้งแต่ครึ่งแรก
...
ช่วงท้ายเกม ลิเวอร์พูล เริ่มได้พลังจาก ริโอ เอ็นกูโมฮา ตัวสำรองที่มีความเร็วและความกล้าเล่น
ชื่ออาจไม่ใช่ตัวหลักที่คนพูดถึงทุกสัปดาห์ แต่ผลกระทบคือทำให้แนวรับ ฟอเรสต์ ต้องถอย และกังวลมากขึ้น
นี่แหละสิ่งที่ปีกตัวจริงในเกมนี้ทำไม่ได้ เพราะเมื่อคุณมีคนที่พร้อมจะเลี้ยง พร้อมจะวิ่ง พร้อมจะตัดหลัง คู่แข่งจะไม่กล้าดันสูงเหมือนเดิม
และทันทีที่ ฟอเรสต์ ถอย พื้นที่แดนกลางก็เริ่มเปิด เกมของ ลิเวอร์พูล ก็เริ่มมีทางเดิน
ถ้าคุณกลัวว่าเกมนี้เป็นชัยชนะที่ขโมยมา
ตัวเลขบางอย่างช่วยยืนยันว่าไม่ใช่แค่โชค
ลิเวอร์พูล มี xG รวมสูงกว่า (ประมาณ 1.76 ต่อ 1.26)
สร้างโอกาสทองได้มากกว่า และครึ่งหลังยิงเข้ากรอบมากกว่าแบบชัดเจน ขณะที่ ฟอเรสต์ แทบไม่เข้ากรอบเลย
ความหมายของมันคืออะไร
หมายความว่า ต่อให้ครึ่งแรกห่วยจริง แต่ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล สร้างโอกาสที่มีคุณภาพมากพอ
และประตูชัยไม่ได้เกิดจากฟลุ๊กแบบบอลแฉลบสุ่ม ๆ เท่านั้น
มันเกิดจากการกดดันต่อเนื่อง และคนที่อยู่ถูกที่คือแม็ค อัลลิสเตอร์
...
ชัยชนะช่วยให้หายใจได้ แต่ปัญหากับ อาร์เน่อ คือตัวเลือกหายไปเรื่อย ๆ
ทั้ง คอเนอร์ แบรดลี่ย์ ทั้ง เลโอนี่เจ็บเข่าจนปิดฤดูกาล
อิซัค หายไปตั้งแต่ธันวาคม
เอ็นโด ก็ยังเจ็บ
ฟริมปง ค่อยมีลุ้นกลับสัปดาห์หน้า
และตอนนี้ต้องลุ้น เวียร์ตซ์ ว่าเจ็บหนักแค่ไหน
ทีมที่ฟอร์มไม่นิ่งอยู่แล้ว พอขาดคนสำคัญ มันจะยิ่งแกว่งง่าย
และเกมนี้แค่ เวียร์ตซ์ หาย เกมรุกเหมือนขาดสมองส่วนสร้างสรรค์ทันที
...
ถ้าจะพูดให้ตรงที่สุด เกมนี้ไม่ใช่เกมที่ทำให้คุณเชื่อว่า ลิเวอร์พูล กลับมาแล้ว
แต่เป็นเกมที่ทำให้คุณเชื่อว่า ลิเวอร์พูล ยังมีสัญชาตญาณเอาตัวรอด
เอาตัวรอดด้วยการป้องกันในกรอบเขตโทษ
เอาตัวรอดด้วยแรงกดดันช่วงท้าย
เอาตัวรอดด้วยคนที่ยิงประตูในวันที่ทีมเล่นไม่ดี
และนั่นคือคุณค่าของ แม็ค อัลลิสเตอร์ ในคืนที่เขาต้องยิงสองครั้งเพื่อให้ได้หนึ่งประตู
อย่างไรก็ตาม ถ้า ลิเวอร์พูล อยากให้ฤดูกาลนี้กอบกู้อะไรสักอย่างได้จริง
พวกเขาต้องแก้ 2 เรื่องแบบหลบไม่ได้
เกมออกสตาร์ตเป็นรองคู่แข่งต้องเลิกหาย เพราะครึ่งแรกแบบนี้ ถ้าเจอทีมคม ๆ คุณไม่รอด
ปีกต้องมีความเร็ว มีความกล้า และมีผลงานที่วัดได้เช่นเรื่องสกอร์กับสร้างโอกาส
ไม่ใช่แค่เลี้ยงสวย แต่ต้องทำให้คู่แข่งกลัวหลังบ้าน เพราะสปีดริมเส้นคือสิ่งที่ทำให้ระบบของ อาร์เน่อ หายใจ
วันนี้สามแต้มทำให้ตารางคะแนนดูดี แต่เกมนี้ก็ฝากคำเตือนไว้ชัดเจน
ลิเวอร์พูล แต่ถ้ายังเล่นแบบครึ่งแรกอีก มันไม่ใช่ทุกวันที่ แม็ค อัลลิสเตอร์ จะพาเรารอดได้ทันเวลาเสมอ
และนั่นแหละ คือเส้นบาง ๆ ระหว่างทีมที่ได้ไป UCL กับทีมที่นั่งเสียดายตอนจบฤดูกาล
HOSSALONSO