แฟนบอลลิเวอร์พูล ต้องลุ้นกันจนถึงช่วงนาทีบาปกว่าจะบุกชนะ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 1-0 ที่สนามซิตี้ กราวนด์ ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยแมตช์นี้ "หงส์แดง" ดวงแตกต้องขาดจอมทัพอย่าง ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ที่บาดเจ็บช่วงวอร์มอัพ แถมพวกเขายังเจอกับดราม่าวีเออาร์ ซึ่งเปลี่ยนอารมณ์ของเกมในช่วงท้ายการแข่งขัน แต่สุดท้ายสามคะแนนในแมตช์นี้ทำให้ทีมยังมีลุ้นการคว้าโควตายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ต่อไป
1. ไร้ เวียร์ตซ์ เกมรุกขาดมิติ
ลิเวอร์พูล วางแผนสำหรับเกมเยือนถิ่นซิตี้ กราวนด์ ด้วยการมี ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ เป็นหัวใจในเกมรุกของทีม แต่ไอเดียดังกล่าวต้องพับทันที หลังสตาร์ทีมชาติเยอรมนี ดันได้รับบาดเจ็บในช่วงวอร์มอัพ
การใช้ เคอร์ติส โจนส์ ลงมาแทนที่ และเลือก โดมินิค โซโบซไล ทำหน้าที่แบ็กขวาถือว่าเป็นความคิดที่ผิดพลาดของ อาร์เน่อ สล็อต เพราะนอกจากทีมจะขาดเกมรุกอันดุดันแล้ว เกมรับยังมีปัญหาด้วย ก่อนที่จะมีการปรับให้ โจนส์ ไปยืนแบ็กขวา และดัน "โซโบ" เล่นตรงกลาง สถานการณ์ค่อนๆ ดีขึ้นตามลำดับ
สิ่งที่เห็นได้ชัดในเกมนี้ก็คือการที่ทัพ "หงส์แดง" ไม่มี เวียร์ตซ์ คอยทำหน้าที่ปั้นเกมถือว่าเสียหายมากๆ เพราะในแดนหน้าแทบไม่มีจังหวะอันตรายอะไรเลยในช่วงครึ่งแรก แถม อูโก้ เอกิติเก้ ไม่มีโอกาสได้บอลสวยๆ เพื่อลุ้นยิงประตูเลย นี่คือจุดสำคัญที่ โค้ชอาร์เน่อ ต้องรับมือให้ได้เมื่อขาดเพลย์เมกเกอร์ชาวเยอรมัน
2. ฟอร์มเด่นคนละครึ่ง
สาวก "เดอะ ค็อป" ค่อนข้างช็อกกับฟอร์มของ ฟอเรสต์ ในช่วงครึ่งแรกเพราะพวกเขาเล่นได้อย่างดุดัน เพรสซิ่งหนัก และสร้างโอกาสในการลุ้นทำประตูได้หลายครั้ง เพียงแต่ขาดความเฉียบคมเท่านั้น
ทัพ "เจ้าป่า" เพิ่งบุกชนะ เฟเนร์บาห์เช่ เกมเพลย์ออฟ ยูโรปาลีก นัดแรก ที่ตุรกี ซึ่งเป็นเกมแรกในการเข้ามารับงานของกุนซือวิเตอร์ เปเรยร่า แถมพวกเขายังใช้ชุดเดิมสู้กับ "หงส์แดง" ซึ่งครึ่งแรกเจ้าบ้านแสดงให้เห็นถึงสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งจนทีมเยือนเล่นไม่ออก
อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพร่างกายที่กรำศึกหนักในช่วงกลางสัปดาห์ทำให้ครึ่งหลัง ฟอเรสต์ เล่นไม่ออก และโดน ลิเวอร์พูล คุมเกมได้หมด จนกระทั่งพวกเขามาได้ประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย
3. ซาลาห์ ฟอร์มฝืดต่อเนื่อง
ช่วงฟอร์มตกของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังคงดำเนินต่อไป เพราะนับตั้งแต่กลับมาจากศึกแอฟริกัน คัพ ออฟ เนชั่นส์ "บังโม" ยังหาจังหวะจบสกอร์ของตัวเองไม่เจอ แม้จะทำไปแล้ว 3 แอสซิสต์หลังกลับสู่ถิ่นเมอร์ซี่ย์ไซด์ แต่ยังยิงประตูในลีกไม่ได้เลย
สถานการณ์ยิ่งน่ากังวลเมื่อพิจารณาว่า ดาวเตะทีมชาติอียิปต์ ไม่ได้ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และในเกมเยือน ฟอเรสต์ ดูเหมือนเขาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดสถิติฝืดนี้ได้เลย หลังไม่มีโอกาสยิงแม้แต่ครั้งเดียว ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วง 15 นาทีสุดท้าย
หากลิเวอร์พูลต้องการจบท็อปโฟร์เพื่อโอกาสในการคว้าโควต้าไปเล่นศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นหน้า กุนซือชาวดัตช์ จำเป็นต้องหาวิธีเรียกฟอร์มการทำประตูของ ซาลาห์ กลับมาให้เร็วที่สุด
4. ดราม่าซ้อนดราม่า วีเออาร์
หนึ่งในประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ "ดราม่าวีเออาร์" เพราะมันคือจุดเปลี่ยนของเกมนี้อย่างแท้จริง และสร้างอารมณ์ให้กับแฟนบอลทั้งสองสโมสร รวมทั้งสร้างความช็อกให้กับ โอลา ไอน่า ที่เกี่ยวข้องกับสองจังหวะสำคัญนั้น
จังหวะแรกเกิดขึ้นในช่วงนาทีสุดท้ายเมื่อ อูโก้ เอกิติเก้ โหม่งไปติดเซฟ สเตฟาน ออร์เตก้า ก่อนที่ ไอน่า จะเคลียร์บอลไปชน อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ เข้าประตู แต่วีเออาร์เช็คว่าจังหวะนั้นบอลไปโดนสตาร์ชาวอาร์เจนไตน์ทำให้เป็นลูกแฮนด์บอล
จากนั้นในช่วงทดเจ็บนาทีสุดท้าย เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ โหม่งบอลติดเซฟ ออร์เตก้า ก่อนที่ แม็ค อัลลิสเตอร์ ตามซ้ำบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายอีกครั้ง แต่เมื่อดูจากจังหวะรีเพลย์กัปตันทีม "หงส์แดง" น่าจะอยู่ในจังหวะล้ำหน้า อย่างไรก็ตามวีเออาร์เช็คแล้วยืนยันว่าไม่ล้ำเนื่องจากปลายเท้าของ ไอน่า อยู่ต่ำกว่าไม่ถึงนิ้ว ทำให้ทีมเยือนได้ประตูชัยแบบใจหายใจคว่ำ
5. แย่งพื้นที่ แชมเปี้ยนส์ ลีก เข้มข้น
แม้ว่าชัยชนะในเกมนี้จะทำให้ ลิเวอร์พูล คว้าสามคะแนน และมีแต้มเพิ่มเป็น 45 คะแนน แต่พวกเขายังคงรั้งอันดับ 6 เหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม "หงส์แดง" มีคะแนนเท่ากับ เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
สำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ อาร์เน่อ แอนด์ โค. จำเป็นต้องเน้นทุกแมตช์เพราะพวกเขาจะพลาดไม่ได้ ในขณะเดียวกันต้องลุ้นให้ "สิงห์บลูส์" กับ "ปีศาจแดง" พลาดในเกมของพวกเขาให้มากที่สุด เพื่อโอกาสจะพลิกกลับมาอยู่ในมือ ลิเวอร์พูล
ตอนนี้เข้าใกล้ช่วงโค้ชสุดท้ายแล้ว ถ้าหาก ลิเวอร์พูล ต้องการติดท็อปโฟร์ หรือท็อปไฟว์ พวกเขาจะต้องทำผลงานให้ดีกว่านี้ เพราะการรอลุ้นประตูในช่วงนาทีบาปไม่ใช่จะเกิดขึ้นบ่อยๆ