สถิติ มิเกล อาร์เตต้า ก้าวข้าม อาร์แซน เวนเกอร์...แต่ทำไมถ้วย พรีเมียร์ลีก ยังมาไม่ถึงสนามเอมิเรตส์?

สถิติ มิเกล อาร์เตต้า ก้าวข้าม อาร์แซน เวนเกอร์...แต่ทำไมถ้วย พรีเมียร์ลีก ยังมาไม่ถึงสนามเอมิเรตส์?
เจาะลึกความต่างระหว่าง มิเกล อาร์เตต้า และ อาร์แซน เวนเกอร์ พร้อมสถิติที่พิสูจน์ว่าปืนใหญ่ยุคนี้แกร่งพอคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกตั้งนานแล้ว แต่ทำไมยังพลาด?

"ถ้า เวนเกอร์ เป็นโค้ช อาร์เซน่อล เป็นแชมป์ไปตั้งนานแล้ว" นี่คือเสียงในหัวของ แฟนบอลอาร์เซน่อล หลาย ๆ คนที่ติดตามทีมมาตั้งแต่สมัยนั้น

เพราะในโลกของฟุตบอล ความสำเร็จมักถูกวัดด้วยจำนวนถ้วยรางวัลที่ประดับอยู่ในตู้โชว์ แต่สำหรับ "อาร์เซน่อล" ในยุคเปลี่ยนผ่านจากตำนานอย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ สู่มือขวาขงเบ้งลูกหนังอย่าง มิเกล อาร์เตต้า คำถามที่ว่า เรามาไกลแค่ไหนแล้ว? กลับมีคำตอบที่ซับซ้อนกว่านั้น

หาก เวนเกอร์ คือ "จิตรกร" ที่วาดลวดลายฟุตบอลด้วยสัญชาตญาณและความสวยงาม อาร์เตต้า ก็คงเปรียบได้กับ "วิศวกร" ที่สร้างทีมด้วยโครงสร้าง ข้อมูล และความแม่นยำทางสถิติ และเมื่อเรากางตัวเลข 300 นัดแรกของทั้งคู่มาเทียบกัน เราจะพบความจริงที่น่าตกใจว่า อาร์เซน่อล ยุคนี้ แข็งแกร่งจนควรจะเป็นแชมป์ไปตั้งนานแล้ว

Siamsport จะพาไปเจาะลึกผ่านเลนส์ของสถิติ แท็กติก และเม็ดเงิน เพื่อหาคำตอบว่าอะไรคือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่หายไปในการคว้าแชมป์?

วิศวกรผู้รื้อโครงสร้าง

เมื่อ มิเกล อาร์เตต้า คุมทีมครบ 300 นัดในเกมชนะ เวสต์แฮม เมื่อเดือนตุลาคม 2025 เขาไม่ได้แค่ทำสถิติเทียบเท่ารุ่นพี่ แต่เขา "ก้าวข้าม" ไปในเกือบทุกมิติ อาร์เตต้า เก็บชัยชนะได้ถึง 177 นัด มากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรสำหรับผู้จัดการทีมที่คุมครบ 300 เกมแรก ทิ้งห่างเวนเกอร์ที่ทำไว้ 164 ชนะ

สิ่งที่น่าทึ่งกว่าคือ "เกมรับ" อาร์เซน่อล ยุคอาร์เตต้า เสียประตูเพียง 287 ลูก ขณะที่ ยุคเวนเกอร์ เสียไปถึง 392 ลูกในช่วงเวลาเท่ากัน สถิตินี้บอกเราถึงการสร้างทีมจาก "รากฐานที่แข็งแกร่ง"

เหมือนที่ มาร์ติน คีโอว์น ตำนานกองหลังระบุว่า "ทีมชุดนี้มีวินัยและความเป็นหนึ่งเดียวใกล้เคียงกับยุคแชมป์ปี 1998 และ 2002 มากที่สุด การรักษาคลีนชีตติดต่อกัน 8 นัดรวด ซึ่งยาวนานที่สุดในรอบ 122 ปีของสโมสร คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ากำแพงเหล็กของ อาร์เซน่อล ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่แล้ว"

แท็กติกที่เหนือกว่า

เหตุผลที่ อาร์เซน่อล ชุดนี้ควรเป็นแชมป์ ไม่ใช่แค่เพราะพวกเขาวิ่งเยอะหรือใจสู้ แต่เพราะ "มันสมอง" ทางแท็กติกของ อาร์เตต้า ที่วิวัฒนาการไปไกลกว่ายุคปลายของ เวนเกอร์ ในขณะที่ เวนเกอร์ เชื่อในอิสระของนักเตะและการครองบอลที่สวยงาม แต่ อาร์เตต้า เลือกใช้ระบบที่เรียกว่า "Spatial Play"

ระบบนี้ไม่ใช่แค่การยืนตำแหน่งแบบตายตัว แต่คือการให้นักเตะเคลื่อนที่เข้าหาพื้นที่ว่างก่อนคู่แข่งเสมอ การใช้ฟูลแบ็กหุบเข้าใน หรือการสลับตำแหน่งระหว่าง มาร์ติน โอเดการ์ด และ บูกาโย ซาก้า ทำให้ปืนใหญ่ครองพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ นี่คือฟุตบอลยุคใหม่ที่ "กัดกิน" คู่แข่งด้วยความซับซ้อนของพื้นที่ จนยากจะหาทางรับมือ

ขุมกำลังราคาแพงและ "จังหวะ" ที่ผิดที่ผิดทาง

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เสียงวิจารณ์ดังขึ้นคือเรื่องของ "เม็ดเงิน" ตั้งแต่ อาร์เตต้า ก้าวเข้ามาในปี 2019 อาร์เซน่อล มียอดใช้จ่ายสุทธิสูงเป็นอันดับ 4 ของลีก ที่ประมาณ -632.28 ล้านยูโร การทุ่มซื้อตัวตึงอย่าง เดแคลน ไรซ์ หรือ ไค ฮาแวร์ตซ์ แสดงให้เห็นว่าบอร์ดบริหารซัพพอร์ต อาร์เตต้า เต็มที่ ซึ่งต่างจากยุคที่ เวนเกอร์ ต้องรัดเข็มขัดเพื่อสร้างสนามเอมิเรตส์อย่างสิ้นเชิง

คำถามคือ ในเมื่อสถิติดีกว่า แท็กติกล้ำกว่า และเงินเยอะกว่า ทำไมถ้วย พรีเมียร์ลีก ถึงยังไม่มา? ... คำตอบอาจอยู่ที่มาตรฐานที่เปลี่ยนไป ในยุคเวนเกอร์ การได้ 78 แต้มก็เพียงพอที่จะเป็นแชมป์ลีก

แต่ในยุคปัจจุบัน อาร์เซน่อล ซัดไปถึง 84 แต้มในฤดูกาล 2022/23 แต่ก็ยังได้เพียงแค่รองแชมป์ เพราะพวกเขาต้องต่อกรกับ "เครื่องจักรสังหาร" อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่สร้างมาตรฐานการลุ้นแชมป์ไว้สูงลิบลิ่วจนเกือบจะเรียกได้ว่าต้อง "สมบูรณ์แบบ" เท่านั้นถึงจะเป็นแชมป์ได้

หากเรามองผ่านตัวเลข อาร์เซน่อล ในยุคของ อาร์เตต้า ทำทุกอย่าง "ดีพอ" ที่จะเป็นแชมป์ไปตั้งนานแล้ว พวกเขามีเกมรับที่ปึกปัก มีเกมรุกที่หลากหลาย และมีขุมกำลังที่อายุน้อยแต่เต็มไปด้วยคุณภาพ

แต่สิ่งที่ขาดหายไปอาจไม่ใช่เรื่องของสถิติ แต่เป็น "ความเด็ดขาดในจังหวะตัดสิน" และการก้าวข้ามกำแพงทางจิตวิทยาในการเบียดแย่งแชมป์กับทีมที่ไร้เทียมทานอย่าง แมนฯซิตี้ ... 

อาร์เตต้าเปลี่ยน อาร์เซน่อล จากทีมที่แตกแยกและไร้ทิศทาง ให้กลับมาเป็นยักษ์ใหญ่อีกครั้งได้สำเร็จ แต่ประวัติศาสตร์ฟุตบอลมักจดจำผู้ชนะที่มีถ้วยรางวัลในมือ



ที่มาของภาพ : Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport