เจาะลึกผลกระทบเดือนรอมฎอนต่อนักเตะ เมื่อศรัทธามาคู่กับวิทยาศาสตร์การกีฬา พร้อมมาตรการหยุดเกมชั่วคราวให้เหล่าตัวตึงละศีลอดกลางสนามเพื่อรักษาความฟิตสู้ศึกหนัก
เชื่อว่าแฟนบอลหลายคนคงกังวลกับการมาถึงของช่วงเวลาสำคัญอย่างเดือนศักดิ์สิทธิ์ "รอมฎอน" ที่เวียนมาบรรจบอีกครั้ง
ท่ามกลางโปรแกรมการแข่งขันที่ดุเดือดทำเอาเหล่าสาวกต้องกุมขมับแทนนักเตะมุสลิมว่า "ไหวไหมพี่?" ในเมื่อต้องลงไปวิ่งลืมตายในสนามโดยไม่มีน้ำหรืออาหารตกถึงท้องตั้งแต่รุ่งสางจนตะวันลับขอบฟ้า
อย่างไรก็ตาม เดือนรอมฎอน อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบกับนักฟุตบอลขนาดนั้น? ... ติดตามไปพร้อมกันที่นี่
หยุดเกมชั่วคราวเปิดทางแข้งมุสลิมละศีลอด
ตามรายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า พรีเมียร์ลีก และ อีเอฟแอล (EFL) ได้เตรียมแผนรับมืออย่างมืออาชีพด้วยการอนุญาตให้มี "ช่วงพักเบรกสั้น ๆ" ระหว่างการแข่งขันเพื่อให้แข้งมุสลิมได้ละศีลอด โดยกัปตันทีมและผู้ตัดสินจะตกลงร่วมกันเพื่อหาจังหวะที่เหมาะสม เช่น จังหวะเตะจากประตู, ลูกฟรีคิก หรือการทุ่ม เพื่อหยุดเกมชั่วครู่ให้นักเตะได้เติมพลังด้วยน้ำหรือเจลพลังงาน
มาตรการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยสร้างความฮือฮามาแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน 2021 ในแมตช์ระหว่าง เลสเตอร์ ซิตี้ พบ คริสตัล พาเลซ ที่หยุดเกมให้ เวสลี่ย์ โฟฟาน่า และ ชีคู คูยาเต้ ได้เสริมแกร่งกลางคัน ซึ่งในปี 2026 นี้ แข้งระดับโลกอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก็เป็นหนึ่งในดาวดังที่ยังคงรักษาศีลอย่างเคร่งครัดพร้อม ๆ กับการถล่มตาข่าย
ศรัทธาที่ไม่ลดละความฟิต
แม้การอดอาหารจะดูเหมือนทำให้ร่างกายอ่อนแอ แต่จากแหล่งข่าวสายวิชาการอย่าง Journal of Modern Social Sciences และงานวิจัยใน Nutrients กลับชี้ให้เห็นข้อมูลที่น่าทึ่งว่า หากนักเตะมีการจัดการโภชนาการและการนอนที่ดี ผลกระทบต่อความอึดและพละกำลังแทบจะไม่ลดลงเลย
ร่างกายของยอดแข้งเหล่านี้จะถูกฝึกให้ปรับตัวมาใช้ไขมันสะสมเป็นพลังงานแทนคาร์โบไฮเดรตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่อาจทำให้ตัวนักกีฬาฟอร์มหลุดได้คือเรื่อง "อาการขาดน้ำ" และการนอนที่ผิดเวลา ทำให้นักเตะระดับโลกหลายคนต้องใช้สูตรลับคือ การงีบหลับในช่วงกลางวันเพื่อชดเชยเวลาที่ต้องตื่นมาทานอาหารมื้อซูโฮร์ก่อนรุ่งสาง
เคล็ด(ไม่)ลับ กลยุทธ์ปรับตารางซ้อม-นอน
จากการเปิดเผยในสกู๊ปพิเศษของ เดอะไทมส์ออฟอินเดีย เหล่านักกีฬาระดับโลกมีสูตรลับการรักษาความฟิตที่เข้มข้น
เดือนรอมฎอนไม่ใช่ "งานเข้า" สำหรับสโมสร แต่มันคือบทพิสูจน์ความมืออาชีพของทั้งตัวนักเตะและทีมงานสต๊าฟโค้ช ที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างหนักเพื่อรักษาสมดุลระหว่างจิตวิญญาณและความเป็นเลิศในสนาม เมื่อลีกสูงสุดของโลกให้ความสำคัญกับความหลากหลายเช่นนี้ ยิ่งทำให้ฟุตบอลเป็นมากกว่าแค่เกมกีฬา แต่คือพื้นที่ของความเคารพซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง