นักฟุตบอลอาชีพกับอาชีพแพทย์ ไม่น่าที่จะเดินเคียงคู่กันได้ เพราะนักเตะต้องฝึกซ้อม, เรียนรู้แท็กติก, ลงแข่ง, ฟื้นฟูร่างกาย และการเดินทาง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขาแทบไม่มีเวลาที่จะได้เปิดตำราอ่านหนังสือวิชาการเพื่อสอบเป็นหมอได้เลย
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจึงแทบไม่เคยได้ยินเรื่องนักเตะที่ไม่เพียงประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดของวงการฟุตบอล แต่ยังคว้าใบปริญญาทางการแพทย์ได้ด้วย คนเหล่านี้คือผู้ที่สามารถก้าวสู่ความสำเร็จในสองอาชีพที่หนักและเข้มงวดที่สุดในโลกได้พร้อมกัน
การสร้างสมดุลระหว่างการแพทย์กับฟุตบอลนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดตารางเวลาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของแรงขับเคลื่อน, เป้าหมาย และวินัยที่ลึกซึ้ง ผู้คนในรายชื่อนี้ไม่ได้ไล่ล่าชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว พวกเขามุ่งมั่นที่จะทำความเข้าใจร่างกายมนุษย์ ทั้งในฐานะนักกีฬาและในฐานะหมอรักษาโรค
1. โซคราเตส (บราซิล)
มีบุคคลในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเพียงไม่กี่คนที่สะท้อนถึงความเฉลียวฉลาดและความสง่างามได้เหมือนโซคราเตส เพียงแค่เอ่ยชื่อเขาก็ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ บุรุษที่ทั้งสูงสง่า, มีเสน่ห์, สงบ และมีจิตใจที่ตั้งคำถามต่อโลกรอบตัว เขาเล่นฟุตบอลเหมือนนักปรัชญา และใช้ชีวิตเช่นนักปราชญ์
ทุกอย่างเริ่มต้นจากครอบครัว บิดาของเขาเป็นคนรักการอ่านอย่างมาก และสอนให้เขามีความคิดวิพากษ์วิจารณ์ต่อทุกเรื่อง ตั้งแต่การเมือง, จริยธรรม, ศิลปะ ความอยากรู้อยากเห็นนี้ติดตัวเขามาตลอดในชีวิตของนักกีฬา
ในขณะที่นักฟุตบอลเยาวชนบราซิลส่วนใหญ่ฝันเพียงแค่ก้าวสู่ฟุตบอลอาชีพ โซคราเตสกลับตัดสินใจตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าเขาจะเรียนด้านการแพทย์ด้วย เขาสมัครเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซา เปาโล และจบปริญญาแพทยศาสตร์ในปี 1977 ขณะเดียวกันก็เล่นฟุตบอลอาชีพให้กับ โบตาโฟโก้ เอสพี อยู่แล้ว
นี่ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เขาเข้าเรียนในชั้นเรียน ศึกษากายวิภาคศาสตร์ ทำการฝึกงานครบทุกขั้นตอน และสำเร็จการศึกษาเป็นแพทย์จริงๆ แม้ในขณะที่เขาเป็นกัปตันทีมชาติบราซิล และเล่นให้กับสโมสรโครินเธียนส์, ฟิออเรนติน่า และฟลาเมงโก้ เขาก็ยังคงพูดถึงพื้นฐานด้านการแพทย์ของตัวเองอยู่เสมอ
แฟนบอลเริ่มเรียกเขาว่า "คุณหมอยอดนักเตะ" ซึ่งเป็นฉายาที่เหมาะกับเขาอย่างยิ่ง เขาเข้าถึงเกมด้วยการวิเคราะห์อย่างแม่นยำ, จัดการแดนกลางเหมือนศัลยแพทย์ การมองเกมและสัมผัสบอลของเขาเป็นไปอย่างรอบคอบ มีจุดมุ่งหมาย และตั้งใจ
ในฟุตบอลโลก 1982 เขาใส่ปลอกแขนกัปตันทีมชาติบราซิล นำทีมที่มักถูกยกให้เป็นหนึ่งในทีมที่เล่นได้สวยที่สุดแต่ไม่เคยคว้าแชมป์ ความเป็นผู้นำของเขาสงบ, รอบคอบ และมุ่งเน้นการเล่นแบบประสานงานร่วมกัน แนวคิดเช่นเดียวกันนี้ยังเป็นแนวทางในการทำงานนอกสนามของเขาด้วย
หลังจากเลิกเล่นฟุตบอล โซคราเตส กลับเข้าสู่วงการแพทย์ ทำงานเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารที่เมืองริเบเรา เปรตู เขายังกลายเป็นเสียงสำคัญในสังคมบราซิลอีกด้วย เขาเขียนคอลัมน์ พูดเปิดเผยเกี่ยวกับประชาธิปไตย และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า "โครินเธียนส์ เดโมเครซี่" เพื่อให้นักเตะเรียกร้องให้มีส่วนร่วมและความโปร่งใสมากขึ้นในการตัดสินใจของสโมสร
โซคราเตส เสียชีวิตเมื่อปี 2011 ในวัย 57 ปี แต่มรดกและความทรงจำของเขายังคงอยู่ต่อไป
2. ทอสเทา (บราซิล)
เอดูอาร์โด้ กอนซัลเวส เดอ อันดราเด้ หรือที่ทั่วโลกรู้จักในนาม "ทอสเทา" เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่โดดเด่นจากยุคทองของบราซิล ขณะที่ โซคราเตส เป็นสัญลักษณ์ของความเฉลียวฉลาด และการกบฏ เรื่องราวของ ทอสเทา คือเรื่องของความอดทน, การสร้างตัวใหม่ และความมุ่งมั่นอย่างเงียบๆ
ทอสเทา เติบโตในครอบครัวที่ให้ความสำคัญทั้งการศึกษาและกีฬา เขาเข้าร่วมทีมเยาวชนของ ครูไซโร ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น และโดดเด่นอย่างรวดเร็วด้วยวิสัยทัศน์และความเฉลียวฉลาดในสนาม เขาอาจไม่ใช่นักเตะที่หวือหวาที่สุด แต่เขาสามารถอ่านเกมล่วงหน้าได้หลายจังหวะ
เมื่อตอนอายุยี่สิบต้นๆ ทอสเทา กลายเป็นบุคคลสำคัญทั้งในสโมสรครูไซโร และทีมชาติบราซิล เขาได้ลงเล่นเคียงข้าง เปเล่ ในฟุตบอลโลก 1970 ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ที่หลายคนยังถือว่าเป็นจุดสูงสุดของศิลปะลูกหนังแซมบ้า โดยทัพ "เซเลเซา" คว้าแชมป์ได้สำเร็จ และการจ่ายบอลสร้างสรรค์รวมถึงการวางตัวอย่างชาญฉลาดของ ทอสเทา ก็เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขากำลังอยู่ในจุดสูงสุด โศกนาฏกรรมเกิดขึ้น ในปี 1969 เขาถูกบอลกระแทกเข้าที่หน้าในระหว่างการแข่งขันและได้รับบาดเจ็บจอประสาทตาหลุดที่ตาซ้าย แม้จะเข้ารับการผ่าตัดและพยายามกลับมาเล่นได้อีก แต่บาดแผลก็ยังคงอยู่ จนกระทั่งปี 1973 ในวัยเพียง 26 ปี เขาต้องเลิกเล่น สำหรับนักเตะที่มีพรสวรรค์อย่างเขา เรื่องนี้อาจเป็นจุดจบของเรื่องราวก็ได้
แต่เรื่องนี้กลับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวใหม่ หลังจากเลิกเล่นฟุตบอล ทอสเทา ตัดสินใจหันไปศึกษาด้านการแพทย์ เขาสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยสหพันธ์มินัสเชไรส์ และจบการศึกษาด้านการแพทย์
เขาเชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมและทำงานเป็นแพทย์ผู้ปฏิบัติจริงมาหลายปี วินัยที่เขามีในฐานะนักเตะสะท้อนสู่การทำงานด้านการแพทย์ ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในเรื่องความเห็นอกเห็นใจและความถ่อมตน ผู้ป่วยไม่ได้เห็นแค่คนดัง แต่เห็นแพทย์ที่ตั้งใจฟังอย่างแท้จริง ต่อมาเจ้าตัวก็เปลี่ยนแนวทางมาทำงานด้านการเขียน และการวิจารณ์กีฬา
คอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ของเขาเผยให้เห็นจิตใจที่ยังคงหลงใหลในพฤติกรรมมนุษย์ ไม่ว่าจะในกีฬา, สุขภาพ หรือสังคม ทอสเทาเคยกล่าวว่าเขาเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการวินิจฉัยโรคกับการวิเคราะห์การแข่งขันฟุตบอล โดยในทั้งสองเรื่องนี้เหมือนกันก็คือ ต้องสังเกตและตีความ ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าการสรุปผลอย่างรวดเร็ว
3. นาเดีย นาดิม (เดนมาร์ก)
เรื่องราวของ นาเดีย นาดิม ราวกับภาพยนตร์ เธอเกิดในปี 1988 ที่เมืองเฮรัต ประเทศอัฟกานิสถาน ครอบครัวให้ความสำคัญกับการศึกษาและความก้าวหน้า บิดาของเธอ ซึ่งเป็นนายพลในกองทัพอัฟกานิสถาน ถูกกลุ่มตาลีบันสังหารตอนที่เธอยังเป็นเด็ก ครอบครัวของเธอจึงต้องหนีออกจากประเทศ และในที่สุดก็ตั้งรกรากในเดนมาร์กในฐานะผู้ลี้ภัย จากความโกลาหลนั้น เรื่องราวบทใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น
ในเดนมาร์ก นาดิม ได้รู้จักกับกีฬาฟุตบอล เกมลูกหนังนี้กลายเป็นภาษาที่เธอสามารถสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วก่อนที่เธอจะพูดภาษาเดนมาร์กได้ด้วยซ้ำ ฟุตบอลคือวิธีที่เธอหาความเป็นส่วนหนึ่ง เธอไต่เต้าขึ้นมาจากลีกเยาวชน ก่อนจะเริ่มเล่นให้กับสโมสรอาชีพ และในที่สุดก็ได้ลงเล่นให้ทีมชาติเดนมาร์ก
เส้นทางอาชีพนักฟุตบอลของ นาดิม น่าประทับใจ เธอเคยลงเล่นให้กับสโมสรอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และเรซซิ่ง หลุยส์วิลล์ เอฟซี เธอติดทีมชาติเดนมาร์กมากกว่า 100 นัด และยังคงเป็นหนึ่งในนักกีฬาหญิงที่ได้รับความชื่นชมมากที่สุดของประเทศ
แม้ว่าอาชีพฟุตบอลของเธอจะรุ่งโรจน์ แต่ นาดิม ก็ยังมุ่งมั่นกับความฝันอีกหนึ่งอย่าง เธอเรียนที่มหาวิทยาลัยออร์ฮุส เพื่อศึกษาต่อด้านการแพทย์ การสร้างสมดุลระหว่างการเรียนและกีฬาในระดับสูงเป็นความท้าทายอย่างต่อเนื่อง แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ ในปี 2022 เธอสำเร็จการศึกษาและได้ใบคุณวุฒิสำหรับการเป็นแพทย์อย่างเป็นทางการ โดยมุ่งเน้นด้านศัลยกรรมฟื้นฟู
การตัดสินใจเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้สะท้อนเรื่องราวชีวิตของเธอ เธอมักพูดถึงความปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาบาดเจ็บทางร่างกาย รวมถึงผู้ลี้ภัยและเหยื่อสงคราม เธอเข้าใจว่าการเยียวยาเป็นเรื่องทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
สิ่งที่ทำให้เส้นทางของ นาดิม ทรงพลังคือวิธีที่เธอสามารถสลับไปมาระหว่างสองโลกที่ต้องใช้ความทุ่มเทอย่างสูงได้อย่างราบรื่น บางช่วงเวลาเธอทำประตูต่อหน้ากองเชียร์นับพัน จากนั้นเธออยู่ในโรงพยาบาล มุ่งมั่นต่อผู้ป่วยที่อาจไม่เคยรู้จักเธอในฐานะนักฟุตบอล ทั้งสองบทบาทฝังรากลึกในความอดทนและความเมตตา
นาดิม เป็นตัวแทนของนักฟุตบอลรุ่นใหม่ที่มองว่าตัวตนของทุกๆ คนมีหลายมิติ เธอให้แง่คิดที่น่าสนใจว่าความสำเร็จในกีฬาและความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะช่วยเหลือและเยียวยาสามารถดำรงอยู่ควบคู่กันได้
4. เคนนี ดิวชาร์ (สกอตแลนด์)
ชื่อของ เคนนี่ ดิวชาร์ อาจไม่ได้โดดเด่นในวงการลูกหนังโรค แต่เรื่องราวของเขาน่ายกย่องไม่แพ้กัน เขาอาจไม่ได้คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกหรือเล่นให้กับสโมสรใหญ่ที่สุดในยุโรป แต่ความสามารถของเขาในการสร้างสมดุลระหว่างฟุตบอลอาชีพกับอาชีพแพทย์ทำให้เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในวงการกีฬา
ดิวชาร์ ศึกษาด้านการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ในขณะเดียวกันก็เริ่มเล่นฟุตบอลในระดับกึ่งอาชีพ ความสามารถของเขาในฐานะกองหน้าทำให้เขาก้าวขึ้นสู่ระดับอาชีพ และลงเล่นให้กับสโมสรต่างๆ เช่น อีสต์ไฟฟ์, เกรตน่า, เซนต์ จอห์นสโตน และแฮมิลตัน อคาเดมิคัล
ในช่วงที่ ดิวชาร์ เล่นให้กับเกรตนา เขาเป็นที่รู้จักในเรื่องการทำประตูได้อย่างยอดเยี่ยม แฟนบอลขนานนามเขาว่า "ยอดแข้งคุณหมอ" ซึ่งเป็นฉายาที่ติดตัวเขามาตลอดอาชีพ แม้ต้องสลับไปมาระหว่างการเรียนแพทย์ กะงานโรงพยาบาล และวันแข่งขัน เขาก็ยังคงมีท่าทีสงบและมั่นคง
เส้นทางฟุตบอลของเขาพาเขาไปยังสหรัฐอเมริกา โดยลงเล่นให้กับ รีล ซอลต์ เลค ในเมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์ (เอ็มแอลเอส) หลังจากกลับมาสหราชอาณาจักร เขายังคงทำงานด้านการแพทย์ไปพร้อมๆ กับเล่นฟุตบอลแบบพาร์ตไทม์
เมื่อเลิกเล่นฟุตบอล ดิวชาร์ ทุ่มเทเต็มตัวกับอาชีพแพทย์ กลายเป็นแพทย์ประจำครอบครัวในสกอตแลนด์ เรื่องราวของเขาคือเรื่องของความสมดุล เตือนใจเราว่าความหลงใหลและความเป็นจริงสามารถอยู่ร่วมกันได้
5. เควิน โอ ฟลานาแกน (ไอร์แลนด์)
เรื่องราวของ เควิน โอ ฟลานาแกน ให้ความรู้สึกเหมือนมาจากยุคสมัยอื่น ในช่วงเวลาที่นักกีฬาลงแข่งขันเพราะรักในเกมลูกหนังมากกว่าความมั่งคั่ง โดย โอ ฟลานาแกน เกิดที่ดับลินในปี 1919 เขาเติบโตในไอร์แลนด์ซึ่งยังอยู่ระหว่างการสร้างเอกลักษณ์ของชาติ, กีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลและรักบี้มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเหล่านั้น
เขาเป็นนักกีฬาที่มีพรสวรรค์รอบด้าน ในฐานะนักฟุตบอล เขาเป็นดาวเด่นของ โบฮีเมียนส์ หนึ่งในสโมสรที่เก่าแก่ที่สุดของไอร์แลนด์ ฝีเท้าของเขาทำให้โดนเรียกติดทีมชาติไอร์แลนด์ น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นก็คือเขายังเป็นตัวแทนของไอร์แลนด์ในรักบี้ยูเนียนอีกด้วย ทำให้เจ้าตัวกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เคยเล่นทั้งสองกีฬาระดับนานาชาติ
ในเวลาเดียวกัน โอ ฟลานาแกน ได้ศึกษาด้านการแพทย์ที่มหาวิทลาลัยดับลิน และสำเร็จปริญญาแพทยศาสตร์ในปี 1945 ต่อมาเขาได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและเวชศาสตร์การกีฬา ในช่วงที่อยู่ในอังกฤษ เขาเล่นให้กับ อาร์เซน่อล และยังคงผสมผสานอาชีพแพทย์กับความหลงใหลในกีฬาอย่างต่อเนื่อง
พื้นฐานของ โอ ฟลานาแกน ทำให้เขามีมุมมองที่ไม่เหมือนใครเกี่ยวกับความต้องการทางร่างกายที่นักกีฬาต้องเผชิญ ก่อนที่เวชศาสตร์การกีฬาจะกลายเป็นสาขาที่ได้รับการยอมรับ เขาก็นำความรู้ด้านการแพทย์มาประยุกต์เพื่อเข้าใจอาการบาดเจ็บและการฟื้นฟู
หลังจากแขวนสตั๊ด โอ ฟลานาแกน ยังคงทำงานในฐานะแพทย์ ช่วยเหลือผู้ป่วยให้ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บประเภทเดียวกับที่เขาเคยประสบมาเอง ความเข้าใจสองด้านนี้ทำให้เขาได้รับความเคารพทั้งในวงการแพทย์และวัฒนธรรมกีฬาไอร์แลนด์
ทั้งนี้ โอ ฟลานาแกน เสียชีวิตในปี 2006 แต่อิทธิพลของเขายังคงอยู่ในประเทศไอร์แลนด์ เขาถูกจดจำในฐานะผู้บุกเบิกที่ละลายเส้นแบ่งระหว่างความเป็นเลิศด้านกีฬาและการแพทย์
✍️ 𝐓𝐎𝐌𝐌𝐘 𝐓𝐄𝐄