ฉากจบอันขมขื่นของ "CR7" : เมื่อ "โรนัลโด้" ผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ฟุตบอลโปรตุเกส กลับอำลาแบบไม่สง่างาม

ฉากจบอันขมขื่นของ "CR7" : เมื่อ "โรนัลโด้" ผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ฟุตบอลโปรตุเกส กลับอำลาแบบไม่สง่างาม
ถ้าพูดถึงเส้นทางทีมชาติของ ลีโอเนล เมสซี่ คู่ปรับตลอดกาล เขาเพิ่งโบกมือลาอาร์เจนตินาพร้อมเสียงปรบมือและคราบน้ำตาแห่งความสุขจากคนทั้งประเทศ แต่สำหรับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตำนานหมายเลข 7 แห่งโปรตุเกส ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะขีดเส้นทางจบที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง และเอาเข้าจริง มันก็พอจะคาดเดาได้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ในวัย 41 ปี โรนัลโด้ ประกาศรีไทร์จากการรับใช้ชาติอย่างเป็นทางการ หลังฝากผลงานอันยิ่งใหญ่ตลอด 23 ปีไว้ที่ 146 ประตู จาก 234 นัด และ 3 โทรฟี่ ทว่าบทสุดท้ายของเขากลับเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนจากประเด็นดราม่ากับ ฆอร์เก้ เชซุส กุนซือทีมชาติคนปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของรอยร้าวเกิดจากการที่ CR7 ตัดสินใจแพ็กกระเป๋าออกจากแคมป์ฝึกซ้อมโดยไม่ได้รับอนุญาตหลังมีปัญหากับกุนซือเรื่องการถูกลดบทบาทและโอกาสลงเล่น บทสรุปคือเขาถูกลงโทษปรับเงิน 255 ยูโร พร้อมพักงาน 30 วัน (ซึ่งชดใช้ครบไปแล้ว)ทำให้เกมสุดท้ายที่เขาลงเล่นในเสื้อ "ฝอยทอง" เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ในแมตช์ที่พบกับเวลส์

แม้สหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกสจะออกแถลงการณ์ขอบคุณอย่างสุดซาบซึ้ง ยกย่องเขาเป็น "ทูตฟุตบอลระดับโลก" และแรงบันดาลใจของคนนับล้าน แต่วิธีการลาจากครั้งนี้กลับทิ้งรสชาติอันขมขื่นไว้ในใจแฟนบอลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามคือ เขาจะมีชื่อในติดทีมชาติชุดถัดไปไหม? เชซุส บอกเองว่าประตูยังเปิดกว้างและขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโรนัลโด้ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ"โรนัลโด้ไม่ใช่นักเตะตัวหลักที่แตะต้องไม่ได้อีกต่อไป" และอย่างที่เราเห็นกันมาตลอดชีวิตการค้าแข้ง "คริสเตียโน่" ไม่เคยจัดการกับความรู้สึกของการถูกลดบทบาทได้ดีเลยสักครั้ง

งอแงตามสไตล์ หรือ หัวจิตหัวใจของคนไม่ยอมแพ้?

หากมองเผินๆ นี่อาจดูเหมือนการ "งอแงง้องอน" อีกครั้งของสตาร์อีโก้สูง ปฏิกิริยาของเขายังคงเหมือนเดิมทุกครั้งที่มีกุนซือคนไหนมาตั้งตั้งคำถามกับตำแหน่งของเขา แต่การตีตราเขาแค่เรื่องอารมณ์ร้อนอาจทำให้เรามองข้าม "วิวัฒนาการและการปรับตัว" ตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเขาไป

หากย้อนดูประวัติศาสตร์ ผู้จัดการทีมชาติโปรตุเกสเกือบทุกคนต่างเคยผ่านจุดที่ต้อง "ปะทะ" และ "ผสานรอยแตกร้าว" กับชายคนนี้มาแล้วทั้งสิ้น

ย้อนกลับไปตอนที่โรนัลโด้ติดทีมชาติใหม่ๆ เด็กหนุ่มวัยรุ่นคนนี้ใส่หมวกแก๊ปหันหลัง สวมแว่นตาอันใหญ่ยักษ์ และเปิดเพลงผ่านหูฟังเสียงดังลั่นแคมป์ เขาไม่ยอมแม้กระทั่งจะถอดหมวกตอนกินข้าวร่วมโต๊ะกับรุ่นใหญ่ระดับ หลุยส์ ฟิโก้ หรือ รุย คอสต้า

ในตอนนั้น หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ มองเห็นทั้งพรสวรรค์อันล้นทะลัก และความไร้เดียงสาที่เสพติดการโชว์ออฟ สโคลารี่เคยดุเขาต่อหน้าสื่อ แต่กลับไปกระซิบข้างหูในห้องแต่งตัวว่า "ถ้าแกปรับทัศนคติได้ สักวันแกจะได้เป็นกัปตันทีมชาติโปรตุเกส"

บาดแผลใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2004 ในศึกยูโรที่โปรตุเกสเป็นเจ้าภาพ เด็กหนุ่มวัย 19 ปีต้องร้องไห้โฮกลางสนาม เอสตาดิโอ ดา ลูซ หลังถูกกรีซหักปากกาเซียนเคลือบน้ำตาในรอบชิงชนะเลิศ ภาพของเด็กวัยรุ่นที่ร้องไห้ตามลำพังวันนั้นกลายเป็นฝันร้ายที่กลายมาเป็น "เชื้อเพลิง" ขับเคลื่อนความหิวโหยความสำเร็จที่ไม่มีวันดับของเขา

รวมถึงเหตุการณ์สะเทือนใจในเดือนกุมภาพันธ์ 2005 ก่อนเกมคัดบอลโลกที่รัสเซีย สโคลารี่และฟิโก้เดินเข้าไปในห้องพักเพื่อแจ้งข่าวร้ายว่า "พ่อของเขาเสียชีวิตแล้ว" สโคลารี่เสนอให้เขากลับบ้าน แต่โรนัลโด้ปฏิเสธ เขาขอลงสนาม และใช้เวลาในห้องแต่งตัวเดาะบอลไปมาเพื่อสงบใจจากข่าวร้ายของพ่อผู้ติดสุราเรื้อรัง จนกระทั่งในเวลาต่อมา โรนัลโด้ ถึงขั้นเรียกสโคลารี่ว่า "พ่อ" และทีมชาติก็กลายเป็นสถานที่เดียวที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาไว้

แน่นอนว่าช่วงเวลาที่ย่ำแย่ก็มี เช่น ยุคของ คาร์ลอส เคยรอซ หลังตกรอบฟุตบอลโลก 2010 ด้วยการแพ้สเปน เมื่อนักข่าวถามถึงฟอร์มสุดย่ำแย่ โรนัลโด้ กลับไล่ให้สื่อไป "ถามโค้ชเอาเอง" อิทธิพลของเขาในแคมป์เติบโตจนกลายเป็นคลื่นใต้น้ำที่สั่นคลอนเก้าอี้ผู้จัดการทีมอย่างรุนแรง

สัญลักษณ์แห่งชาตินิยม และผู้นำผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์

ชูเอา นูโน่ โกเอลโญ่ นักสังคมวิทยาชื่อดังเคยวิเคราะห์ไว้ว่า ในช่วงที่โปรตุเกสเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น ทีมฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกู้หน้าและสร้างตัวตนของประเทศในระดับสากล และโรนัลโด้ คือศูนย์กลางของสิ่งนั้น

แม้จะมีคนบางกลุ่มในประเทศที่ไม่ชอบอีโก้หรือความเป็นปัจเจกชนของเขา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโปรตุเกสภูมิใจที่มีเขาอยู่ และเมื่อแชมป์แรกมาถึง ข้อสงสัยทั้งหมดก็จางหายไป

ในยุคของ แฟร์นานโด ซานโตส ช่วงปี 2016 โรนัลโด้ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขายอมรับการเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าคู่กับ นานี่ ตามคำสั่งโค้ชอย่างว่าง่าย เขากลายเป็นผู้นำห้องแต่งตัวที่แท้จริง ถึงขนาดจับไมโครโฟนมาปลุกใจแฟนบอลในแคมป์ฝึกซ้อม

ภาพจำในรอบชิงชนะเลิศ ยูโร 2016 ที่ปารีส แม้ โรนัลโด้ ต้องออกจากสนามด้วยน้ำตาจากอาการบาดเจ็บ แต่ภาพที่เขาลุกขึ้นมาตะโกนสั่งการข้างสนาม ยืนเคียงข้างซานโตส ราวกับเป็นผู้จัดการทีมคนที่สอง คือหลักฐานชั้นดีว่าเขา "ทุ่มเท" ให้กับทีมชาติมากแค่ไหน จนในที่สุด เอแดร์ ก็ยิงประตูชัยให้โปรตุเกสคว้าแชมป์เมเจอร์แรกในประวัติศาสตร์ชาติได้สำเร็จ

ก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2003 โปรตุเกสเป็นเพียงทีมที่มีนักเตะพรสวรรค์สูง แต่ไม่เคยไปถึงดวงดาว โรนัลโด้ คือคนที่เข้ามา "เปลี่ยน DNA" ของทีมชาติไปตลอดกาล จากทีมที่ได้แค่ลุ้น กลายเป็นทีมที่ลงเล่นทุกรายการด้วยเป้าหมายคือ "ต้องเป็นแชมป์"

เขาพาทีมคว้าแชมป์ ยูโร 2016, ยูฟ่า เนชันส์ ลีก 2019 และยังคว้าแชมป์ เนชันส์ ลีก ได้อีกสมัยในปี 2025 ในวัยที่นักเตะส่วนใหญ่แขวนรองเท้าไปแล้ว นี่ยังไม่นับรวมสถิติในยุคของ โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ ที่เขากระทุ้งไปถึง 28 ประตูจาก 37 นัด (เฉลี่ย 0.75 ประตูต่อเกม ซึ่งสูงกว่ายุคซานโตสเสียอีก)

ไม่มีใครยิงประตูในนามทีมชาติได้มากกว่าเขา และไม่มีใครสวมเสื้อสีแดงเข้มนี้มากเท่าเขาอีกแล้ว ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือโฉมหน้าของประเทศโปรตุเกสอย่างแท้จริง

ขณะนี้ สหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกสกำลังเตรียมจัดงานอำลาและแมตช์ให้เกียรติเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาคู่ควรได้รับอย่างที่สุด เพราะไม่ว่าจุดจบในแคมป์จะขมขื่นเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครลบเลือนได้คือ เขาไม่ได้แค่เติบโตมาพร้อมกับแฟนบอลโปรตุเกส... แต่เขาคือคนที่พาฟุตบอลโปรตุเกสไปอยู่ในจุดที่ไม่เคยมีใครจินตนาการไปถึงมาก่อน



ที่มาของภาพ : Gettyimages / Reuters
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport