20 ปีแห่งน้ำตา ความผิดหวัง และแชมป์โลก : บทสุดท้ายของ “เมสซี่” กับทีมชาติอาร์เจนตินา

20 ปีแห่งน้ำตา ความผิดหวัง และแชมป์โลก : บทสุดท้ายของ “เมสซี่” กับทีมชาติอาร์เจนตินา
ถอดรหัสมหากาพย์ 21 ปี ลิโอเนล เมสซี่ ประกาศอำลาทีมชาติอาร์เจนตินาอย่างเป็นทางการในวัย 39 ปี ย้อนรอยจากคราบน้ำตาที่นิวเจอร์ซีย์ จุดสูงสุดในฟุตบอลโลก 2022 จนถึงฉากทัศน์สุดท้ายในฟุตบอลโลก 2026

เคยมีใครสักคนบอกไว้ว่า ฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องของชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ แต่มันคือเรื่องราวของ "เวลาและการเดินทาง"

สำหรับเด็กชายตัวเล็ก ๆ จากโรซาริโอ ที่เคยเผชิญหน้ากับภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมายังสเปนด้วยสัญญาบนกระดาษทิชชู่แผ่นเดียว 

เส้นทางใน ทีมชาติอาร์เจนตินา ของ เมสซี่ มันคือมหากาพย์ความยาว 21 ปี ที่เต็มไปด้วยเกียรติยศสูงสุด คราบน้ำตาที่ปะปนกับหยาดเหงื่อ และการยอมรับในโชคชะตาอย่างสงบในท้ายที่สุด 

และในค่ำคืน วันที่ 31 สิงหาคม 2026 หน้ากระดาษสุดท้ายของหนึ่งในมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลร่วมสมัยได้ถูกปิดลงอย่างเป็นทางการ 

ลิโอเนล เมสซี่ ประกาศหันหลังให้ทีมชาติอาร์เจนตินาในวัย 39 ปี  ปิดฉากการเดินทางอันยาวนานที่มีทั้งความปวดร้าวและการไถ่บาปอันงดงาม 

[ สนามแห่งหยดน้ำตาที่หมุนวนมาบรรจบ ]

โชคชะตามักจะชอบเล่นตลกและพาเรากลับไปยังสถานที่เดิม ๆ เสมอ

สำหรับ เมสซี่ สนาม เม็ตไลฟ์ สเตเดี้ยม ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา คือดินแดนที่บันทึกช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดครั้งหนึ่งในอาชีพของเขา 

ย้อนกลับไปในปี 2016 ในศึกโคปา อเมริกา เซนเตนาริโอ นัดชิงชนะเลิศ เมสซี่ ในวัย 29 ปี ยืนก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนผืนหญ้าสีเขียวของสนามแห่งนี้ 

หลังจากที่เขายิงจุดโทษข้ามคานและต้องพ่ายแพ้ให้กับ ชิลี มันคือความพ่ายแพ้ในนัดชิงรายการใหญ่ครั้งที่ 3 ติดต่อกัน (ฟุตบอลโลก 2014, โคปา อเมริกา 2015 และ 2016) 

ความกดดันและการตราหน้าจากแฟนบอลชาติตัวเองในวันนั้น บีบให้เขากล่าวคำพูดอันเจ็บปวดว่า "สำหรับผม ทีมชาติมันจบลงแล้ว" 

แม้เขาจะยอมเปลี่ยนใจกลับมาสู้ต่อในอีกสองเดือนถัดมา หลังได้รับแรงกดดันจากสาธารณชนและนักการเมือง 

แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า 10 ปีต่อมา ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2026 เมสซี่ในวัย 39 ปี จะต้องโคจรกลับมาเล่นนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกที่สังเวียนแห่งเดิมนี้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามครั้งนี้ คู่ปรับของเขาคือ "สเปน" ยอดทีมที่พึ่งคว้าแชมป์ ยูโร 2024 มาหมาด ๆ 

เกมนั้น สเปน กางตำราถล่มเกมรุกใส่แผงหลังของ อาร์เจนตินา อย่างราบคาบ สถิติหลังเกมระบุว่า สเปน มีโอกาสยิงเหนือกกว่าถึง 20 ต่อ 2 ครั้ง และผ่านบอลทิ้งห่าง อาร์เจนตินาถึง 845 ต่อ 433 ครั้ง 

ถึงสติถิไม่บอก แต่คนที่ดูเกมนัดชิงในวันนั้นน่าจะรู้ดี...

แม้ว่า เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ นายทวารฮีโร่จะพยายามเซฟพยุงทีมสุดตัวถึง 11 ครั้งในเกม แต่สุดท้ายในช่วงต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 112 (วินาทีที่ 37 ของช่วงต่อเวลาพิเศษครึ่งหลัง) เฟร์ราน ตอร์เรส ก็หลุดเข้าไปพังประตูชัยให้ สเปน เอาชนะไปได้ 1-0 

เมสซี่ ลงเล่นนัดชิงชนะเลิศครั้งนั้นท่ามกลางอาการบาดเจ็บแฮมสตริงที่รบกวนเขามาโดยตลอด หลังสิ้นเสียงนกหวีดยาว เขายืนนิ่ง มองดูเหล่านักเตะสเปนที่วิ่งไปกอดกัน

เมสซี่ ทำได้เพียงแค่มองดูเหรียญเงินปลอบใจพาดอยู่ที่คอ แต่มันไม่ใช่ความเศร้าโศกฟูมฟายเหมือนในปี 2016 อีกต่อไป 

มันคือความรู้สึกของชายที่ตระหนักรู้ว่า "เวลาของเขา" ได้หมดลงแล้ว

[ จิ๊กซอว์ของสกาโลนี่ ]

อย่างไรก็ตาม กว่าที่ เมสซี่ จะก้าวไปถึงจุดที่ฟุตบอลสิ้นสุดคำถามเกี่ยวกับตัวเขา เขาต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความโดดเดี่ยวในสนามมาอย่างยาวนาน 

ในอดีต อาร์เจนตินา มักจะสร้างทีมด้วยแนวคิด "ส่งบอลให้เลโอ" 

ซึ่งเป็นแท็กติกที่บดขยี้ เมสซี่ ด้วยความกดดันอันมหาศาลและปล่อยให้เขาโดดเดี่ยวท่ามกลางแนวรับคู่แข่ง 

ยุคสมัยอันสับสนอลหม่านภายใต้กุนซืออย่าง ฮอร์เก้ ซัมเปาลี ในฟุตบอลโลก 2018 ปิดฉากลงด้วยการตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย และสปิริตในทีมตอนนั้นลดฮวบลงต่ำที่สุด

จนกระทั่ง สมาคมฟุตบอลอาร์เจนตินา แต่งตั้ง ลิโอเนล สกาโลนี่ เข้ามาทำหน้าที่ (ผมเขียนไว้ในสยามสปอร์ตลองไปหาอ่านกันได้ครับ)

ตอนแรก สกาโลนี่ ถูกมองเป็นเพียง "กุนซือขัดตาทัพ" ที่ไม่มีใครคาดหวัง แต่ชายคนนี้เองคือผู้เยียวยาจิตวิญญาณที่แตกสลายของ อาร์เจนตินา

สกาโลนี่ ไม่ได้สร้างทีมเพื่อเมสซี่ แต่เขาสร้างทีมรอบ ๆ เมสซี่ แท

แนวคิดของ สกาโลนี่ คือ การดึงเอาศักยภาพของนักเตะรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตในยุโรป โดยเฉพาะใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เข้ามาทำหน้าที่เป็น "ฟันเฟืองวิ่งไล่หวด" คอยทำความสะอาดและเปิดพื้นที่ให้ เมสซี่ ได้ใช้เวทมนตร์อย่างอิสระ 

ความแข็งแกร่งและดุดันของ คริสเตียน โรเมโร่ (สเปอร์ส), พลังงานไม่มีหมดของ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ (ลิเวอร์พูล), การคุมจังหวะที่ชาญฉลาดของ เอ็นโซ่ เฟร์นันเดซ (ว่าที่นักเตะแมนซิ) และอีกหลายคนในทีมนี้ 

กล่าวคือนักเตะพลังหนุ่มเหล่านี้วิ่งแทน เมสซี่ ป้องกันแทน เมสซี่ นั่นเอง

[ มหากาพย์ที่กาตาร์ ]

หาก ฟุตบอลโลก 2026 คือนิทานบทสุดท้าย ... ฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ก็คือ "ยอดเขาเอเวอเรสต์" ที่ เมสซี่ ปีนขึ้นไปปักธงแชมป์โลกได้สำเร็จ

เส้นทางที่ลูเซลไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสวยงาม อาร์เจนตินา ช็อกโลกด้วยการพ่ายแพ้ต่อ ซาอุดีอาระเบีย 2-1 ในเกมนัดแรก 

ชัยชนะที่เคยไร้พ่ายมา 36 นัดถูกทำลายลงในพริบตา ความกังวลและความปวดร้าวในอดีตพุ่งเข้าจู่โจมจิตใจของทุกคน แต่ เมสซี่ บอกกับทีมว่า "นี่คือเวลาที่เราต้องสามัคคีกันให้มากกว่าเดิม" 

หลังจากนั้น มหากาพย์แห่งกาตาร์ก็ถูกจารึก เมสซี่ ยิงประตูปลดล็อคให้ทีมในนัดเจอเม็กซิโก นำทัพผ่าน "สมรภูมิแห่งลูเซล" กับ เนเธอร์แลนด์ นัดที่มีทั้งใบเหลืองว่อน การทะเลาะวิวาท 

พร้อมประโยคประวัติศาสตร์ "มองอะไรน่ะ ไอ้งั่ง?" ที่เขาสบถหลังจบเกม 

ในนัดชิงชนะเลิศกับ ฝรั่งเศส ที่ถูกยกย่องว่าเป็นเกมนัดชิงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล

เมสซี่ ยิงจุดโทษ ยิงประตูในเวลาพิเศษ คิลีอัน เอ็มบัปเป้ กดแฮตทริกตอบโต้ จนกระทั่ง เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ เซฟลูกยิงวิสุดท้าย ก่อนที่การดวลจุดโทษจะสิ้นสุดลงเมื่อ กอนซาโล่ มอนเตียล สังหารลูกสุดท้ายเข้าไป 

วินาทีนั้น เมสซี่ ทรุดเข่าลงกับพื้นหญ้า น้ำตาที่ไหลออกมาในวันนั้นไม่ใช่คราบน้ำตาแห่งความปวดร้าวเหมือนที่นิวยอร์กในปี 2016 

แต่มันคือน้ำตาแห่งความหลุดพ้น เขากรอกเสียงกระซิบเบา ๆ ถึงคุณยายผู้ล่วงลับที่เคยผลักดันเขาในวัยเยาว์ว่า "วันนี้มันเป็นไปได้แล้วนะ ยาย" 

เขาสวมชุดเสื้อคลุมบิชต์สีดำก้าวขึ้นไปชูถ้วย ฟุตบอลโลก ... นั่นคือเวลาที่ฟุตบอลโลกได้ชำระล้างความปวดร้าวทั้งหมดตลอด 20 ปีของการรอคอยของเขาลงอย่างหมดจด 

[ หยดน้ำตาครั้งสุดท้าย ]

ทว่า บทสรุปของการเดินทางที่ยิ่งใหญ่มักจะมีเรื่องส่วนตัวปะปนอยู่เสมอ

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2026 โลกของ เมสซี่ ต้องเผชิญกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด 

เมื่อ ฮอร์เก้ เมสซี่ คุณพ่อผู้เป็นทั้งโค้ชคนแรก เป็นผู้จัดการส่วนตัว และเป็นผู้ที่ถือสัญญาบนกระดาษทิชชู่แผ่นนั้นพาลูกชายวัย 13 ปีเดินทางมาสเปน ได้เสียชีวิตลง 

ความสูญเสียครั้งนี้คือ ปัจจัยหลักที่ทำให้อารมณ์ของ เมสซี่ นิ่งสงบลงหลังความพ่ายแพ้ในฟุตบอลโลก และนำมาสู่การประกาศแถลงการณ์อำลาทีมชาติอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2026  

ข้อความร่ำลาผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวของเขาระบุว่า

"หลังจากเวลาผ่านพ้นไปตั้งแต่รอบชิงชนะเลิศ และหลังจากที่ได้คิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้ว ผมต้องการบอกให้ทุกคนได้รับรู้ว่า ผมขอรีไทร์จากการเป็นนักเตะ ทีมชาติอาร์เจนตินา..."

"ผมสาบานว่า ผมได้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างไปหมดแล้ว ไม่ใช่แค่ในช่วงไม่กี่ปีหลังที่เราชนะทุกอย่าง แต่รวมถึงช่วงเวลาก่อนหน้านั้นด้วย ผมต่อสู้และทุ่มเททุกอย่างเพื่อเสื้อตัวนี้ เพื่อสร้างความสุขและทำให้พวกคุณภูมิใจที่เป็นคน อาร์เจนตินา ผ่านฟุตบอล" 

"เวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว และบทเรียนต่าง ๆ กำลังจะจบลง นี่คือบทเรียนหนึ่งที่ทำให้ผมเจ็บปวดมาก ผมรัก และจะรักการเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติตลอดไป ผมทุ่มเททุกอย่างที่ผมมี และไม่มีอะไรจะมอบให้อีกต่อไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเด็ก ๆ ที่ยอดเยี่ยมกำลังก้าวขึ้นมาและพวกเขาสมควรได้รับโอกาสที่นี่" 

"ข้อความเหล่านี้ผมเขียนมันไว้ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม สองวันหลังรอบชิงชนะเลิศ และในวันนี้ หลังจากเกิดเรื่องขึ้นกับคุณพ่อของผม มันยิ่งทำให้ผมมั่นใจกับการตัดสินใจครั้งนี้มากกว่าเดิม" 

เมสซี่ จากไปพร้อมกับตัวเลขสถิติที่ยากจะหาใครทำลายได้ในหน้าประวัติศาสตร์ อาร์เจนตินา ลงสนาม 207 นัด ยิง 125 ประตู เป็นนักฟุตบอลชายคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ลงเล่นฟุตบอลโลกถึง 6 สมัย และครองตำแหน่งทำแอสซิสต์สูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลกที่ 12 ครั้ง 

ในวัย 39 ปี เมสซี่เดินออกจาก ทีมชาติอาร์เจนตินา โดยไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกต่อไป

เด็กชายผู้เคยหลั่งน้ำตาในห้องแต่งตัวที่บูดาเปสต์ หลังโดนใบแดงตั้งแต่นาทีแรกที่เปิดตัวทีมชาติในปี 2005 บัดนี้ได้ส่งมอบความสุขและทิ้งมรดกอันล้ำค่าไว้ให้กับคนอาร์เจนตินาและแฟนฟุตบอลทั่วโลกอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

บทเพลงสุดท้ายของเขาอาจจะไม่ได้จบลงด้วยเสียงเชียร์อันบ้าคลั่งหรือการชูถ้วยแชมป์โลกอีกใบ

แต่มันจบลงด้วยอ้อมกอดอันอบอุ่น การยอมรับในความจริง และการเดินกลับบ้านไปหาครอบครัวพร้อมกับความสงบในจิตใจ 

ขอบคุณสำหรับเวทมนตร์ตลอด 21 ปี ลิโอเนล เมสซี่

ตัน กวาร์ดิโอล่า



ที่มาของภาพ : Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport