แผนตั้งบริษัทใหม่ของ ฟีฟ่า เพื่อเปิดขายหุ้นสิทธิ์การแข่งขันฟุตบอล กำลังจุดกระแสถกเถียงไปทั่ววงการลูกหนัง ตั้งแต่ข้อสงสัยเรื่องภาษีในสวิตเซอร์แลนด์ ไปจนถึงทฤษฎีความเชื่อมโยงทางการเมืองกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ถูกพูดถึงอย่างหนัก โดยทั้งหมดเป็นเพียงแนวคิดและข้อวิเคราะห์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง ไม่ใช่ข้อสรุปยืนยันจากฟีฟ่า
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 เพิ่งปิดฉากลงพร้อมความสำเร็จด้านรายได้และมูลค่าทางการตลาด แต่ในเวลาเดียวกัน สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) กลับเดินหน้าแผนสำคัญในการจัดตั้งบริษัทใหม่ชื่อ FIFA Forward Enterprise (FFE) เพื่อบริหารสิทธิ์เชิงพาณิชย์ของรายการหลัก ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลกชาย ฟุตบอลโลกหญิง และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก
ภายใต้แนวคิดดังกล่าว ฟีฟ่าประเมินมูลค่าธุรกิจไว้ที่ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 660,000 ล้านบาท) และเตรียมเปิดขายหุ้นส่วนน้อยที่ไม่มีอำนาจควบคุม คิดเป็นมูลค่าสูงสุด 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 138,600 ล้านบาท) ให้กับนักลงทุนภายนอก
อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวถูกต่อต้านอย่างหนักจาก สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ซึ่งมองว่า ฟุตบอลโลกไม่ควรถูกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนของภาคเอกชน และรายงานระบุว่าสมาชิกทั้ง 55 ชาติของยูฟ่า พร้อมคัดค้านหากโครงการนี้เดินหน้าต่อ
หนึ่งในเหตุผลที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือประเด็นเรื่อง สถานะองค์กรไม่แสวงหากำไรของฟีฟ่า
แม้ฟีฟ่าจะมีสำนักงานใหญ่ในเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในฐานะสมาคม แต่รายได้ขององค์กรกลับเติบโตแตะระดับหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี จนถูกตั้งคำถามมาอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน ฟีฟ่าเสียภาษีในอัตราประมาณ 4.25% ขณะที่ภาษีนิติบุคคลทั่วไปของสวิตเซอร์แลนด์อยู่ที่ประมาณ 16.6%
ในปี 2021 เคยมีข้อเสนอในเมืองซูริกให้ยกเลิกสิทธิพิเศษทางภาษีขององค์กรที่มีรายได้เกิน 1 พันล้านยูโรต่อปี ซึ่งถูกมองว่าเล็งเป้าไปที่ฟีฟ่าโดยตรง แม้ข้อเสนอจะไม่ผ่าน แต่แรงกดดันดังกล่าวยังคงมีอยู่
ยิ่งเมื่อฟีฟ่าคาดการณ์ว่ารายได้รอบบัญชี 4 ปีปัจจุบันจะพุ่งแตะ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 100% จากรอบก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอาจทะลุ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรก ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่าองค์กรที่มีสถานะไม่แสวงหากำไร ควรได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อไปหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ จึงมีการวิเคราะห์ว่า การแยกธุรกิจเชิงพาณิชย์ออกไปอยู่ภายใต้บริษัทใหม่ อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการปรับโครงสร้างธุรกิจและลดแรงกดดันด้านภาษีในอนาคต
อีกสมมติฐานหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง คือความสัมพันธ์ระหว่าง จานนี่ อินฟานติโน่ กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ตลอดช่วงฟุตบอลโลก 2026 ทั้งสองมีภาพความใกล้ชิดให้เห็นหลายครั้ง รวมถึงมีรายงานว่าพูดคุยกันในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวงการฟุตบอล
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ากลุ่มนักลงทุนที่สนใจเข้าซื้อหุ้นใน FFE อาจนำโดย Thrive Capital ซึ่งก่อตั้งโดย โจชัว คุชเนอร์ น้องชายของ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงทางธุรกิจและการเมือง แม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นเหตุผลของการผลักดันโครงการนี้
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ฟุตบอลโลกในปัจจุบันมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล
รายได้ของการแข่งขันอยู่ในระดับใกล้เคียงกับลีกกีฬาอาชีพและบริษัทระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น NBA, พรีเมียร์ลีก, Airbnb หรือ eBay และยังสูงกว่าหลายองค์กรธุรกิจชั้นนำ
หากโครงการ FFE เกิดขึ้นจริง นักลงทุนที่ถือหุ้นประมาณ 25% จะมีสิทธิได้รับผลตอบแทนจากรายได้เชิงพาณิชย์ของการแข่งขันหลักของฟีฟ่าในระยะยาว ซึ่งสะท้อนว่าฟุตบอลโลกได้ก้าวพ้นการเป็นเพียงมหกรรมกีฬา และกลายเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจระดับโลกอย่างเต็มตัว
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ฟีฟ่ายังไม่ได้ประกาศรายละเอียดขั้นสุดท้ายของโครงการดังกล่าว และยังไม่มีข้อสรุปว่าการเปิดขายหุ้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด หรือจะได้รับการเห็นชอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหรือไม่