เจาะลึกความสำเร็จ ฮาจิเมะ โมริยาสุ กุนซือทีมชาติญี่ปุ่น ที่เพิ่งพาซามูไรบลูบุกชนะ ทีมชาติอังกฤษ ถึงเวมบลีย์ พร้อมกางแผนและปรัชญาฟุตบอลสู่เป้าหมายแชมป์โลก 2026
หากเราจะพูดถึงความสำเร็จของฟุตบอลญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน ภาพจำที่แฟนบอลทั่วโลกนึกถึงอาจไม่ใช่แค่การทำประตูที่สวยงาม หรือระเบียบวินัยกองเชียร์ที่เก็บขยะหลังจบเกม
แต่คือภาพของชายวัย 57 ปีที่ยืนจดบันทึกอะไรบางอย่างลงในสมุดเล่มเล็กริมสนามอยู่ตลอดเวลา สมุดเล่มนั้นถูกเรียกว่า “เทะโจ” (Techo)
และชายคนนั้นคือ ฮาจิเมะ โมริยาสุ กุนซือผู้ที่กำลังพา “ซามูไรบลู” ทะลายเพดานแก้วของฟุตบอลเอเชีย และประกาศศักดาให้โลกได้รับรู้ว่า ... "ญี่ปุ่นไม่ได้มาเพื่อเป็นแค่ตัวประกอบอีกต่อไป"
จากโศกนาฏกรรม สู่การไถ่บาปที่โดฮา
ชีวิตของ โมริยาสุ ผูกพันกับคำว่า "โดฮา" อย่างมีนัยสำคัญ ในปี 1993 เขาคือหนึ่งในกองกลางชุด “โศกนาฏกรรมที่โดฮา” ที่ ญี่ปุ่น พลาดตั๋วฟุตบอลโลกนาทีสุดท้ายจากการโดน อิรัก ตีเสมอ
ความเจ็บปวดในวันนั้นคือแรงผลักดันที่ทำให้เขากลับมาในฐานะกุนซือ และเปลี่ยน "โดฮา" ให้เป็น "ดินแดนแห่งความสุข" ในฟุตบอลโลก 2022 ด้วยการล้มยักษ์อย่าง เยอรมนี และสเปน ลงได้
ปรัชญา "กิ้งก่า" และสมุดบันทึกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
สิ่งที่ทำให้ โมริยาสุ แตกต่าง คือความยืดหยุ่นทางแท็กติกที่สูงมากจนได้รับฉายาว่า “กิ้งก่า”
เขาไม่ใช่โค้ชที่ยึดติดกับระบบเดียว ในสมุด "เทะโจ" ของเขาอัดแน่นไปด้วยรายละเอียดจากการสังเกต เพื่อนำมาปรับเปลี่ยนหมากตามสถานการณ์
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการปรับหมากจาก 4-2-3-1 มาเป็น 3-4-3 ในช่วงครึ่งหลังของเกมกับ เยอรมนี และสเปน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนเกมที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "Managerial Masterclass"
การบุกไปชนะ อังกฤษ ถึงเวมบลีย์ 1-0 เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ก็เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ยืนยันว่า ญี่ปุ่น ในยุคนี้มีวินัยเกมรับที่แม่นยำและการเปลี่ยนจากรับเป็นรุกที่รวดเร็วปานสายฟ้า
ถ่อมตัวแต่เป้าหมายคือแชมป์โลก
แม้ โมริยาสุ จะเป็นสุภาพบุรุษที่เต็มไปด้วยความถ่อมตัว ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ผู้อำนวยการเทคนิค AFC อย่าง แอนดี้ ร็อกซ์เบิร์ก ยกย่อง
แต่ในความถ่อมตัวนั้นมีความบ้าบิ่นซ่อนอยู่
โมริยาสุ และสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น (JFA) ไม่ได้มองแค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นเป้าหมายสูงสุดอีกต่อไป แต่พวกเขาวาง Road Map ไปถึงการ “คว้าแชมป์โลกภายในปี 2050” โดยมีฟุตบอลโลก 2026 เป็นด่านสำคัญที่พวกเขาตั้งเป้าจะไปให้ถึงนัดชิงชนะเลิศ
เขายังเคยกล่าวว่า ทีมชาติญี่ปุ่น ต้องการนักเตะระดับ "ซูเปอร์สตาร์" ที่มีอิทธิพลต่อเกมเหมือน โชเฮ โอทานิ ในวงการเบสบอล เพื่อยกระดับทีมไปสู่อีกขั้น
วันนี้ญี่ปุ่นไม่ใช่ "ม้ามือ" อีกต่อไป แต่คือทีมระดับแถวหน้าที่ยุโรปต้องขวัญผวา สถิติชนะ 7 เสมอ 1 จาก 8 นัดหลังสุดในการเจอทีมจากยุโรป ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่มันคือผลลัพธ์ของการวางรากฐานอย่างเป็นระบบ และความละเอียดของชายที่ชื่อ ฮาจิเมะ โมริยาสุ
สุดท้ายนี้ ... "วินัย" และ "สมุดบันทึกเล่มเล็ก" ของโมริยาสุ จะเพียงพอที่จะพาญี่ปุ่นไปถึงตำแหน่งแชมป์โลกได้จริงหรือไม่?
หรือฟุตบอลโลกยังต้องการ "พรสวรรค์เฉพาะตัว" ที่เหนือธรรมชาติมากกว่าระบบทีมที่เพอร์เฟกต์? ไม่มีใครรู้เราคงต้องติดตามกันต่อไป
ตัน กวาร์ดิโอล่า