เมื่อเกมลูกหนังไม่อาจแยกขาดจากการเมืองโลก

เมื่อเกมลูกหนังไม่อาจแยกขาดจากการเมืองโลก
ฟุตบอลโลก คือเวทีที่รวมผู้คนจากทุกทวีปไว้ภายใต้เกมเดียวกัน เป็นพื้นที่ที่ความแตกต่างทางเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม ถูกแทนที่ด้วยเสียงเชียร์ในสนาม แต่ในอีกมุมหนึ่ง ประวัติศาสตร์ของทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก กลับเดินเคียงข้าง “เงาสงคราม” มาโดยตลอด

และล่าสุด เหตุการณ์นั้นก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ อิหร่านประกาศถอนตัวจากฟุตบอลโลก 2026 ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองกับ สหรัฐอเมริกา หนึ่งในเจ้าภาพหลักของทัวร์นาเมนต์

การตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้เวทีที่ควรเป็นพื้นที่กลางของโลกฟุตบอล ต้องกลับมาเผชิญคำถามเดิมอีกครั้งว่า ในโลกความเป็นจริงนั้น เกมลูกหนังสามารถแยกตัวออกจากการเมืองระหว่างประเทศได้มากแค่ไหน

และหากย้อนดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ "สงคราม" และ "การเมืองโลก" เข้ามาเปลี่ยนเส้นทางของฟุตบอลโลก

ย้อนกลับไปปี 1938 หลังจาก ออสเตรีย ถูก เยอรมนี ผนวกประเทศรวมกัน ทำให้ทีมชาติออสเตรีย ต้องถอนตัวจากฟุตบอลโลกในครั้งนั้น ทั้งที่ผ่านเข้ารอบแล้ว นักเตะหลายคนถูกบังคับให้ไปรวมกับทีมชาติเยอรมนี กลายเป็นหนึ่งในบทที่ขมขื่นที่สุดของวงการลูกหนังโลก 

ต่อมา ฟุตบอลโลกปี 1942 และ 1946 ถูกยกเลิกทั้งหมด เพราะไฟสงครามโลกครั้งที่สองลุกลามไปทั่วโลก นี่คือช่วงเวลาเดียวในประวัติศาสตร์ที่เวที ฟุตบอลโลก ต้องหยุดลงเพราะเหตุผลทางทหารโดยตรง 

ปี 1950 อินเดีย ได้สิทธิ์ไปเล่นรอบสุดท้ายที่บราซิล แต่ตัดสินใจถอนตัว เหตุผลไม่ได้มีแค่เรื่องรองเท้าสตั๊ดอย่างที่เล่ากันติดปาก ทว่ารวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ การเดินทาง และผลกระทบหลังสงครามครั้งที่ 2 ที่ประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่  

ยุคสงครามเย็นก็ไม่ต่างกัน หลายชาติยุโรปตะวันออกต้องตัดสินใจท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองในฟุตบอลโลกปี 1954 และ 1958

ขณะที่ปี 1994 ยูโกสลาเวีย ถูกแบนจากเวทีนานาชาติ อันเป็นผลพวงจากสงครามบนคาบสมุทรบอลข่าน ทำให้แฟนบอลทั้งประเทศต้องดูฟุตบอลโลกจากหน้าจอ โดยไร้ทีมชาติของตัวเอง

และในรอบคัดเลือกปี 2022 รัสเซีย ถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน หลังเปิดฉากสงครามรัสเซีย-ยูเครน กลายเป็นกรณีล่าสุดที่การเมืองกระทบฟุตบอลโดยตรง

แล้วปัจจุบันล่ะ?

ฟุตบอลโลก 2026 ที่มี สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพร่วม กลายเป็นอีกครั้งที่การเมืองโลกเข้ามาแตะเส้นทางของเกมลูกหนังโดยตรง

เมื่อความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้น ล่าสุด อิหร่าน ตัดสินใจประกาศถอนตัวจากการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว

ทันทีที่ข่าวดังกล่าวถูกประกาศออกมา เสียงจากแฟนบอลอิหร่านในโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่สะท้อนความรู้สึกเดียวกัน คือความเสียดายที่ทีมชาติพลาดโอกาสลงแข่งขันในฟุตบอลโลก

"มันน่าเสียดายมาก เรารอฟุตบอลโลกทุก 4 ปี นักเตะทำงานหนักเพื่อไปถึงตรงนี้ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ลงสนาม" นี่คือหนึ่งในเสียงของแฟนบอล ที่สะท้อนถึงความเสียดายหลัง หลังทีมชาติอิหร่านตัดสินใจถอนตัวจากฟุตบอลโลก 2026

โดยภาพรวม ความคิดเห็นจากกองเชียร์ส่วนใหญ่ต่างรู้สึกเสียใจที่ "ทีมเมลลี" ต้องพลาดเวทีลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก

การถอนตัวครั้งนี้ ไม่เพียงทำให้หนึ่งในทีมจากเอเชียหายไปจากเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก แต่ยังกลายเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนว่า ความขัดแย้งทางการเมืองสามารถส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงสนามฟุตบอลได้จริง

แม้ฟุตบอลโลกจะถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่กลาง เป็นเวทีที่ศัตรูในสนามคือคู่แข่ง ไม่ใช่ศัตรูทางการเมือง

แต่บทเรียนจากประวัติศาสตร์บอกเราชัดเจนว่า เมื่อโลกเผชิญความแตกแยก เกมลูกหนังก็ยากจะยืนอยู่นอกวงความขัดแย้งนั้นได้

ฟุตบอลอาจหยุดสงครามไม่ได้

แต่หลายครั้งในประวัติศาสตร์

สงครามต่างหาก…

ที่ทำให้ฟุตบอลโลกต้องหยุดลง



ที่มาของภาพ : Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport