ความปราชัยของ เรอัล มาดริด และการสะดุดเสมอของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทำให้ผลงานการชนะต่อเนื่องของทั้ง 2 ทีมหยุดลง
ราชันชุดขาวหยุดสถิติชนะติดต่อกันในลีกไว้ที่ 8 นัดหลังออกไปพ่ายโอซาซูน่า 1-2 ในลา ลีกาสเปน ขณะที่ทีมเสือเหลืองไล่ตีเสมอแอร์เบ ไลป์ซิค นาที 90+5 ได้แต่ก็ต้องสิ้นสุดการชนะรวดของตัวเองไว้ที่ 6 เกม
ก่อนเกมเตะสัปดาห์ล่าสุด เรอัล กับ ดอร์ทมุนด์ เป็น 2 ใน 4 ทีมจากบรรดา 5 ลีกใหญ่ของยุโรปที่กำลังทำผลงานปัจจุบันในระดับชนะรวดเกิน 5 นัดในลีกของตัวเอง
เมื่อทีมหนึ่งแพ้ อีกทีมหนึ่งเสมอ ก็เท่ากับถูกหยุดการเข้าเบรก ต้องไปเริ่มนับกันใหม่เหมือนที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เชลซี ต้องเริ่มนับใหม่หลังชนะมา 4 นัดติดในพรีเมียร์ลีกแล้วหลุดเสมอในเกมที่ 26 เมื่อสองสัปดาห์ก่อนทั้งคู่
ทีมที่ 3 คือ อินเตอร์ มิลาน จ่าฝูงกัลโช่ เซเรีย อาอิตาลี
อินเตอร์ฯ ลงเตะไปเมื่อคืนวันเสาร์เช่นเดียวกับ เรอัล มาดริด และ ดอร์ทมุนด์ ชัยชนะ 2-0 เหนือเลชเช่เจ้าบ้านทำให้ทีมงูใหญ่ยังเดินหน้าต่อด้วยการชนะรวดในลีกเป็นเกมที่ 7 เข้าไปแล้ว
7 นัดติดของ อินเตอร์ มิลาน คือ ชนะ เลชเช่ 1-0 (เหย้า) อูดิเนเซ่ 1-0 (เยือน) ปิซ่า 6-2 (เหย้า) เกรโมเนเซ่ 2-0 (เยือน) ซาสซูโอโล่ 5-0 (เยือน) ยูเวนตุส 3-2 (เหย้า) และเลชเช่ 2-0 (เยือน)
21 คะแนนเต็มจาก 7 เกมของอินเตอร์ฯ ทำให้พวกเขาฉีกหนี เอซี มิลาน กับ นาโปลี ที่สะดุดกันทีมละ 2 เกม 3 เกมในช่วงเวลาเดียวกันออกไปเป็น 10 คะแนนกับ 14 คะแนนตามลำดับแล้ว (ทีมงูใหญ่ลงเล่นมากกว่าทั้ง 2 ทีมอยู่ 1 เกม) ทั้ง ๆ ที่เคยมีคะแนนห่างกันแค่ 3 แต้ม
โอกาสคว้าสคูเด๊ตโต้สดใส
ถึงกระนั้นถ้าหากนับรายการอื่นเข้าไปด้วย เราก็จะพบว่าทั้ง เรอัล มาดริด ดอร์ทมุนด์ และอินเตอร์ มิลาน ล้วนมีการสะดุดให้เห็นในฟุตบอลถ้วยแทรกอยู่ระหว่างการรันยาวชนะติดต่อกันในลีกทั้งหมด
ในช่วงรันยาวชนะ 8 นัดติดต่อกันในลีกก่อนแพ้โอซาซูน่าเมื่อวันเสาร์ เรอัล มาดริด มีแพ้บาร์เซโลน่าในนัดชิงซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า ที่ไปฟาดแข้งกันที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย และแพ้เบนฟิก้าในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดสุดท้ายของรอบฟุตบอลลีก
ขณะที่ดอร์ทมุนด์มีเกมแพ้ สเปอร์ส กับ อินเตอร์ มิลาน ในเวทีแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบฟุตบอลลีก ช่วงระหว่างการชนะ 6 เกมรวดในบุนเดสลีกา
ส่วน อินเตอร์ มิลาน ที่ยังต่อยอดการชนะรวดในลีกได้ต่อไปในสัปดาห์นี้ มีเกมที่แพ้ อาร์เซน่อล ในแชมเปี้ยนส์ ลีกรอบฟุตบอลลีก กับแพ้ โบโด/กลิมท์ ในแชมเปี้ยนส์ ลีกรอบเพลย์ออฟนัดแรก
แต่กับทีมสุดท้ายที่อยู่ในซีรี่ส์ชนะรวดเวลานี้ มีสถิติที่น่าประทับใจยิ่งไปกว่านั้นทั้งหมด
โอลิมปิก ลียง แห่งลีกเอิงฝรั่งเศส
หลายคนอาจไม่ทันสังเกต แต่ลียงที่ครั้งหนึ่งเราเคยเรียกกันติดปากว่า "ลียงลงเป็นยิง" กำลังเดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง ชนะรวดในทุกรายการมา 13 นัดติดต่อกันแล้ว
ว่ากันด้วยผลการแข่งขันเพียว ๆ ชัยชนะ 13 นัดรวดทำให้ ลียง คือทีมที่ยืนหนึ่งในบรรดา 5 ลีกใหญ่เวลานี้
ชนะ 7 นัดติดต่อกันในลีก.. เลออาฟร์ 1-0 (เหย้า) โมนาโก 3-1 (เยือน) แบรสต์ 2-1 (เหย้า) เม็ตซ์ 5-2 (เยือน) ลีลล์ 1-0 (เหย้า) น็องต์ 1-0 (เยือน) นีซ 2-0 (เหย้า)
ชนะ 3 นัดติดต่อกันในยูฟ่า ยูโรปา ลีก.. โก อเฮด อีเกิลส์ 2-1 (เหย้า) ยังบอยส์ 1-0 (เยือน) พีเอโอเค 4-2 (เหย้า)
และอีก 3 นัดติดต่อกันในศึกเฟร้นช์ คัพ.. แซงต์ กีร์ โกลล็องส์ โอ มงต์ ดอร์ 3-0 (เหย้า) ลีลล์ 2-1 (เยือน) ลาวาล 2-0 (เหย้า)
ทีมของ เปาโล ฟอนเซก้า รั้งอันดับสามของลีกเอิง ตามหลังปารีส แซงต์-แชร์กแมง 9 คะแนน ตามหลัง ล็องส์ 7 คะแนน แต่มีเกมในมืออยู่หนึ่งนัดคือออกไปเยือน สตราส์บูร์ก คืนนี้ (อาทิตย์ 22 ก.พ.)
"ลียงลงเป็นยิง" ที่ห่างหายจากความสำเร็จไปนานกำลังอยู่ในฟอร์มที่ดี มีความมั่นใจ นักเตะเก่าผสมผสานนักเตะใหม่ได้อย่างลงตัว
พาเวล ซูลช์ กองกลางตัวรุกทีมชาติสาธารณรัฐเช็กที่คว้ามาจาก วิคตอเรีย พิลเซ่น ช่วงก่อนเปิดฤดูกาล ตะบัน 10 ประตูในลีก 13 ประตูในทุกรายการ นำเป็นดาวซัลโวของทีมเวลานี้
โนอาห์ นาร์เตย์ กองกลางทีมชาติเดนมาร์กชุดอายุไม่เกิน 21 ปี จากบรอนด์บี้ช่วงตลาดหน้าหนาว ยิงประตูโทนเกมชนะลีลล์ และยิงฝัง 2-0 ใส่นีซ
เอนดริก ดาวเตะแซมบ้าที่ยืมตัวมาจากเรอัล มาดริด กระหน่ำแฮตทริกเกมถลุงเม็ตซ์ กลายเป็นขวัญใจแฟนบอลอย่างรวดเร็ว
อฟอนโซ่ โมเรยร่า ปีกโปรตุกีสจากสปอร์ติ้ง ลิสบอน นักเตะใหม่ช่วงซัมเมอร์อีกคน
โกร็องแต็ง โตลิสโซ่, ทายเลอร์ มอร์ตัน, แทนเนอร์ เทสส์มันน์ พลังขับเคลื่อนในแดนกลาง
คลินตัน มาต้า, มุสซ่า เนียกาเต้, เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส, อับแนร์ วินิซิอุส, นิโกลัส ตายาฟิโก้ เหล่าขุนพลในเกมรับ รวมทั้ง โดมินิค กรีฟ ผู้รักษาประตูทีมชาติสโลวาเกีย ที่ทำหน้าที่ได้อย่างแข็งแกร่ง มีส่วนทำให้ทีมไม่เสียประตูถึง 7 จาก 13 เกมที่ชนะรวด รวมไปถึง 4 เกมหลังสุด
บทสรุปในบั้นปลายจะเป็นอย่างไรไม่รู้นะครับ แต่ว่ากันด้วยผลงานเวลานี้ โอลิมปิก ลียง คือหมายเลขหนึ่ง กำลังติดลมบนสุด ๆ
ชนะ 13 นัดติดต่อกัน ถ้าเป็นยุค "ลียงลงเป็นยิง" เมื่อสัก 20 ปีที่แล้วก็เข้าใจได้ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นในวันนี้ ก็คงมีแต่เสียงปรบมือให้ เปาโล ฟอนเซก้า และลูกทีมของเขา
อยากรู้เหมือนกันว่าความร้อนแรงนี้จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน แต่ถ้าคืนนี้ สตราส์บูร์ก ยังหยุดพวกเขาไม่ได้ เราอาจต้องหันมามอง โอลิมปิก ลียง กันใหม่ล่ะครับ
ตังกุย