อาร์เซน่อล ไม่สามารถเอาฤกษ์เอาชัยคว้าแชมป์รายการแรกของซีซั่นนี้ หลังโดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปราบด้วยสกอร์ 0-2 ในรอบชิงชนะเลิศ ศึกคาราบาว คัพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยความพ่ายแพ้ในแมตช์นี้อาจจะส่งผลกระทบกับสภาพจิตใจของนักเตะ "ปืนใหญ่" หรืออาจจะเป็นแรงกระตุ้นให้กับพวกเขาในการฮึดสู้กับการลุ้นแชมป์ที่เหลืออีก 3 รายการ ขณะเดียวกัน "เรือใบสีฟ้า" อาจจะได้พลังพิเศษสำหรับการต่อยอดในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก กับ เอฟเอ คัพ
1. ขาด เอเซ่ จุดเปลี่ยนสำคัญ
ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ เอเบเรชี่ เอเซ่ ไม่สามารถลงสนามในเกมนัดสำคัญนี้ได้ เพราะช่วงที่ผ่านมานักเตะกำลังอยู่ในฟอร์มที่โดดเด่น และถือเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วยให้ทีมเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง
การขาดทั้ง มาร์ติน โอเดอการ์ด และ เอเซ่ ทำให้ อาร์เซน่อล ไม่มีจอมทัพที่คอยปั้นเกม และสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม นั่นทำให้แนวรุกของพวกเขาไร้พิษสงไปพอสมควร โดยเฉพาะ ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่ไม่สามารถทดแทนหน้าที่ของทั้งสองคนได้เลย
การขาดนักเตะคนเดียวอาจไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ทีมของมิเกล อาร์เตต้า พ่ายแพ้ที่เวมบลีย์ แต่แน่นอนว่าการไม่มี เอเซ่ ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทัพ "เดอะ กันเนอร์ส" ไม่สามารถกดดันแนวรับของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้เต็มที่
2. ครึ่งแรกลูกศิษย์ทำดี ครึ่งหลังอาจารย์กินเรียบ
เชื่อว่าแฟนบอล "กูนเนอร์ส" คงรู้สึกตื่นเต้นสุดๆ เมื่อเห็นทีมรักเปิดฉากได้อย่างดุดัน สร้างโอกาสในการทำประตูตั้งแต่ต้นเกม โดยสามารถกดดัน แมนฯ ซิตี้ จนตั้งลำแทบไม่ได้ และจวนเจียนจะเสียประตู
จังหวะที่ ฮาแวร์ตซ์ ได้ลุ้นประตูซัดเสาแรกแต่ติดเซฟ เจมส์ แทร็ฟฟอร์ด จากนั้น บูกาโย่ ซาก้า เข้ามาซ้ำอีกทีก็ยังไม่ผ่านมือนายด่าน "เรือใบสีฟ้า" หลังจากนั้นพวกเขายังโหมบุกขยี้ แมนฯ ซิตี้ อย่างต่อเนื่อง แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถเบิกสกอร์แรกได้
ขณะที่ครึ่งหลัง ทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า กลับมาลงสนามด้วยฟอร์มที่โหดกว่าเดิมหลายเท่า หากใครได้นั่งดูจะเห็นว่าพวกเขาครองบอลกดใส่ อาร์เซน่อล มากกว่า 15 นาทีก่อนจะได้ประตูแรกจาก นิโก้ โอไรลี่ และอีกไม่กี่นาทีต่อไปไอ้หนุ่มหัวฟูก็ทำประตูที่สอง แค่นี้ทุกอย่างก็จบ !!
แถมหลังจากนั้น แมนฯ ซิตี้ ยังสามารถครองเกมได้เหนือกว่าทุกกระเบียดนิ้ว และกว่า อาร์เซน่อล จะมีลุ้นกลับสู่เกมก็ต้องรอช่วงท้ายๆ ซึ่งตอนนั้นทัพ "สำเภาทอง" เน้นตั้งรับไม่คิดจะบุกอีกแล้ว
ความพ่ายแพ้ในแมตช์นทำให้ อาร์เตต้า เสียสถิติชนะ 100 เปอร์เซนต์ที่สนามเวมบลีย์ซะแล้ว
3. ผู้รักษาประตูสร้างความแตกต่างที่ชัดเจน
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนของเกมนี้นั่นก็คือตำแหน่งผู้รักษาประตู เพราะ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า กับ เจมส์ แทร็ฟฟอร์ด ฟอร์มการเล่นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง และนำไปสู่ผลการแข่งขันที่แตกต่างกัน
"เรือใบสีฟ้า" อาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่หากไม่มี แทร็ฟฟอร์ด ช่วยป้องกันจังหวะสำคัญในช่วงต้นเกม โดยเฉพาะการโชว์ดับเบิลเซฟจากการยิงของ ฮาแวร์ตซ์ และ ซาก้า ที่สำคัญจังหวะในการตัดสินแต่ละครั้งของเขาทำได้ดีเยี่ยม
สวนทางกับ เกปา ที่ฟอร์มน่าผิดหวังจริงๆ แม้ครึ่งแรกอาจจะไม่ได้มีงานชุกมากเท่ากับ แทร็ฟฟอร์ด แต่ครึ่งหลังเจ้าตัวผลงานหลุดสุดๆ โดยเฉพาะในเรื่องการตัดสินใจทั้งจังหวะที่วิ่งออกมาเคลียร์บอลแต่ลังเล และสุดท้ายก็ต้องไปทำฟาวล์ เฌเรมี่ โดกู จนเสียใบเหลือง จากนั้นก็ยังพลาดในจังหวะรับบอลไม่ดีนำไปสู่การเสียประตูแรก
นี่คือความแตกต่างสำคัญของผู้รักษาประตูของทั้ง 2 ทีม และมีส่วนอย่างยิ่งต่อผลการแข่งขันในเกมนี้
4. โอไรลี่ ทีเด็ดหักกระบอกปืนใหญ่
การเล่นที่แน่นอน และเด็ดขาดของ นิโก้ โอไรลี่ คือหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของ แมนฯ ซิตี้ และต้องยอมรับว่าเจ้าหนูรายนี้ยิ่งเล่นยิ่งพัฒนา แถมน่าจะเป็นตัวหลักของทีมชาติอังกฤษในอนาคตเลยทีเดียว
โอไรลี่ เริ่มต้นจากตำแหน่งกองกลางแต่มาแจ้งเกินเต็มตัวในตำแหน่งแบ็กซ้าย ที่สำคัญการมีเซนส์บอลและการอยู่ถูกที่ถูกเวลาทั้งสองครั้ง นำไปสู่การได้ทั้งสองประตู ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นในการนำ แมนฯ ซิตี้ ได้ชูโทรฟี่ฟุตบอลถ้วยใบเล็กประเทศอังกฤษ
หลายคนอาจไม่ได้คาดคิดว่า โอไรลี่ จะก้าวขึ้นมาเป็นฮีโร่ในแมตช์นี้ แต่สำหรับแฟนบอล "เรือใบสีฟ้า" แล้วตอนนี้ชื่อของเขาได้ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว
5. ฤกษ์ไม่ดีพลาดแชมป์แรก
การถูกยกให้เป็นทีมที่จะสร้างประวัติศาสตร์คว้า 4 แชมป์เป็นเรื่องที่ทำให้ อาร์เซน่อล กดดันโดยไม่จำเป็น แต่ในขณะเดียวกับการพลาดแชมป์แรกของซีซั่น ก็อาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของนักเตะสำหรับการลุ้นแชมป์ที่เหลืออยู่
อาร์เซน่อล อาจยังมีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ แต่เกมนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสลัดภาพจำเรื่องการไปไม่ถึงฝั่งฝันของพวกเขา แม้ทัพ "ปืนใหญ่" จะพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่พวกเขายังคงไร้ถ้วยแชมป์ นับตั้งแต่คว้าเอฟเอ คัพ ที่เวมบลีย์ เมื่อปี 2020
ที่สนามเดียวกัน พวกเขามีโอกาสคว้าแชมป์อีกครั้ง แม้จะเป็นถ้วยที่ถูกมองว่ามีความสำคัญน้อยที่สุดในฤดูกาลก็ตาม แต่การคว้าแชมป์รายการนี้ พร้อมทั้งเอาชนะคู่แข่งแย่งแชมป์โดยตรงได้ จะเป็นแรงกระตุ้นครั้งใหญ่ แต่โอกาสนั้นได้หลุดลอยไปแล้ว
ผลกระทบทางจิตใจอาจยังไม่ปรากฏชัดจนกว่าจะถึงเดือนพฤษภาคม ทว่าบางช่วงของเกม นักเตะอาร์เซน่อลแสดงให้เห็นอาการดูเหมือนจะยอมแพ้ และนี่จะเป็นความพ่ายแพ้ที่ยากจะทำใจได้จริงๆ