4 สิ่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ สามารถเรียนรู้จาก "เปแอสเช" ก่อนนำ เรอัล มาดริด ดวล บาร์เซโลน่า

4 สิ่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ สามารถเรียนรู้จาก "เปแอสเช" ก่อนนำ เรอัล มาดริด ดวล บาร์เซโลน่า
ศึก "เอล กลาซิโก้" ที่สนามคัมป์ นู ช่วงสุดสัปดาห์นี้ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือเรอัล มาดริด คงได้เห็นจุดอ่อนของ บาร์เซโลน่า หลัง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ชำแหละพวกเขาจนยับเยินในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อค่ำคืนวันอังคารที่ผ่านมา

เกมดังกล่าง "เปแอสเช" บีบให้ บาร์เซโลน่า ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการรับบอล เอาตัวรอดจากการยกระดับเกมของคู่แข่งในครึ่งหลัง และทำประตูได้จากรูปแบบการเข้าทำที่แตกต่างกันถึง 4 วิธี

ทัพ "ราชันชุดขาว" สามารถนำบางแง่มุมจากผลงานดังกล่าวไปปรับใช้ในเกมที่ต้องไปเยือน "เจ้าบุญทุ่ม" วันอาทิตย์นี้ได้ แต่พวกเขาไม่สามารถเลียนแบบความเข้มข้นในการเล่นของยอดทีมแห่งศึก ลีก เอิง ได้ทั้งหมด  

ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ มูรินโญ่ ต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า รูปแบบการเล่นและรายละเอียดทางแท็กติกใดบ้างที่ลูกทีมของเขาสามารถนำไปใช้ได้จริงในการดวลกับ บาร์ซ่า 

1. เพรสซิ่งให้จ่ายบอลยาก

ประตูขึ้นนำของ "เปแอสเช" เริ่มต้นจากจังหวะที่ ลามีน ยามาล พยายามพาบอลเอาตัวรอดจากแดนตัวเอง หลังประสานงานกับ ชาบี เอสปาร์ต เขาพยายามจ่ายบอลชิพข้ามแนวรับเข้าไปตรงกลาง แต่ ชูเอา เนเวส อ่านเกมได้ขาด ตัดบอลไว้ได้ ก่อนจ่ายบอลเริ่มต้นเกมรุกที่ เดซิเร่ ดูเอ้ เป็นคนจบสกอร์ ก่อนหน้านั้นไม่นาน การเสียบอลของ เปดรี ก็เปิดโอกาสให้ ควิชา ควารัตสเคเลีย ยิงไปชนเสามาแล้วเช่นกัน

บทเรียนสำคัญอยู่ที่การมองหาพื้นที่และจังหวะเข้าทำ บรรดาผู้เล่นสร้างสรรค์เกมของ บาร์เซโลน่า สามารถเล่นงานคู่แข่งได้เมื่อมีเวลาและพื้นที่รับบอลอย่างถนัด แต่การพยายามเชื่อมเกมภายใต้แรงกดดันก็อาจเปิดทางให้ทีมเพรสซิ่งมีโอกาสบุกเข้าทำประตูได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน เรอัล มาดริด จำเป็นต้องให้กองหน้าที่อยู่ใกล้ที่สุดบีบให้คู่แข่งจ่ายบอลไปยังพื้นที่ที่มีการแย่งชิงกัน พร้อมกับมีมิดฟิลด์ที่พร้อมเข้ากดดันคนที่รับบอล และมีผู้เล่นคอยป้องกันพื้นที่ด้านหลังจังหวะเข้าปะทะ การวิ่งไล่เพียงลำพังเพื่อกดดัน เปดรี หรือ ยามาล ไม่สามารถจำลองรูปแบบการเล่นของ "เปแอสเช" ได้ เพราะอาจกลับกลายเป็นการเปิดช่องให้คู่แข่งจ่ายบอลหนีแรงกดดันไปยังผู้เล่นคนอื่นแทน

โอเรเลียง ชูอาเมนี่, จู๊ด เบลลิงแฮม และผู้เล่นริมเส้น สามารถแบ่งหน้าที่เหล่านี้ร่วมกันได้ แต่ทุกคนต้องเข้าใจบทบาทของตัวเองอย่างชัดเจน หาก เบลลิงแฮม ขยับเข้าไปกดดันผู้ครองบอล ก็ต้องมีใครสักคนคอยปิดกั้นช่องจ่ายบอลถัดไปที่อยู่ด้านหลังเขา หาก ยาน ดิโอม็องเด้ ขยับเข้าปิดทางแบ็กของคู่แข่ง ก็ต้องไม่ปล่อยให้พื้นที่ด้านในเปิดโล่ง

เรอัล มาดริด สามารถนำรูปแบบการเพรสซิ่งที่ประสานงานกันเป็นทีม รวมถึงความพร้อมในการฉวยโอกาสจากบอลที่คู่แข่งทำหลุดมาใช้ได้ แต่ไม่ควรคาดหวังว่าการแย่งบอลกลับคืนมาได้ทุกครั้งจะลงเอยด้วยการยิงประตูแบบ ดูเอ้ ในพื้นที่ที่มีผู้เล่นรายล้อม เพราะการควบคุมบอลและการจบสกอร์ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยเท้าทั้งสองข้างของเขา ถือเป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นเป็นพิเศษของประตูนี้ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นปกติจากการเพรสซิ่งทั่วไป

2. ใช้การครองบอลในแดนกลางบีบให้ บาร์ซ่า ต้องเล่นเกมรับ  

แดนกลางของ แซงต์-แชร์กแมง สามารถรับบอล เล่นประสานงาน และต่อเนื่องเกมรุกได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนทุกจังหวะที่ถูกกดดันให้กลายเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน สิ่งนี้ช่วยให้แนวรุกมีเวลาปรับเปลี่ยนตำแหน่ง และทำให้การเพรสซิ่งของบาร์เซโลน่าต้องใช้พละกำลังอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังทำให้การจ่ายบอลอันตรายในจังหวะต่อไปเกิดขึ้นจากการครองบอลอย่างมีแบบแผน ไม่ใช่เพียงการสวนกลับเท่านั้น

เรอัล มาดริด มีผู้เล่นที่มีเทคนิคดีให้เลือกใช้งาน แต่จำเป็นต้องกระจายภาระหน้าที่ให้เหมาะสม อาร์ด้า กือแลร์ สามารถช่วยเชื่อมเกมระหว่างแดนกลางกับแนวรุก ขณะที่ ชูอาเมนี่ ทำหน้าที่เป็นตัวพักบอลในพื้นที่ลึกของแดนกลาง ส่วน เบลลิงแฮม ต้องตัดสินใจให้ได้ว่าจะถอยลงมาหาบอลเมื่อใด และควรยืนอยู่ในพื้นที่ด้านหน้าบอลเมื่อใด เกมกับ เซบีย่า เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการมีผู้เล่นที่จ่ายบอลได้ดีอีกคนอยู่ในแดนกลาง เมื่อ กือแลร์ ทำประตูได้และมีส่วนช่วยสร้างโอกาสให้ เอ็มบัปเป้ ยิงประตูแรก

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่โครงสร้างการเล่นโดยรวม การประสานงานในแดนกลางของ "เปแอสเช" เป็นผลมาจากความสัมพันธ์ในการเล่นที่ทีมพัฒนาร่วมกันมาเป็นเวลานาน การเลือกใช้ กือแลร์ ไม่ได้หมายความว่า เรอัล มาดริด จะสามารถรับมือกับการเพรสซิ่งได้ดีเหมือน "เปแอสเช" โดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับการส่งผู้เล่นที่วิ่งหาพื้นที่เก่งลงสนาม ก็ไม่ได้รับประกันว่าทีมจะควบคุมเกมได้ดีขึ้น มูรินโญ่ ควรวางลำดับการเล่นให้ชัดเจน เริ่มจากการเชื่อมบอลจังหวะแรกอย่างปลอดภัย มีผู้เล่นคอยสนับสนุนคนที่รับบอล และส่งผู้เล่นวิ่งเติมขึ้นหน้าเมื่อมีช่องจ่ายบอล

3. ใช้ลูกเตะมุมและจังหวะสกัดบอลเป็นโอกาสต่อยอดเกมรุก

ลูคัส เอร์นานเดซ ช่วยให้ "เปแอสเช" กลับขึ้นมานำอีกครั้งด้วยการโหม่งทำประตูจากลูกเตะมุมที่ ดูเอ้ เป็นคนเปิดให้ ต่อมา วิตินญ่า ทำประตูได้หลังจากลูกเปิดของ อาชราฟ ฮาคิมี่ ถูกสกัดออกมาได้เพียงบางส่วน โดยเขาพักบอลด้วยหน้าอกก่อนยิงจากบริเวณนอกกรอบเขตโทษ ทั้งสองประตูเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมคือการให้รางวัลแก่ผู้เล่นที่เตรียมพร้อมเมื่อโอกาสมาถึง

เรอัล มาดริด มีตัวอย่างที่ชัดเจนของตัวเองอยู่แล้วเช่นกัน โดยเกมคัมแบ็กที่พบกับ โรม่า เกิดขึ้นจากการเล่นลูกเตะมุมสามครั้ง ซึ่งลูกเปิดของ กือแลร์ เป็นจุดเริ่มต้นของประตูจาก การ์ลอส เอสปี, เอ็นดริค และ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ในเกมกับ บาร์เซโลน่า เป้าหมายจึงไม่ควรเป็นเพียงการส่งผู้เล่นเข้าไปยืนใกล้ผู้รักษาประตูให้มากขึ้นเท่านั้น มูรินโญ่ จำเป็นต้องวางผู้เล่นให้วิ่งโจมตีพื้นที่คนละแนว มีผู้เล่นพร้อมเก็บบอลกระฉอก และมีอีกคนยืนรอรับบอลอยู่บริเวณนอกวงปะทะกลางอากาศ หากผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามสกัดบอลออกมาได้เพียงบางส่วน จังหวะดังกล่าวก็สามารถกลายเป็นโอกาสทำประตูครั้งใหม่ได้ หากผู้เล่นที่รับบอลต่ออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญคือความสมดุลของทีม การส่ง รือดิเกอร์ หรือ อิบราฮิม่า โกนาเต้ ขึ้นไปเล่นเกมรุก พร้อมเพิ่มผู้เล่นแดนกลางอีกคนบริเวณขอบเขตโทษ จะทำให้มีผู้เล่นเหลือน้อยลงสำหรับรับมือกับการเล่นบอลจังหวะแรกของบาร์ซ่า ซึ่ง เรอัล มาดริด จึงต้องกำหนดให้ชัดเจนก่อนเล่นลูกตั้งเตะว่าใครจะรับผิดชอบป้องกันการต่อบอลจังหวะแรกของคู่แข่ง 

นอกจากนี้ พวกเขาไม่ควรคาดหวังว่า กือแลร์ หรือกองกลางคนอื่นจะสามารถยิงประตูแบบที่ วิตินญ่า ทำได้ทุกครั้ง สิ่งที่สามารถฝึกฝนและทำซ้ำได้คือการเตรียมพร้อมสำหรับการเล่นบอลจังหวะสอง ส่วนการจบสกอร์อย่างยอดเยี่ยมเป็นเพียงโบนัสที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมเท่านั้น

"เปแอสเช" แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของทั้งสองส่วน และ เรอัล มาดริด ควรเน้นสร้างความพร้อมสำหรับการเล่นบอลจังหวะสองให้แข็งแกร่ง แทนที่จะฝากความหวังไว้กับการจบสกอร์จังหวะแรกเพียงอย่างเดียว 

4. ใช้การเติมเกมของฟูลแบ็กเปิดพื้นที่ให้กองกลางสอดเข้าเขตโทษ

ประตูที่สี่ของ "เปแอสเช" เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการเล่นที่ มูรินโญ่ ควรศึกษา ฮาคิมี่ เติมเกมรุกตัดเข้าใน ก่อนเปิดบอลข้ามหน้าประตูไปให้ ฟาเบียน รูอิซ วิ่งเข้ามาถึงพื้นที่ฝั่งไกลและจบสกอร์ ความสนใจของแนวรับ บาร์เซโลน่า ถูกดึงไปที่บอลและผู้เล่นอันตรายในพื้นที่ตรงกลางที่อยู่ใกล้ตัว ขณะที่กองกลางรายนี้กลายเป็นคนจบสกอร์

เรอัล มาดริด สามารถสร้างความสัมพันธ์ในการเล่นลักษณะเดียวกันผ่านฝั่งขวาได้ แต่รายละเอียดจะเปลี่ยนไปตามผู้เล่นที่ใช้งาน เดนเซล ดุมฟรีส์ สามารถเติมเกมขึ้นสูงได้ ขณะที่ เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ มีรูปแบบการเล่นอีกแบบหนึ่ง แม้จะเริ่มต้นจากตำแหน่งเดียวกันก็ตาม ส่วน เบลลิงแฮม สามารถสอดจากแดนกลางเข้าโจมตีพื้นที่ในเขตโทษ โดยมี คีลิยัน เอ็มบัปเป้ คอยดึงตัวประกบหรือเคลื่อนที่ตัดผ่านแนวเซ็นเตอร์แบ็ก

หัวใจสำคัญอยู่ที่จังหวะเวลา ผู้เล่นที่วิ่งสนับสนุนต้องเติมเข้ามาในช่วงที่แนวรับกำลังรับมือกับกองหน้าและการเปิดบอล ไม่ใช่ยืนอยู่เคียงข้างแนวรุกตลอดทั้งจังหวะขึ้นเกม

การจัดตัวของ มูรินโญ่ ในเกมกับ เซบีย่า เป็นตัวอย่างที่ช่วยเตือนให้เห็นถึงข้อควรระวัง เขาเลือกใช้ วัลเวร์เด้ ยืนด้านหลัง เอ็นดริค เพราะต้องการฟูลแบ็กที่สามารถถอยลงไปเล่นในตำแหน่งลึกกว่าเดิมและมีส่วนร่วมกับการขึ้นเกมด้วยการครองบอล แม้จะมี ดุมฟรีส์และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ พร้อมใช้งานก็ตาม

การเลียนแบบความดุดันในการเติมเกมของ ฮาคิมี่ จึงอาจทำให้สมดุลของทีมเปลี่ยนไป หากแบ็กขวาเติมขึ้นสูงและ เบลลิงแฮม สอดเข้าเขตโทษพร้อมกัน ชูอาเมนี่ ก็จำเป็นต้องมีผู้เล่นคอยสนับสนุน ไม่ใช่ถูกปล่อยให้รับผิดชอบป้องกันพื้นที่ตรงกลางทั้งหมดเพียงลำพัง

เรอัล มาดริด สามารถนำรูปแบบการเติมเข้าทำอย่างประสานงานกันมาใช้ได้ แต่ต้องแลกกับการจัดวางผู้เล่นอีกคนให้คอยรักษาตำแหน่งสนับสนุนเกมรับอย่างเหมาะสมด้วย



ที่มาของภาพ : Reuters
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport