ลิเวอร์พูล กลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งในเกมบุกไล่ทุบ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส สกอร์ 3-1 ศึกเอฟเอ คัพ รอบ 5 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยนอกจากจะเป็นการแก้แค้นทัพ "หมาป่า" ที่ทำแสบเอาไว้ในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ยังเป็นการเขี่ยคู่แข่งร่วงตกรอบด้วย ขณะเดียวกับ โม ซาลาห์ เริ่มส่งสัญญาณที่น่าสนใจหลังซัดประตูให้ทีมสองเกมติดต่อกัน ซึ่งหาก "บังโม" รักษามาตรฐานการจบสกอร์ได้ยอดเยี่ยมแบบนี้ต่อไป ก็อาจช่วยทีมลุ้นความสำเร็จในฤดูกาลนี้ได้
1. รสชาติการแก้แค้นช่างหอมหวาน
ลิเวอร์พูล เพิ่งโดน วูล์ฟส์ เผาเครื่องในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ดังนั้นแมตช์นี้พวกเขาจึงพกความแค้นมาเต็มกระเป๋า และหวังจะเอาคืนให้ได้ ซึ่งเห็นได้ชัดตั้งแต่ต้นเกมที่นักเตะทุกคนพยายามกดดันใส่เจ้าบ้านจนแทบไม่ได้หายใจ
ทัพ "หงส์แดง" สร้างโอกาสได้เยอะมากในครึ่งแรก แต่การยิงตรงกรอบอาจจะไม่ค่อยมีมากนัก ขณะที่ครึ่งหลังยังคงครองเกมได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และตะบันสามประตู ฟอร์มโดยรวมทั้งเกมนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ หากมองจากเกมเมื่อสามวันที่แล้ว โดยเฉพาะความกระตือรือร้นของนักเตะที่แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
การบุกมาชนะที่โมลินิวซ์ กราวนด์ ถือเป็นชัยชนะที่หอมหวาน และเป็นการแก้แค้นที่สะใจสำหรับ สาวก "เดอะ ค็อป" เพราะพวกเขาได้เอาคืนทัพ "หมาป่า" พร้อมกับโบนัสตีตั๋วเข้าไปสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย หรือรอบก่อนรองชนะเลิศ ได้อย่างยอดเยี่ยม
2. วูล์ฟส์ สู้ด้วยมุกเดิมแต่ไม่สำเร็จ
วูล์ฟส์ พยายามเล่นเหมือนกับเกมที่พวกเขาชนะ ลิเวอร์พูล เมื่อสามวันก่อน โดยเน้นเกมรับเหนียวแน่น และรอจังหวะสวนกลับ แต่สำหรับแมตช์นี้พวกเขาฟอร์มไม่เหมือนกับเกมที่แล้ว ขณะที่ "หงส์แดง" ก็ไม่ได้เล่นแย่เหมือนเมื่อวันเสาร์ด้วย
สิ่งที่ทัพ "หมาป่า" ทำได้ดีก็คือการเล่นได้อย่างเหนียวแน่นในครึ่งแรก แต่การสวนกลับน่าผิดหวังมากๆ เพราะทีมโยนบอลสะปะสะเปะทำให้แนวรุกไม่มีโอกาสได้ครองบอลเพื่อกดดันเกมรับทีมเยือน
ขณะที่ครึ่งหลังต้องบอกว่า วูล์ฟส์ โดน ลิเวอร์พูล ปิดโอกาสในการขึ้นเกมบุกแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แถมเกมรับของพวกเขาก็ทำนบแตกโดนทีมเยือนจัดหนักแบบทบต้นทบดอกสามเม็ด พ่ายแพ้แบบหมดรูป
หากมองในแง่บวกการตกรอบเอฟเอ คัพ น่าจะทำให้ วูล์ฟส์ มีสมาธิในการเล่นเพื่อความอยู่รอดในศึกพรีเมียร์ลีก แม้โอกาสอาจจะเหลือน้อยเต็มที่ ดังนั้นการไม่เหลือโปรแกรมอื่นแล้ว คงทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นอย่างเต็มทีมในเกมลีก
3. ซาลาห์ ตะบันต่อเนื่อง
หลังจากซัดประตูแรกในเกมพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน ในเกมที่แพ้ วูล์ฟส์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ สามารถกลับมามีชื่อบนสกอร์บอร์ดในฐานะคนทำประตูได้อีกครั้ง
แม้ว่าเกมนี้จะไม่ใช่ฟอร์มการเล่นที่ดุดันและเฉียบคมแบบที่แฟนบอล "หงส์แดง" เคยเห็นเป็นประจำในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในฐานะคีย์แมนของทีม แต่ก็ยังมีสัญญาณเชิงบวกหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกมีกำลังใจจากการเห็น "บังโม" อยู่ในสนาม
ซาลาห์ อาจจะเล่นไม่ค่อยดีนักในครึ่งแรก แต่สำหรับครึ่งหลังเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับประตูปลดล็อกของทีม เมื่อโชว์ลีลาลากเลื้อยก่อนส่งให้ เคอร์ติส โจนส์ ที่ผ่านบอลไปให้ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ตะบันด้วยอีซ้ายบอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างงดงาม และอีกไม่กี่นาทีเจ้าตัวก็ซัดประตูให้ทีม 2-0
ที่สำคัญประตูของ "น้าโม" ในเกมถลุง วูล์ฟส์ ยับไม่นับญาติเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ถือเป็นประตูที่ 254 ของเขาในสีเสื้อลิเวอร์พูล โดยตัวเลขดังกล่าวทำให้ ซาลาห์ ยิงประตูแซง เวย์น รูนี่ย์ ซึ่งป็นดาวซัลโวตลอดกาลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำไว้ 253 ประตู ไปเรียบร้อยแล้ว
4. เจ้าหนูริโอเฉิดฉายสมใจอยาก
กระแสเรียกร้องให้ ริโอ เอ็นกูโมฮา ลงตัวจริงมีออกมาอย่างต่อเนื่อง และเกมนี้ อาร์เน่อ สล็อต จัดให้สมใจอยากสาวก "เดอะ ค็อป" โดยนักเตะก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังเมื่อทำผลงานได้โดดเด่นเหลือเกิน
เจ้าหนูวัย 17 ปี แสดงให้เห็นถึงการกล้าเล่น กล้ากระชากบอลใส่คู่แข่งที่อายุมากกว่า ที่สำคัญเขาเชื่อมั่นในศักยภาพและความเร็วของตนเองอย่างมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงออกมาผ่านฟอร์มที่น่าทึ่งของเจ้าตัวจริงๆ
ทุกครั้งที่ได้โอกาสจับบอล เอ็นกูโมฮา สามารถสร้างอิมแพ็คด้วยการเลี้ยงที่คล่องแคล่วว่องไว เล่นงานเกมรับของ วูล์ฟส์ จนปั่นป่วน แถมยังมีโอกาสยิงประตู 2-3 ครั้งแต่ยังขาดความเฉียบคมเท่านั้น
ผลงานของ เอ็นกูโมฮา ในเกมนี้น่าจะสะกิดใจ โค้ชอาร์เน่อ ว่ามีของดีอยู่ในทีมก็ควรให้โอกาสลงสนามมากขึ้น เชื่อว่านักเตะสามารถสร้างความแตกต่างในเกมรุกฝั่งซ้ายได้มากกว่า โกดี้ คักโป แน่นอน
5. ลุ้นมีโทรฟี่แชมป์ประดับสโมสร
แฟนบอลลิเวอร์พูลรู้อยู่เต็มอกว่าทีมรักของพวกเขาไม่มีทางที่จะป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีได้แล้ว แต่อย่างน้อยๆ พวกเขาก็ยังมีโอกาสที่จะเห็น "หงส์แดง" คว้าโทรฟี่แชมป์มาประดับตู้โชว์ในถิ่นแอนฟิลด์ 1 หรือ 2 รายการ
"เดอะ เร้ดส์" ทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ทำให้เส้นทางการลุ้นแชมป์ฟุตบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกยังเหลืออยู่ ขณะที่ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มีคิวปะทะ กาลาตาซาย และถ้าหากรักษามาตรฐานการเล่นเหมือนเกมชนะ วูล์ฟส์ โอกาสที่พวกเขาจะได้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปก็มีสูงมาก
ตอนนี้การลุ้นความสำเร็จที่เป็นส่งจับต้องได้อย่างถ้วยแชมป์ถือเป็นสิ่งที่สาวก "เดอะ ค็อป" ต้องการ แต่ในขณะเดียวกันการจบอันดับท็อปโฟร์ หรือท็อปไฟว์เพื่อคว้าโควตาไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ก็มีความหมายเช่นกัน ซึ่งหาก ลิเวอร์พูล ทำได้ตามเป้าหมายนี้ นั่นก็ถือว่า "หงส์แดง" มีซีซั่นที่น่าจดจำ!!!