แชมเปี้ยนชิพขยายเพลย์ออฟเลื่อนชั้น 6 ทีม เริ่มฤดูกาล 2026/27

แชมเปี้ยนชิพขยายเพลย์ออฟเลื่อนชั้น 6 ทีม เริ่มฤดูกาล 2026/27
อีเอฟแอล ไฟเขียวปรับรูปแบบเพลย์ออฟ แชมเปี้ยนชิพ จาก 4 เป็น 6 ทีม เริ่มใช้ฤดูกาล 2026/27 เปิดโอกาสทีมอันดับ 3-8 ลุ้นเลื่อนชั้นสู่ พรีเมียร์ลีก มากขึ้น

การแข่งขันเพลย์ออฟของศึก อีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิพ เตรียมมีการปรับรูปแบบครั้งสำคัญ หลังบรรดาสโมสรในลีกลงมติอนุมัติให้ขยายจำนวนทีมจาก 4 เป็น 6 ทีม โดยจะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ฤดูกาล 2026/27 เป็นต้นไป

รูปแบบใหม่นี้จะเปิดโอกาสให้ทีมที่จบอันดับ 3 ถึง 8 ของตารางคะแนนฤดูกาลปกติ ได้สิทธิ์แข่งขันเพื่อลุ้นเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีความคล้ายคลึงกับระบบที่ใช้ใน เนชันแนล ลีก หรือลีกระดับดิวิชั่น 5 ของเกาะอังกฤษ

ภายใต้ระบบดังกล่าว ทีมที่จบอันดับ 3 และ 4 จะผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศโดยอัตโนมัติ ขณะที่รอบก่อนรองชนะเลิศจะเป็นการแข่งขันแบบนัดเดียวรู้ผล โดยทีมอันดับ 5 จะเปิดบ้านพบอันดับ 8 และทีมอันดับ 6 จะพบอันดับ 7

จากนั้นรอบรองชนะเลิศยังคงแข่งขันแบบเหย้า-เยือน ส่วนรอบชิงชนะเลิศจะยังคงจัดขึ้นที่สนาม เวมบลีย์ สเตเดี้ยม ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะขยายจำนวนทีมเพลย์ออฟทั้งใน ลีก วัน และ ลีก ทู

ข้อเสนอดังกล่าวถูกพิจารณามาเป็นเวลาหลายฤดูกาล ก่อนจะได้รับการอนุมัติจากทั้งคณะกรรมการฟุตบอลลีกอังกฤษ (อีเอฟแอล) และ สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ)

แถลงการณ์ของ อีเอฟแอล ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความเข้มข้นของการแข่งขันในช่วงท้ายฤดูกาล รวมถึงเปิดโอกาสให้ อีกสองสโมสร มีลุ้นผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศที่ เวมบลีย์ และก้าวขึ้นสู่ พรีเมียร์ลีก

เดิมทีระบบเพลย์ออฟของลีกระดับดิวิชั่น 2 อังกฤษใช้รูปแบบ 4 ทีม มาตั้งแต่เริ่มนำมาใช้ในฤดูกาล 1986/87 โดยในซีซั่นที่ผ่านมา ทีมอันดับ 8 มิลล์วอลล์ เก็บได้ 66 คะแนน พลาดโควตาเพลย์ออฟไปเพียงเล็กน้อย ขณะที่ บริสตอล ซิตี้ คว้าอันดับสุดท้ายของโซนเพลย์ออฟด้วย 68 คะแนน ส่วน เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่จบอันดับ 3 มีถึง 90 คะแนน แต่พ่าย ซันเดอร์แลนด์ ในรอบชิงชนะเลิศ

ขณะเดียวกัน เนชันแนล ลีก ยังเดินหน้าผลักดันแคมเปญ 3UP เพื่อเพิ่มโควตาเลื่อนชั้นเป็น 3 ทีม โดยสโมสรต่าง ๆ ได้มีการหารือเรื่องแนวทางปรับโครงสร้างร่วมกันในการประชุมใหญ่สัปดาห์นี้ แม้ยังไม่มีการลงมติอย่างเป็นทางการก็ตาม



ที่มาของภาพ : -
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport