เส้นทางชีวิต บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ตำนานกองกลางบาเยิร์น มิวนิค และทีมชาติเยอรมัน เจ้าของฉายา "Fußballgott" ผู้พาทีมคว้าแชมป์โลกปี 2014
ในโลกของฟุตบอล คำว่า "พระเจ้า" มักถูกสงวนไว้สำหรับผู้เล่นที่มีพรสวรรค์เหนือมนุษย์อย่าง เปเล่, มาราโดน่า หรือ เมสซี่
แต่สำหรับชาวบาวาเรียน ณ สนาม อัลลิอันซ์ อารีน่า พวกเขามีพระเจ้าในแบบของตัวเอง พระเจ้าที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก
พระเจ้าที่เคยทำผิดพลาดจนคนทั้งเมืองต้องหลั่งน้ำตา และพระเจ้าที่พร้อมจะวิ่งจนเลือดอาบหน้าเพื่อให้ทีมไปถึงฝั่งฝัน
นี่คือเรื่องราวของ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ชายผู้ถูกขนานนามว่า "Fußballgott"
ติดตามเรื่องราวของตำนานจอมทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์เยอรมัน พร้อมกันที่ Siamsport
ทางแยกที่เทือกเขาแอลป์
ก่อนจะมาเป็นจอมทัพหมายเลข 31 ชไวน์สไตเกอร์ เติบโตมาในโอเบอร์เอาดอร์ฟ แถบอัปเปอร์บาวาเรีย เขาไม่ได้มีแค่พรสวรรค์ด้านฟุตบอล
แต่เขายังเป็น "นักสกี" ระดับเยาวชนที่เก่งกาจขนาดเคยเอาชนะ เฟลิกซ์ นอยรอยเธอร์ (ซึ่งต่อมากลายเป็นนักสกีระดับโลก) มาแล้วหลายครั้ง
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาอายุ 13 ปี เมื่อต้องเลือกระหว่างเส้นทางสีขาวบนภูเขาหิมะกับพื้นหญ้าสีเขียวของ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค … สุดท้ายเขาเลือกฟุตบอล และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทาง 17 ปีในถิ่นมิวนิคที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล
ในช่วงแรก ชไวนี่ เริ่มต้นในฐานะ "ปีก" ตัวจี๊ดที่มีจุดเด่นเรื่องความคล่องตัวและทรงผมสุดเฟี้ยว
เขามีภาพลักษณ์ของหนุ่มเจ้าสำราญที่เป็นขวัญใจแท็บลอยด์จนเคยได้รับฉายาว่า "Rebel" หรือไอ้หนุ่มจอมขบถนอกสนาม
แต่ทว่าพรสวรรค์ในตำแหน่งปีกของเขากลับไปไม่ถึงระดับโลก เพราะเขาขาด "ความเร็ว" ที่เป็นหัวใจสำคัญของตำแหน่งนั้น
อัจฉริยะในที่ผิดทาง
หากไม่มี หลุยส์ ฟาน กัล เราอาจจดจำ ชไวน์สไตเกอร์ ในฐานะปีกเกรดบีที่ถูกลืม
กุนซือชาวดัตช์มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เขาจับ ชไวนี่ หุบเข้ามาเล่นเป็น "กองกลางตัวกลาง" และนั่นคือการตัดสินใจที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์
ชไวน์สไตเกอร์ เปลี่ยนจากนักเตะที่ใช้ความเร็วขา เป็นนักเตะที่ใช้ "ความเร็วทางความคิด"
เขาเรียนรู้การคุมจังหวะเกม การอ่านพื้นที่ และการเป็น "Lynch-pin" หรือแกนกลางที่ทีมขาดไม่ได้
เขากลายเป็นหัวใจสำคัญที่พาทีมสร้างปาฏิหาริย์ที่ตูรินในปี 2009 และก้าวขึ้นสู่ระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ
จุ๊ปป์ ไฮน์เกส อดีตบรมกุนซือบาเยิร์น เคยกล่าวว่าเขาให้ความไว้วางใจและมอบความรับผิดชอบให้ชไวนี่ร่วมกับ ฟิลิปป์ ลาห์ม ในฐานะกลุ่มผู้นำของทีม
ไฮน์เกส สอนบทเรียนสำคัญว่า "แค่ 99% นั้นไม่พอ" ทุกวินาทีในสนามต้องแลกมาด้วยความทุ่มเทสูงสุด และนั่นกลายเป็นดีเอ็นเอของเขาตั้งแต่นั้นมา
ชไวน์สไตเกอร์ รักและเคารพ จุ๊ปป์ ไฮน์เกส มากถึงขนาดที่ว่ายกให้เขาเป็นกุนซือที่ดีที่สุดที่เคยร่วมงานมาในชีวิต “เพราะเขามีวิธีการพูดปลุกใจทีมที่ยอดเยี่ยมมาก”
“เขามีสัญชาตญาณที่ดีในการรักษาสมดุลระหว่างความเป็นมืออาชีพและการสร้างสปิริตที่ดีภายในทีม และสุดท้ายพวกเราก็คว้าแชมป์มาได้มากมายร่วมกับเขา ซึ่งนั่นทำให้พวกเรามีความผูกพันกันมาก” บาสเตียน กล่าวกับทีมงานสยามสปอร์ต
ฝันร้ายที่เกือบทำลายชีวิต
ปี 2012 คือปีที่มืดมนที่สุด "นัดชิงชนะเลิศในบ้านตัวเอง" กับ เชลซี ชไวน์สไตเกอร์ ก้าวออกไปสังหารจุดโทษลูกสุดท้าย แต่เขายิงไม่เข้า
ภาพที่เขายืนเอาเสื้อคลุมหน้าด้วยความสิ้นหวังกลายเป็นสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร
ในช่วงเวลานั้น เขาถูกตราหน้าว่าเป็น "Archetypal Nearly Man" หรือ "เจ้าพ่อรองแชมป์" ผู้ล้มเหลวในนัดชิงครั้งแล้วครั้งเล่า (2010 และ 2012)
แต่สิ่งที่ทำให้ ชไวนี่ กลายเป็น "พระเจ้า" ในสายตาแฟนบอล ไม่ใช่เพราะเขาไม่เคยแพ้ แต่เพราะเขา "ลุกขึ้นสู้" เสมอ
เพียง 371 วันหลังจากคืนที่เลวร้าย เขากลับมายืนที่สนามเวมบลีย์ ล้างตาคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2013 ได้สำเร็จ
ก่อนจะส่งท้ายความยิ่งใหญ่ด้วยการเป็น "นักรบจอมทัพ" ในฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ภาพใบหน้าที่เปื้อนเลือดจากการถูกปะทะในนัดชิงชนะเลิศกับ อาร์เจนติน่า แต่เขายังคงวิ่งสู้จนวินาทีสุดท้าย คือเครื่องพิสูจน์ถึงจิตวิญญาณ "Mr. Never Say Die" ของเขาอย่างแท้จริง
บทเรียนสุดท้ายที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด และการพักพิงที่ชิคาโก
ชีวิตค้าแข้งช่วงท้ายของเขาที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจดูเหมือนล้มเหลวในสายตาคนนอก เขาเผชิญกับอาการบาดเจ็บรบกวนและถูก โชเซ่ มูรินโญ่ ลดชั้นไปซ้อมกับทีม U-23
แต่นั่นกลับยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพขั้นสูงสุด เขาไม่เคยออกมาโจมตีสโมสร และก้มหน้าก้มตาซ้อมจน มูรินโญ่ ต้องออกมายอมรับในภายหลังว่า "รู้สึกเสียใจ" กับสิ่งที่ทำลงไป
ชไวนี่ เลือกไปปิดฉากอาชีพที่ ชิคาโก ไฟร์ ในสหรัฐอเมริกา ที่นั่นเขาไม่ได้แค่ไปเตะฟุตบอลเพื่อเงิน แต่เขาไปเพื่อ "สนุก" กับฟุตบอลอีกครั้งในตำแหน่ง "สวีปเปอร์" ที่ต้องใช้สมองมากกว่ากำลัง
กุนซือของชิคาโก นิยามความยิ่งใหญ่ของเขาไว้สั้น ๆ ว่า "เขาคือผู้เล่นที่สมบูรณ์แบบที่เยอรมันเรียกเขาว่า Fußballgott เพราะเขาคือตัวแทนของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกฟุตบอล"
ในวันที่เขาประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2019 เขาจากไปพร้อมถ้วยรางวัล 27 รายการ และสถิติลงเล่นให้ทีมชาติ 121 นัด
แต่ตัวเลขเหล่านี้เทียบไม่ได้เลยกับ "ความรัก" ที่แฟนบอลมีให้
ภายหลัง ชไวน์สไตเกอร์ ออกมาเผยความจริงถึงที่มาของฉายานี้ผ่านทีมงานของสยามสปอร์ต โดยเขากล่าวว่า “จำได้ว่าตอนที่ผมยังเล่นอยู่ในทีมเยาวชนและได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ บาเยิร์น มิวนิก ในปี 2002”
“หลังจากนั้นไม่นาน บรรดากองเชียร์ก็เริ่มมอบฉายานั้นให้กับผม และมันยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งแน่นอนว่า คุณอาจจะต้องทำผลงานให้ดีมาก ๆ ด้วย”
“แต่สำหรับผม สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือการคว้าแชมป์ให้ได้มากมายกับ บาเยิร์น มิวนิก และการได้มีโอกาสลงเล่นให้กับหนึ่งในสโมสรที่ดีที่สุดในโลกเป็นระยะเวลานานขนาดนี้ถือเป็นเกียรติสำหรับผมอย่างมาก”
บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ คือข้อพิสูจน์ว่า ความยิ่งใหญ่ไม่ได้วัดกันที่จำนวนครั้งที่ชนะ แต่อยู่ที่ว่าคุณลุกขึ้นมาได้อย่างไรหลังจากพ่ายแพ้
เขาไม่ใช่พระเจ้าที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง แต่เป็นพระเจ้าที่พร้อมจะลงมาคลุกฝุ่น หลั่งเลือด และเจ็บปวดไปพร้อมกับแฟนบอล
เหมือนคำพูดสุดท้ายในวันอำลาสนามของเขาที่อัลลิอันซ์ อารีน่า ท่ามกลางเสียงตะโกน "Fußballgott" ที่ก้องกังวาลไปทั่วสนาม...
ตัน กวาร์ดิโอล่า