เหรียญทองประวัติศาสตร์ใน เอเชียนเกมส์ 2026 ของ “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ไม่ได้เกิดขึ้นจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว
โดยเบื้องหลังเส้นทางจากเด็กนักแบดมินตันเยาวชน สู่การคว้าเหรียญทอง เอเชียนเกมส์ 2026 คือการทำงานร่วมกันของทีมงานหลายฝ่าย
และหนึ่งในบุคคลสำคัญที่อยู่กับ วิว มาตลอดเส้นทางคือ “โค้ชเป้” ภัททพล เงินศรีสุข
อย่างไรก็ดี บทบาทของ โค้ชเป้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการวางแท็กติกข้างสนาม
แต่ครอบคลุมตั้งแต่การปลูกฝังทัศนคติ การพัฒนาร่างกาย การบริหารช่วงเวลาการฝึกซ้อม ไปจนถึงการดูแลสภาพจิตใจ และสร้างทีมงานรอบตัวนักกีฬา
ย้อนกลับไปสมัยที่ วิว กุลวุฒิ เข้ามาอยู่กับบ้านทองหยอด ตั้งแต่อายุ 11 ปี พร้อมกับเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยากก้าวไปถึงระดับโลก และต้องการเดินตามรอยรุ่นพี่อย่าง “เมย์” รัชนก อินทนนท์
อย่างไรก็ตามแต่ เส้นทางของ วิว ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเร่งฝึกซ้อมอย่างหนักทันที
เพราะสิ่งที่ โค้ชเป้ ให้ความสำคัญตั้งแต่แรกคือ "ทัศนคติและนิสัยของนักกีฬา" โดยเขามองว่าทักษะสามารถฝึกฝนเพิ่มเติมได้ แต่การสร้างคนและปลูกฝัง Mindset ต้องใช้เวลามากกว่า
นอกจากนี้แนวคิดเรื่องความถ่อมตัว ความกตัญญู การเคารพผู้อื่น และความพร้อมที่จะเรียนรู้ จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวิวตั้งแต่ระดับเยาวชน
บ้านทองหยอด ยังทำงานร่วมกับทีมผู้ฝึกสอนหลายคน โดยมี “โค้ชดม” อุดม เหลืองเพชราภรณ์ เข้ามามีบทบาทในการพัฒนา วิว ในช่วงเยาวชน ก่อนที่ วิว จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักแบดมินตันเยาวชนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของไทย ด้วยการคว้าแชมป์เยาวชนโลก 3 สมัยติดต่อกัน
นั่นคือรากฐานสำคัญก่อนที่ วิว จะก้าวเข้าสู่การแข่งขันระดับอาชีพอย่างเต็มตัว
เมื่อ วิว เข้าสู่ช่วงอายุประมาณ 18 ปี โค้ชเป้ เข้ามาดูแลการฝึกซ้อมอย่างใกล้ชิดมากขึ้น พร้อมปรับแนวทางการพัฒนาร่างกายให้เหมาะสมกับนักกีฬาที่กำลังก้าวสู่ระดับโลก
บทเรียนหนึ่งที่ถูกนำมาปรับใช้คือ ประสบการณ์จากการพัฒนานักกีฬารุ่นก่อนหน้า โดยเฉพาะกรณีของ รัชนก ซึ่งเคยผ่านช่วงเวลาที่ร่างกายต้องรับภาระจากการแข่งขันและการฝึกซ้อมอย่างหนัก
แนวคิดสำคัญจึงกลายเป็นการ “ค่อยเป็นค่อยไป” ... เพราะไม่ว่านักกีฬาจะมีความสามารถมากเพียงใด ก็ไม่สามารถฝืนข้อจำกัดของร่างกายได้ตลอดเวลา
การดูแล วิว จึงไม่ได้มองแค่เรื่องการตีแบดมินตัน แต่รวมถึง Body Control การควบคุมน้ำหนัก สัดส่วนไขมัน การสร้างมวลกล้ามเนื้อ โภชนาการ และการวางแผนการฝึกซ้อม
หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือ" Periodization" ตรงนี้สำคัญมาก ๆ ในนักกีฬา ถ้าใครเรียนวิทย์กีฬาเหมือนผมจะรู้ดี
เพราะการวางแผนการฝึกซ้อมเป็นช่วง ๆ เพื่อบริหารภาระการฝึกและการแข่งขัน รวมถึงพยายามทำให้ร่างกายมีความพร้อมในช่วงรายการสำคัญ
ทั้งหมดนี้คือ การรู้ว่า เมื่อไหร่ควรหนัก เมื่อไหร่ควรพัก และเมื่อไหร่ร่างกายควรไปถึงจุดพีค
อีกบทบาทหนึ่งที่เห็นได้ชัดของโค้ชเป้คือการทำงานด้านจิตใจระหว่างการแข่งขัน
ภาพจากการแข่งขันโอลิมปิก ปารีส 2024 ทำให้แฟนกีฬาจำนวนมากได้เห็นการสื่อสารระหว่าง โค้ชกับวิว ในช่วงพักเบรก โดยเฉพาะเกมที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ โค้ชเป้ ไม่ได้พยายามเพิ่มความกดดันให้ลูกศิษย์ด้วยการพูดถึงชัยชนะเพียงอย่างเดียว แต่พยายาม ดึง วิว กลับมาอยู่กับเกมตรงหน้า
ในรอบชิงชนะเลิศกับ วิคเตอร์ คำพูดของ โค้ชเป้ บอกกับ วิว ว่า ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไร สิ่งที่ วิว ได้รับจากการเผชิญหน้ากับนักกีฬาระดับสุดยอดคือประสบการณ์ที่หาไม่ได้
พูดแบบภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ว่ามันคือ สิ่งที่บอกว่า วิว ต้องเรียนรู้จากสถานการณ์ มากกว่าจมอยู่กับผลแพ้ชนะนั่นเอง
เมื่อรวมเข้ากับการทำงานด้านสมาธิและสภาพจิตใจ มันช่วยให้ วิว รับมือกับการแข่งขันระดับสูงที่เต็มไปด้วยแรงกดดันได้ดีขึ้น
ซึ่งทุกความสำเร็จของ วิว กุลวุฒิ ไม่ใช่ผลงานของเขาคนเดียว เพราะบทบาทสำคัญของ โค้ชเป้ อีกด้านคือ การทำหน้าที่เหมือน ผู้วางระบบ และประสานงานทีมงานหลายส่วนให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
ไล่ตั้งแต่ทั้ง ทีมผู้ฝึกสอน, ทีมวิทยาศาสตร์การกีฬา, นักกายภาพ, นักจิตวิทยา และนักโภชนาการ ต่างเข้ามามีส่วนในการพัฒนา วิว ด้วยเช่นกัน
หนึ่งในทีมงานที่ทำงานร่วมกันคือ “โค้ชอาร์ท” พ.ต.ท. พงศ์พณัฐ กฤตานุกูลย์ รวมถึงทีมวิทยาศาสตร์การกีฬาและการฟื้นฟูร่างกายของ “โค้ชดุล” อับดุล อุ่นอำไพ
นี่คือ กระบวนการสร้างนักกีฬายุคใหม่ที่ไม่ได้พึ่งพาแค่โค้ชคนเดียวเหมือนในอดีต แต่อาศัยทั้งองค์ความรู้จากศาสตร์หลาย ๆ เข้ามาประกอบกัน ทั้งหมดถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันจน วิว สามารถก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีระดับสูงสุดของโลก
กล่าวคือ ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา โค้ชเป้ มีบทบาททั้งในฐานะผู้ฝึกสอน ผู้วางแผน ผู้ประสานงาน และคนที่คอยประคับประคอง วิว ในวันที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันครั้งใหญ่
จากเด็กวัย 11 ปีที่มีความฝันอยากเป็นแชมป์โลกและแชมป์โอลิมปิก มาวันนี้ความฝันนั้นได้กลายเป็นความจริงไปแล้วส่วนหนึ่ง
และเบื้องหลังความสำเร็จนั้น คือการเดินทางร่วมกันของ “วิว กุลวุฒิ” กับทีมบ้านทองหยอด ที่ใช้เวลาหลายปีในการสร้างนักแบดมินตันไทยคนหนึ่งให้ก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีระดับโลก