Wednesday, August 17, 2022
Wednesday, August 17, 2022
Homeคอลัมนิสต์นับถอยหลังสู่เกมแรกที่คราเวน ค็อตเทจ

นับถอยหลังสู่เกมแรกที่คราเวน ค็อตเทจ

จะอย่างไรก็ตาม ได้แชมป์ย่อมดีกว่าไม่ได้แชมป์อยู่แล้ว..

ผมเคยเขียนความรู้สึกแบบนี้ไว้เมื่อครั้งที่ลิเวอร์พูลเอาชนะเชลซีได้ในยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ปี 2019

ถ้าแพ้มันก็ไม่ได้แย่อะไร เกมนัดเดียว แชมป์ชนแชมป์ที่ไม่ได้มีเดิมพันอะไรสำคัญ ไม่ได้มีโควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มอบให้ ไม่ได้เป็นทัวร์นาเม้นต์ที่ต้องฟาดฟันต่อสู้กันมาในรอบอื่นๆ

แต่เมื่อทีมเอาชนะและคว้าโทรฟี่มาครองได้ มันก็เป็นความรู้สึกที่ดีกว่าจริงๆ

ยิ่งเมื่อลองจินตนาการว่าหากผลจบลงด้วยความพ่ายแพ้ บรรยากาศและอารมณ์​รื่นก็คงจะต่างกันมาก

ตัวรายการอาจไม่มีเดิมพันอะไรหรอกครับ แต่สิ่งที่ได้ตามมาต่างหากที่อาจสำคัญยิ่งกว่าถ้วยรางวัลที่จับต้องได้เสียอีก ด้วยสภาพแวดล้อมแห่งความเป็นผู้ชนะที่อบอวลอยู่รอบตัว เสียงไชโยโห่ร้องและรอยยิ้มของผู้คนรอบข้าง

Leicester, United Kingdom – JULY 30 : Liverpool’s Danwin Nunez with Trophy after The FA Community Shield match between Manchester City against Liverpool at King Power Stadium, on 30th July , 2022 at Leicester, United Kingdom. (Photo by Kieran Galvin/DeFodi Images via Getty Images)

มันโอบอุ้มเรา..

บรรยากาศแห่งชัยชนะล้อมรอบตัวเราซึมซับเข้าไปในตัว จากหนึ่งรายการเป็นสองรายการ จากสองรายการเป็นสามรายการ สี่รายการ ห้า หก เจ็ดรายการ.. จนกลายเป็นความเคยชิน

ทีมที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของความเป็นผู้ชนะอย่างต่อเนื่องย่อมได้รับการขัดเกลาให้มีหัวใจแห่งความเป็นผู้ชนะอยู่ในตัว.. โดยไม่รู้ตัว

ลิเวอร์พูลนับตั้งแต่ที่ได้ เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมเก็บเกี่ยวประสบการณ์แห่งความเป็นผู้ชนะมาตลอด ผมคิดว่ามันช่วยสร้างความเชื่อมั่นลึกๆ ในใจให้กับนักเตะ

เป็นเรื่องของ Mentality หรือความแข็งแกร่งทางจิตใจที่สำคัญไม่แพ้ Performance หรือผลงานการเล่นในสนามแข่ง

เรามองเห็น Performance เพราะมันปรากฏอยู่ตรงหน้า การเล่นที่ไหลลื่น การประสานงานที่รู้ใจ เกมรับที่เหนียวแน่น เกมรุกที่จัดจ้านเหล่านี้ล้วนเป็น Performance

ขณะที่ Mentality นั้นเรามองไม่เห็น เพียงแต่เราสามารถสัมผัสกับมันได้

มานึกย้อนกลับไปอีกที เจ็ดปีของคล็อปป์นั้นนักเตะลิเวอร์พูลมีสิ่งไม่เคยมีมานานอาจจะนับตั้งแต่ยุคยิ่งใหญ่ช่วงทศวรรษ 1980 นู่นเลย นั่นคือ Mentality ในภาพรวมที่แข็งแกร่งมาก

ความแข็งแกร่งจากภายใน ความมั่นคงที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกอุปสรรค มันก็คงไม่แปลกหรอกที่นักเตะลิเวอร์พูลจะลงสนามทุกเกมโดยไม่มีความหวาดหวั่นหรือยำเกรงใคร ก็เพราะพวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าเป็นรองใคร

ทีมที่เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก แชมป์ยุโรป แชมป์ซูเปอร์ คัพ แชมป์สโมสรโลก กวาดทุกแชมป์ในประเทศ เก็บทุกแชมป์ที่ลงแข่งนอกประเทศ

ในระหว่างนั้นยังเป็นรองแชมป์ยุโรปอีกสองครั้ง เป็นรองแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยคะแนนเกิน 90 แต้มอีกสองหน มีเกมที่แสดงให้เห็นถึงบุคลิกผู้ชนะที่โดดเด่นอีกมากมาย ทั้งยังเคยหกล้มครั้งใหญ่ในซีซั่นป้องกันแชมป์ลีก

ผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาเจ็ดปี ถ้าลิเวอร์พูลไม่มีความแข็งแกร่งของจิตใจในระดับนี้สิครับถึงน่าแปลก

กองเชียร์ลิเวอร์พูลยุคนี้จึงรู้สึกคล้ายๆ กันว่าเชียร์ทีมรักในวันนี้มันช่างสนุก

แพสชั่นหรือความคลั่งไคล้ในการเชียร์ทีมของเราไม่เคยจางหายไปไหน มันยังพลุ่งพล่านเหมือนเดิมแต่เรารู้สึกสนุกกับมันยิ่งกว่าเดิม นอกจากเพราะเห็นทีมมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมแล้วก็ยังเพราะการสัมผัสได้ถึงคุณภาพทางหัวจิตหัวใจ
ของนักฟุตบอลนี่แหละ

ไม่กลัวเลย นักเตะของเราไม่เคยกลัวใครเลย ไม่หงอ ไม่เขิน ดูสำอางแต่ไม่เหยาะแหยะ

ก็มาดิคร้าบบบ.. คงอะไรประมาณนั้น ยิ่งเป็นอย่างนี้ก็ยิ่งได้ใจแฟนบอล

ข้อผิดพลาดมีเกิดขึ้นเหมือนกันเป็นธรรมดาครับแต่ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของเกมอันเข้มข้นไม่ใช่ด้วยความกังวลในใจ ความไม่มั่นใจ หรือความยำเกรงคิดว่าตัวเองยังไม่ดีพอ

ตรงนี้ต่างกันนะครับ มันเหมือนจะเป็นแค่ความรู้สึกเพราะไม่ได้มีตัวเลขหรือสถิติอะไรมายืนยัน แต่ใครที่เชียร์ทีมในยุค 1990 และ 2000 คงเข้าใจดีถึงอารมณ์หวั่นเวลาต้องลงเตะกับคู่ต่อสู้อย่าง โคเวนทรี​ ชาร์ลตัน มิดเดิ้ลสโบรช์ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ โบลตัน วิมเบิลดัน หรือ ฟูแล่ม

มันควรเป็นเกมที่ต้องมั่นใจสิว่าเราจะได้สามแต้ม แต่เรากลับไม่มั่นใจ นั่นก็เป็น Mentality เช่นกัน

ทุกวันนี้กระทั่งเราที่เป็นกองเชียร์ยังรู้สึกว่าไม่ได้กังวลอะไรอย่างนั้นอีกแล้ว พร้อมเจอใครก็ได้.. จริงๆ

ความรู้สึกมันเติบโตมาจนเป็นอย่างนั้น แพ้ชนะเป็นอีกเรื่องนะครับ แต่ความกลัวในใจไม่มีเลย พร้อมวัดกันด้วยเกมลูกหนังเพียวๆ ถ้าวันนั้นคุณทำได้ดีกว่าก็โอเค คุณชนะไป แต่เราไม่เคยกลัวและรอวันที่จะได้แก้มือ

Leicester, United Kingdom – JULY 30 : Liverpool’s Mohamed Salah during The FA Community Shield match between Manchester City against Liverpool at King Power Stadium, on 30th July , 2022 at Leicester, United Kingdom. (Photo by Kieran Galvin/DeFodi Images via Getty Images)

คล็อปป์พาทีมก้าวมาถึงจุดที่ทำให้ทุกคนเชื่อเหมือนกันอย่างนี้ได้ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดง เขาเปลี่ยนความสงสัยของเราเป็นความเชื่อได้อย่างที่พูดจริงๆ

การได้แชมป์ไม่ว่าจะรายการเล็กหรือใหญ่เปรียบเสมือนยาชูกำลัง มันทำให้หัวใจแช่มชื่น เบิกบาน เป็นเสาเข็มแห่งความมั่นใจอีกต้นที่ตอกปักลงไป

แชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ล่าสุดก็เช่นกัน

สิ่งที่ผมเห็นตลอด 90 นาทีที่คิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม เมื่อคืนวันเสาร์ก็คือความมีดี ยืนหยัดสู้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เต็งหนึ่งทุกสำนักอย่างหมัดต่อหมัด ทีต่อที ด้วยวิธีการเล่นของตัวเอง

แน่นอนครับความผิดพลาดมีเกิดขึ้นระหว่างทาง มันเป็นเรื่องธรรมดา ลิเวอร์พูลก็พลาด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็พลาด แต่ขุนพลของคล็อปป์เด็ดขาดกว่า ปักหลักตั้งมั่นได้ดี มีความฟิต มีสมาธิกับเกม และฉกฉวยชิงโอกาสได้ดีกว่า

เสียงตะคอกโวยวายของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ใส่ลูกทีมยังดังให้ได้ยินทะลวงเสียงเชียร์อื้ออึงในสนาม ความจริงจังยังอยู่ตรงนั้นไม่หายไปไหน ทุกคนรู้ดีว่าเพียงความเชื่อมั่นและหัวใจที่แข็งแกร่งนั้นไม่เพียงพอหรอก มันต้องก้าวควบคู่กันไปกับความสามารถด้วย

ยังคงต้องพัฒนาตัวเองต่อไป นักเตะลิเวอร์พูลทุกคนกำลังก้าวเดินไปบนเส้นทางนั้น ในช่วงเวลาแห่งการผลัดใบจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นสอง

ถามว่าพร้อมแล้วหรือยังกับฤดูกาลใหม่ก็คงต้องบอกว่าไม่มีพร้อมไปกว่านี้อีกแล้ว

นับถอยหลังสู่เกมแรกที่คราเวน ค็อตเทจ… การเริ่มต้นด้วยแชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลด์ อย่างนี้ช่างเป็นก้าวแรกที่หนักแน่นดีเหลือเกินนะครับ

ตังกุย

- Advertisements -
RELATED ARTICLES
- Advertisment -

Most Popular

Recent Comments