ความเขี้ยวของเดส์ช็องส์

ความเขี้ยวของเดส์ช็องส์

แม้ใครจะวิจารณ์ ดิดีเยร์ เดส์ช็องส์ ว่า "อนุรักษ์นิยม" อย่างไร เชื่อว่า ท่านประธานาธิบดีหนุ่ม มาครง ต้องแฮปปี้ ที่สำคัญตอนนี้งานของ เดส์ช็องส์ ผ่านไปครึ่งทางแล้วที่เหลือคือใครจะเข้ามาชิงกับฝรั่งเศส...ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่ได้เหนือกว่าทีมตราไก่แน่นอน ทั้งอังกฤษและโครเอเชีย

      เดส์ช็องส์หรือ เดเด้ ...ของนักข่าวแดนน้ำหอม จัดวางแทกติกเอาไว้อย่างที่ผมคาดการณ์เอาไว้ในนสพ.สตาร์ซอกเกอร์ฉบับก่อนแข่งว่า "เขี้ยว" อันหมายถึงเล่นแทกติก ทุกแบบ รัดกุม ปลอดภัยเพลย์เซฟ ที่สำคัญจะลดความเร็ว สปีดเกม และความเก่งของนักเตะคีย์แมนในเกมรุกของเบลเยียมลง

     นี่คือ "แนวคิด" ที่เขาน่าจะอธิบายเมื่อวันอาทิตย์ ตอนที่ขออนุญาตนักข่าวแม้กระทั่งของฝรั่งเศสเองว่า "ปิดสนามซ้อม" เพื่อประชุมทีมว่าจะเล่นอย่างไรกับเบลเยี่ยม

     ดูภาพกว้างๆตามแทกติกคือ...ลดประสิทธิภาพตัวรุกเบลเยียมลงก็เท่ากับลดความอันตรายของเบลเยียมเช่นกัน ดังนั้น...เดเด้ จึงวางแผนการเล่นแบบหนามยอกเอาหนามบ่งและเป็นทางที่ทีมเล่นมาตั้งแต่นัดที่สองที่ชนะเปรู 

      ทั้งแทกติกเพลย์เซฟและ 11 คนแรก

     ชิรูด์ ที่โดนวิจารณ์เพราะไม่ยิงเลย เก้ง ก้าง บ้าง เกะกะบ้าง แต่สำหรับโค้ชและเพื่อนร่วมทีมฝรั่งเศส เขาคือตัวเป้า ตัวหลอก ตัวพักบอล เพื่อเปิดทางให้ อ็องตวน กรีซมันน์, เอ็มบัปเป้ ได้มีอิสระในการเล่นมากขึ้น ง่ายขึ้น

     รูปแบบ 4-2-3-1 จึงออกมาแบบนี้ และแทกติก "รับแล้วสวน" เพื่อทำให้เบลเยียม หมดสิทธิ์เล่นเกมสวนกลับอย่างสิ้นเชิง มีบางจังหวะในเกมเท่านั้น ส่วนใหญ่ฝรั่งเศสจะรับในแดน เน้นคุมโซนถ้า อาซาร์ เลี้ยงก็รุมแย่งหรือตัดฟาวล์ โดย ก็องเต้ นำขบวน

     45 นาทีแรกจึงเห็นเบลเยียมครองบอล 58% มากกว่าเยอะ แต่โอกาสยิงกลับน้อยกว่าฝรั่งเศสที่เซตบอลรุกขึ้นมา ต้องจบด้วยการยิง เท่ากับเบลเยียมถูกบีบให้เล่นในทางที่ไม่ค่อยถนัดและแตกต่างจากการเล่นสวนกลับของพวกเขาที่เล่นงานบราซิล

      กล่าวคือ...เบลเยียมชนะบราซิลอย่างไร...เดส์ช็องส์ ก็ย้อนรอยแบบนั้น

     เกมเบลเยียมจึงเข้าทำไม่ได้ อึดอัด แทบไม่มีโอเพ่นเพลย์ นอกจากการเปิดด้านข้าง และความพยายามเลี้ยงของ อาซาร์ สุดท้ายครึ่งหลังมาพลาดท่าเสียลูกเตะมุมเฉย!!!

      ลูกโหม่งของ อุมตีตี้ ที่เสาแรก..เฟลไลนี ออกตัวช้า และนี่คือลูกที่ 26 ในฟุตบอลโลกจากจังหวะเตะมุมและเป็นลูกนิ่งลูกที่ 69 จาก 158 (เตะมุมและฟรีคิก) อีกทั้งเขายังเป็นกองหลังคนที่ 5 ที่โหม่งประตูในบอลโลกรอบรองชนะเลิศต่อจาก... 

       1966 ฟรานส์ เบคเคนบาวเออร์ล 1970 ชไนลิงเกอร์ 1982 มาริอุส เทร์ซอร์ (ฝรั่งเศส) 2010 คาร์เลส ปูโยล และตัวเขาเองปี 2018
อีกสถิติหนึ่งคือ...เป็นประตูจากลูกโหม่งลูกที่ 32 (ปี 2002 โหม่ง 35ลูก)

       พอได้ประตูนำยิ่งเข้าทางฝรั่งเศส รับรอสวนอย่างเดียวเพราะข้างหน้ามี เอมบัปเป้ คนเดียวก็พาทัวร์ได้ทั้งสนาม ต้องตัดฟาวล์ หรือเสียรูปเกมไป ...เบลเยียม มากดดันได้หลังจากปรับเอา ดรีส เมอร์เทน ลงมาเพื่อเล่นด้านกว้าง 

       มีขยับเอา เฟลไลนี ไปเล่นวิงแบกซ้าย ...และจากการที่เบลเยียมต้องครอสบอลเข้าไปในเขตโทษ...ทำไม มาร์ติเนส เปลี่ยนตัว เฟลไลนี ออก????

       เมื่อโดนบีบให้บุก พอเสียบอลทุกครั้ง...โดนฝรั่งเสสวนกลับมาตลอดต้องถือว่าโชคดีที่ไม่โดนยิง 2-3 ลูก เพราะฝรั่งเศสไม่เด็ดขาดเองจากจังหวะสวนกลับสวยๆท้ายเกม

       ชัยชนะเกมนี้คือการเข้าชิงบอลโลกครั้งที่สามของฝรั่งเศสต่อจากปี 1998,2006 

       ผมยกเครดิตให้การวางหมากสุดเขี้ยวของ เดส์ช็องส์ ที่จัดการลดประสิทธิภาพตัวรุกของเบลเยียมลงได้หมด 

        อาซาร์ , ลูกากู และ เดอ บรอยน์ ไม่มีส่วนในการเล่นโอเพ่นเพลย์ อะไรเลย และแน่นอนไม่ได้สวนกลับด้วยเพราะ ฝรั่งเศสชวนให้บุกเข้ามาหาแทน...

        เบลเยียม ครองบอล 64% เพราะฝรั่งเศสให้ครองบอล ตามสะดวก พวกเขาเน้นเกมรับคุมโซนในแดนตัวเอง แต่เป็นฝรั่งเศสต่างหากที่หาจังหวะเข้าไปยิงประตู 19 ส่วนเบลเยียมแค่ 10 ครั้ง... ตัวเลขนี้เป็นภาพรวมของชัยชนะที่เราอาจหยิบยืมประโยคของ โชเซ มูรินโญ มาใช้

"ฝรั่งเศสครองเกม....แต่ไม่ได้ครองบอล"

 ที่สำคัญ ดิดีเยร์ เดส์ช็องส์ มีโอกาสจะเป็นนักเตะและโค้ชคนที่ 3 ต่อจาก มาริโอ ซากัลโล (บราซิล1970) ฟร้านส์ เบคเค่นบาวเออร์ (1990)  ที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก......ได้ทั้งสองบทบาท

Jackie

CR: ภาพจากฟีฟ่าดอตคอม