ฤา อังกฤษ จะเป็นแชมป์โลก?

ฤา อังกฤษ จะเป็นแชมป์โลก?

อังกฤษ คือเจ้าของหยดอสุจิผู้ให้กำเนิดเกมลูกหนังนะครับ

   อนิจจา...ตั้งแต่ประกาศอิสระภาพจากมดลูกมารดาพลางหมกมุ่นอยู่กับเกมลูกหนังมานานกว่า 30 ปี แฟนคลับสิงโตคำรามคนหนึ่งอย่างผมยังไม่เคยเห็นทีมชาติอังกฤษประสบความสำเร็จอะไรเลย

    ความสำเร็จในที่นี้หมายถึงแชมป์รายการสำคัญๆ อย่าง "ฟุตบอลโลก" หรือ "ยูโร" โดยไม่เว้นแม้แต่ "คอนเฟเดอเรชั่น คัพ" แต่ไม่ขอนับทัวร์นาเมนต์พิเศษอย่าง "ตูร์ก นัวร์ เดอะ ฟรองซ์" ที่พลพรรคสิงโตคำรามเคยคว้าแชมป์รายการนี้ที่ ฝรั่งเศส ก่อนฟุตบอลโลก 1998 เพราะแข่งขันกันแค่ 4 ทีม จึงไม่ต่างจากเกมอุ่นเครื่องสักเท่าไหร่

    บันทึกในพงศาวดารลูกหนังว่าทีมชาติอังกฤษเคยคว้าแชมป์โลกได้เพียงสมัยเดียวเท่านั้นในปี 1966

    โทษฐานที่เป็น "บ้านของฟุตบอล" (Home of Football)

    ถือว่า...เสียฟอร์มยิ่งนัก

ฤา อังกฤษ จะเป็นแชมป์โลก?

    เรียกว่าเสียชาติเกิดที่เป็นถึงผู้ให้กำเนิดเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมล้นหลามที่สุดเลยดีกว่า - เปรียบไปก็เหมือนนักมวยไทยที่ได้ดันทะลึ่งได้แชมป์โลกมวยไทยน้อยกว่าชนชาติอื่นนั่นแหละ

    เท่านั้นไม่พอ

    แชมป์โลกเพียงสมัยเดียวในประวัติศาสตร์ยังบังเกิดขึ้นในฟุตบอลยุคโบราณบนความจริงที่ต้องยอมรับอีกประการคือ ณ ขณะโน้น อังกฤษ อาศัยความเป็นเจ้าภาพช่วยให้ตัวเองพุ่งชนความสำเร็จซะด้วย

    แชมป์โลกของ อังกฤษ เมื่อ 1966 จึงมีความคลาสสิกระดับตำนาน เพราะไม่มีแชมป์โลกสมัยอื่นของตัวเองมาแย่งความสำคัญ เวลานึกถึงแชมป์โลกของทีมสิงโตคำราม ก็มีแค่ปี 1966 เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

    ย้อนกลับไปในฟุตบอลโลก 1990 ตอนโน้นผมยังเป็นเด็กตะโปดที่หายใจไปวันๆ อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ประมาณปี 2 หรือปี 3 นี่แหละ อังกฤษ จากการทำงานของ เซอร์ บ๊อบบี้ ร็อบสัน (ผู้ล่วงลับ) เกือบเข้าชิงฯ ได้สำเร็จ 

ฤา อังกฤษ จะเป็นแชมป์โลก?

    เกมรอบตัดเชือกที่ห้ำหั่นกับ เยอรมัน - พวกเขาเป็นฝ่ายเล่นได้ดีกว่าด้วยซ้ำ ต่อเมื่อต้องมาตัดสินด้วยจุดโทษกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ก็เรียบร้อยโรงเรียนอินทรีเหล็กซีครับ

    หาก อังกฤษ ผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จ พวกเขาจะได้ชำระความกับคู่แค้นเก่าอย่าง อาร์เจนติน่า ที่ทุรนทุรายเข้ามาแบบไม่ค่อยสมประกอบสักเท่าไหร่ - โอกาสคว้าแชมป์โลกเป็นครั้งที่ 2 จึงอยู่แค่เอื้อม แต่ก็เอื้อมไม่ถึง

    ความสำเร็จในโลกลูกหนัง บางทีก็ขึ้นอยู่กับจังหวะและเวลา บ่อยครั้งทีมที่ดี ทีมที่เพียบพร้อม และสมบูรณ์แบบอาจไม่ได้แชมป์เสมอไป

    เรื่องของจังหวะและเวลามาตอกย้ำพวกอิงลิชอีกครั้งในศึกยูโร 96 ที่พวกเขาได้เป็นเจ้าภาพและหมายมั่นปั้นมือว่าจะ "เอานะ" ให้จงได้

    แล้วก็เหมือนเอาหนังเรื่องเดิมกลับมาฉายซ้ำอีกรอบ 

    เมื่อนรกหรือสวรรค์ก็ไม่ทราบดันส่ง เยอรมัน มาเป็นคู่ตุนาหงันของพวกเขาในรอบตัดเชือกอีกแล้ว

    หากผ่านเข้าชิงฯ โอกาสเป็นแชมป์มีสูงเช่นเคย เพราะจะได้เย่อกับทีมที่ชื่อชั้นและศักดิ์ศรีต่ำกว่าอย่าง สาธารณรัฐเช็ก

ฤา อังกฤษ จะเป็นแชมป์โลก?

    ต้นกำเนิดลูกหนังจึงโหยหาความสำเร็จถึงขนาดยอมกระทืบขนบ ธรรมเนียม และประเพณีของตัวเองจนแหลกสลายคาตีนด้วยการแต่งตั้งโค้ชชาวต่างชาติอย่าง สเวน โกรัน อีริคส์สัน มารับหน้าที่กุนซือสิงโตคำราม

    ระหว่างปี 2002 - 2006 อังกฤษ มีผู้เล่นที่ไฉไลเป็นบ้ามากที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ เรียกว่าเป็น "โกลเด้น เจเนอเรชั่น" ของตัวเองเลยก็ว่าได้ ตัวอย่างเช่น จอห์น เทอร์รี่, ริโอ เฟอร์ดินานด์, แอชลี่ย์ โคล, แกรี่ เนวิลล์, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, เดวิด เบ็คแฮม, ไมเคิ่ล โอเว่น และ เวย์น รูนี่ย์ 

    ขอบอกว่าเอกอุแทบทุกตำแหน่ง กระนั้นก็ยังมีจุดบกพร่องมากมาย เพราะการอุดมด้วยตัวผู้เล่นดีๆ ไม่ได้หมายความว่าจะโชว์ฟอร์มได้อย่างโสภาและสถาพรเสมอไปจึงไม่เคยเฉียดเข้าใกล้ความสำเร็จ และหลังจากนั้นก็เป็นช่วงขาลง อังกฤษ โดนถีบตกรอบคัดเลือก ยูโร 2008 อย่างแสบสันต์รูตูด

    พลพรรคสิงโตคำรามของ ฟาบิโอ คาเปลโล่ ไปได้ไกลสุดแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2010 ก่อนกุนซือที่หมดสภาพทางเซ็กซ์อย่าง รอย ฮ็อดจ์สัน จะนำความเสื่อมสมรรถภาพมาติดตั้งให้ทีมชาติอังกฤษในศึก ยูโร 2012 - ฟุตบอลโลก 2014 และยูโร 2016

ฤา อังกฤษ จะเป็นแชมป์โลก?

    นั่นทำให้ดวงตาของท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมมองเห็นธรรมว่าจริงๆ แล้วผู้เล่นสายพันธุ์สิงโตคำรามมีคุณภาพที่บัดซบตบชัก แต่ชื่อเสียงกลับโด่งดังเกินฝีเท้า 

    ภาษาอังกฤษพากย์ว่า "โอเวอร์เรต" (Overrate)

    คุณภาพบัดซบไม่พอยังพยายามเลียนแบบดาราด้วยการเล่นฟุตบอลแบบมีระดับมากเกินไปจนลืมรากเหง้าของตนเอง

    คล้ายๆ โง่แล้วอยากนอนเตียง อะไรประมาณนั้น

    อังกฤษ พยายามทำตัวเหมือนราชสีห์ทั้งที่ความจริงตัวเองไม่ใช่ราชสีห์ พูดง่ายๆ คือไม่รู้จักตัวเองดีพอว่าทักษะความสามารถไม่ได้เหนือดุจเทวดา ชื่อเสียงก็โด่งดังเกินฝีเท้า เพราะพรีเมียร์ลีก คือสมรภูมิแข้งที่อุโฆษบันลือที่สุดในเมืองมนุษย์ โดยหารู้ไม่ว่ามันทำอะไรแบบนั้นไม่ได้ เพราะมันไม่ได้ฝังอยู่ในสายเลือด 

    อังกฤษ ขนานแท้และดั้งเดิมต้องเล่นบอลแบบโยนยาว โดยอาศัยความแข็งแกร่งของร่างกายบวกจิตวิญญาณนักบู๊สู้ไม่ถอย ขณะที่สภาพแวดล้อมของประเทศแบบมีครบ 3 ฤดูในวันเดียวทำให้พวกเขามีความเชี่ยวชาญในการเล่นลูกกลางอากาศ

ฤา อังกฤษ จะเป็นแชมป์โลก?

    เหล่านี้คือเอกลักษณ์ของนักเตะสายพันธุ์สิงโตคำรามที่ถูกกลบเกลื่อนด้วยวิธีการเล่นสมัยใหม่มากเกินไป แต่หากใครสักคนที่เป็นผู้จัดการทีมทะลึ่งเอาจุดเด่นของชนชาตินักเตะตัวเองมาใช้อาจถูกมองว่าตกยุค และไม่มีกึ๋นอย่างจงหนัก

    เรียนตามตรงว่าตอนที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษแต่งตั้ง แกเร็ธ เซาธ์เกต มาคุมทีมชาติ - แฟนคลับอิงแลนด์ที่ชาติก่อนเคยตะบันชีวิตที่เมืองแมนเชสเตอร์อย่างผมคิดถึงกุนซือสายพันธุ์อั้งม้อที่เคยสวมบทบาทนี้อย่าง สตีฟ แม็คคลาเรน กับ เกรแฮม เทย์เลอร์ ขึ้นมาซะอย่างนั้น

    ในรอบคัดเลือก ผลงานของ แกเร็ธ เซาธ์เกต & ลูกทีมอาจยอดเยี่ยมก็จริง แต่เมื่อเหวี่ยงสายตาไปดูคู่แข่งร่วมกลุ่มเดียวกับพวกเขา มันก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นและจั๊กแหล่นสักเท่าไหร่ ขณะที่ฟอร์มการเล่นโดยรวมก็งั้นๆ ไม่มีอะไรน่าปลาบปลื้มจนต้องโขยกบั้นเด้าด้วยความเร็วสูง

    ยิ่งดูรายชื่อ 23 ขุนพลชุดตะลุย เวิลด์ คัพ ฉบับหมีขาวแล้วยิ่งต้องกลืนน้ำลายก้อนใหญ่ลงไปในลำคอจนลูกกระเดือนขยับอย่างแรง พุทโธ่...ตัวผู้เล่นหน้าตาเหมือนรองเท้าแตะแบบนี้ แค่ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายก็ถือว่าบุญแล้ว

ฤา อังกฤษ จะเป็นแชมป์โลก?

    ทว่าน่าจะด้วยเหตุนี้แลที่ทำให้ แกเร็ธ เซาธ์เกต ตัดสินใจปรับระบบการเล่นใหม่ในเกมอุ่นเครื่อง ก่อนที่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายจะเดินทางมาเยือนโลกจาก 4-2-3-1 และ 4-3-3 มาเป็นระบบหลังสามตามสูตร 3-5-2 จุดประสงค์เพื่อช่วยให้เกมรับมีความเหนียวแน่นมากขึ้นพลางเน้นผลการแข่งขันจากการเล่นแบบเจียมเนื้อเจียมตัวและงัดจุดเด่นของตัวเองมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งวิธีการเล่นและระบบแบบนี้แหละเคยช่วยให้ อังกฤษ จากการคุมทีมของ เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ ทะลวงเข้าถึงรอบตัดเชือกฟุตบอลโลก เมื่อ 28 ปีก่อนมาแล้ว

    เทียบตัวผู้เล่นชุดโน้นกับชุดปัจจุบันต้องขอบอกว่า สิงโตคำราม 1990 มีขุมกำลังที่เจ๋งกว่าด้วยผู้เล่นระดับดาวดังอย่าง มาร์ค ไรท์, เดส วอล์คเกอร์, สจ๊วร์ต เพียร์ซ, พอล แกสคอยน์, เดวิด แพล็ท, คริส ว็อดเดิ้ล และ แกรี่ ลินิเกอร์ แต่เพราะจังหวะกับเวลาที่ไม่เป็นใจ ทีมชาติอังกฤษชุดนั้นเลยแหกโค้งไปชนเสาไฟฟ้าคอหักตายก่อนที่จะเดินทางถึงดวงดาว

    นอกจากจะปรับระบบและวิธีการเล่น อังกฤษ ยังมีดวงมิใช่น้อยที่ได้อยู่ในกลุ่มที่มีคู่แข่งอย่าง ตูนิเซีย และ ปานามา แถมการอยู่ในกลุ่มรองสุดท้าย (กลุ่มจี) ซึ่งต้องลงแข่งทีหลังชาวบ้านยังช่วยให้พวกเขารู้ผลล่วงหน้าว่า "ของแสลง" อย่าง เยอรมัน ตกรอบแรกไปเรียบร้อยแล้ว ต่อให้ผ่านเข้ารอบในฐานะทีมอันดับ 2 ของกลุ่มก็จะไม่เจอทีมแชมป์เก่าอย่างแน่นอน

ฤา อังกฤษ จะเป็นแชมป์โลก?

    นั่นคือเหตุผลที่บอกว่าทำไม กุนซือทีมชาติอังกฤษจัดตัวสำรองลงไปให้ทีมชุดบี ของ เบลเยี่ยม เชือดนิ่มๆ ในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม เพราะนอกจากจะไม่เจอ เยอรมัน แน่ๆ การเป็นที่ 2 ของกลุ่มยังช่วยให้พวกเขาหลบเลี่ยง บราซิล ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้อีกด้วย 

    แกเร็ธ เซาธ์เกต เลือกที่จะวัดกับ โคลอมเบีย ที่แข็งกว่า ญี่ปุ่น เพราะหากผ่านได้ก็จะพบกับเส้นทางสู่นัดชิงฯ ที่ราบเรียบและเหลืองอร่ามประหนึ่งราดด้วยทองคำแทนยางมะตอยที่ไม่มีไฟแดง 

    ทางมันโล่งจริงๆ นะครับ ผ่านรอบ 16 ทีมสุดท้ายแล้วได้เจอ สวีเดน ที่โผล่หน้ามาแทน เยอรมัน แถมในรอบรองฯ ก็จะไม่เจอ สเปน ที่ชิงตกรอบไปก่อนอีกต่างหาก

    จุดนี้ต้องชื่นชม แกเร็ธ เซาธ์เกต นะครับที่มองข้ามชอตได้ทะลุปุโปร่ง

ฤา อังกฤษ จะเป็นแชมป์โลก?

    สำหรับด่านต่อไปอย่าง โครเอเชีย 

    ทีมตาหมากรุกถือเป็นคู่เล่นที่น่าขามเกรงนะครับ เพียงแต่พวกเขาไม่ใช่ทีมที่ อังกฤษ ต้องสะพรึงเหมือน เยอรมัน, บราซิล, สเปน, อาร์เจนติน่า หรือ อิตาลี

    อย่างไรก็ตาม

    ผู้มีจิตศรัทธาในสิงโตทั้ง 3 ตัวบนหน้าอกเสื้อทีมชาติอังกฤษ มาตั้งแต่ปี 1982 อย่างผมขอสารภาพตามตรงว่ายังนึกภาพที่กัปตันทีมและรองกัปตันทีมอย่าง แฮร์รี่ เคน กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ชูโทรฟี่ ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ ตราคนแบกโลกไม่ออกจริงๆ ว่ะ 

    ผมยังไม่เชื่อว่าพลพรรคสิงโตคำรามชุดนี้จะผงาดง้ำค้ำโลกได้สำเร็จผิดกับเมื่อก่อนที่โดนหลอกให้เชื่อมาตลอดว่า อังกฤษ มีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นแชมป์โลกได้!

    "บอ.บู๋"