It's coming home...

It's coming home...

แกเร็ธ เซาธ์เกต ผจก. ทีมชาติอังกฤษได้รับคำชมกับผลงานทะลุเป้า ด้วยการพาอังกฤษเข้ารอบรองชนะเลิศครั้งแรกรอบ 28 ปี

     คิดดูนักเตะ 17 จาก 23 คนชุดนี้ยังไม่เกิดเลย!

     ชัยชนะต่อสวีเดน 2-0 กลับเป็นเรื่องง่ายเกินคาดทั้งที่ทีมแกร่งจากสแกนดิเนเวียนทีมนี้ คือของแสลงอังกฤษ ในเกมเป็นทางการ (ไม่นับอุ่นเครื่อง) ทีมสิงโตชนะไวกิ้งแค่ 1 ครั้งในรอบ 50 ปี

     นั่นคือความยากในช่วงเวลาที่ผ่านมาขนาดนักเตะตัวท็อปอย่าง เดวิด เบ็คแฮม, สตีเวน เจอร์ราร์ด, ริโอ เฟอร์ดินานด์ หรือรุ่นใหญ่ อลัน เชียเรอร์, แกรี ลินิเกอร์....ยังล้มสวีเดนไม่ได้

     ชุดนี้ชนะได้ และชนะง่าย 2-0 เลย

     ปัจจัยสำคัญตอนนี้ทุกคนพูดถึงผลงานของ เซาธ์เกต ในการผสมผสานนักเตะทีมชาติกลุ่มประสบการณ์กับรุ่นหนุ่ม ทำให้กลมกล่อม จากประตู, หลัง, กลางและหน้า ด้วยรูปแบบ 3-5-2 ซึ่งเหมือนจะใช้นัดอุ่นเครื่อง แต่ความจริงเขาใช้รอบคัดเลือกมาบ้างแล้วครับ เพราะ เซาธ์เกต โตมากับระบบนี้ ในยุค เทอร์รี เวนาเบิลส์ ที่เล่นหลัง 4 และหลัง 3 คน พร้อมวิงแบ็กสองฝั่ง

     การเลือก จอร์แดน พิคฟอร์ด, แฮร์รี แม็คไกวร์ และ คีแรน ทริปเปียร์ ที่มีประสบการณ์ทีมชาติไม่มาก กลายเป็นชุดที่เข้าระบบ

     ความจริง เซาธ์เกต มีทีมของเขาอยู่นับจากทำงานพาทีมคัดเลือกมาสองปี เขามีแกนนำอยู่ 5-6 คน จอห์น สโตน, ไคล์ วอล์คเกอร์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน,เอริก ดายเออร์,เดลเล อัลลี, ราฮีม สเตอริง, แฮร์รี เคน

     ประเด็น .....เซาธ์เกต คือโค้ชที่เป็นผลผลิตของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ เพราะเขาคุมทีมชาติอังกฤษชุด 21 ปี ช่วงปี 2013-2016 นักเตะหลายคนทำงานกับเขามา ทั้ง เคน, ลินการ์ด, แจค บัตแลนด์, รูเบน ลอฟตัส ชีค, จอห์น สโตน

     แนวทางของ เซาธ์เกต สอดคล้องนโยบายเอฟเอ อังกฤษที่ต้องการผลักดันนักเตะชุดเยาวชนทุกระดับขึ้นทีมชาติชุดใหญ่ ด้วยปัญหาที่ทีมชั้นนำของลีก ทุ่มเงินซื้อสตาร์ต่างชาติมาจนเด็กท้องถิ่นไม่มีที่ว่างมากนัก

    เด็กท้องถิ่นหรือรากหญ้าของพวกเขานี้แหละ ปั้น เลย ให้โอกาสเลย ใครเล่นดีในลีก เรียกมาทดสอบ เราจึงเห็น พิคฟอร์ด, แมกไกวร์, ทริปเปียร์ทะลุขึ้นมา

     โชคดีที่ทีมใหญ่อย่าง แมนฯยูฯ, สเปอร์ส , ลิเวอร์พูล หรือแมนฯซิตี้ ก็ยังซื้อนักเตะอังกฤษไปเสริมทีม และใช้เด็กอังกฤษเล่นด้วย ทำให้ได้ของดีมีอยู่แล้ว

     อย่างไรก็ตาม...ถ้าดูการปฏิรูปสมาคมฟุตบอลอังกฤษ 15ปี (เริ่มปี 2000)พร้อมแผนงานระยะสั้น และระยะยาวคือคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2020 หรือ 2024 ต้องยอมรับว่าผลงานนั้นเกิดขึ้นเร็วเกินคาด

1....พ.ค. 2017 ยู 17 รองแชมป์ยูโร
2...มิ.ย.2017 ยู20 แชมป์โลก
3...ก.ค. 2017 ยู 19 แชมป์ยูโร 
4...ต.ค.2017 ยู 17 แชมป์โลก
5...พ.ค.2018 ยู 17 รอบรองฯ ยูโร 
6...ก.ค. 2018 ทีมชุดใหญ่เข้ารอบรอง ฯ ฟุตบอลโลก

         ผลงานเหล่านี้มาจากการปฏิรูป "โครงสร้าง" เอฟเอและ "คอนเท้นต์" ฟุตบอลของพวกเขา (เริ่มโครงการปี2000 แต่เป็นรูปเป็นร่างปี 2008)

        1 ศึกษาดูงานจาก 5 ลีกดังทั้งตัว โครงสร้างฟุตบอล และ "วิชาการ" ฟุตบอลดูว่า ฝรั่งเศสสอนอย่างไร, สเปน, ฮอลแลนด์, เยอรมัน และอิตาลี ทำอะไรกันกับฟุตบอลระดับเยาวชน จากนั้นนำมา ประยุกต์เข้ากับธรรมชาติฟุตบอลอังกฤษ 

        โดยมีศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติที่ เซนต์ จอร์ช พาร์ค (SGP) เนื้อที่ 350 เอเคอร์ หรือเกือบ 1,000ไร่ แถบตอนกลางอังกฤษ เบอร์ตัน-อะพอน-เทรนต์ ละแวก สแตฟฟอร์ดเชียร์ เป็นศูนย์กลางพัฒนาฟุตบอลทั้งประเทศ

        2 ปูพื้นฐานจากระดับเยาวชน ด้วยการอบรม และสร้างโค้ชรุ่นใหม่ก่อนเลย ทำให้ทีมนอกลีก ทีมสมัครเล่นและอาชีพกว่า 20 ดิวิชั่นได้โค้ชที่มีความรู้ฟุตบอลสมัยใหม่เพิ่มขึ้น

        3 เมื่อได้โค้ช ก็จึงได้คนถ่ายทอดแนวทางการเล่นให้เยาวชนอังกฤษเตะฟุตบอลแบบใหม่มากขึ้น

        สังเกตมั้ยครับทีมยู 17,19,21 ของอังกฤษยุค 4-5 ปีหลังมานี้ เล่นบอลกับพื้น เน้น พาสซิงเกม, สปีดบอล, บวกกับสไตล์คนอังกฤษคือ "สปิริตในการต่อสู้" 

       ผลงานจึงออกมาก้าวหน้าแทบทุกชุด....

       ไม่ว่าอังกฤษชุดนี้จะไปถึงแชมป์ฟุตบอลโลกหรือไม่ ผมว่าพวกเขาได้รับชัยชนะและได้ความสำเร็จตามเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว

      สำหรับถ้วยบอลโลกเป็นเพียงโบนัส...ส่วนผลงานทั้งระบบจากรากหญ้าสู่ลีกสูงสุด อันเป็นพีระมิดฟุตบอลที่มั่นคงต่างหากคือความสำเร็จที่แท้จริงของฟุตบอลอังกฤษ

Jackie