เส้นทางสู่แชมป์โลก 2018 ภาค 2

เส้นทางสู่แชมป์โลก 2018 ภาค 2

ความเดิมตอนที่แล้ว (เมื่อวานนี้) ผมได้คัดเลือกทีมที่จะผ่านเข้ารอบอันดับ 1 และอันดับ 2 ของแต่ละกลุ่มในศึกฟุตบอลโลก 2018 ตามความน่าจะเป็น ก่อนนำไปประกบคู่เจอในรอบ 16 ทีมสุดท้ายตามที่ ฟีฟ่า ได้วางสายเอาไว้ล่วงหน้าเรียบร้อย ดังนี้

    อุรุกวัย - โปรตุเกส
    ฝรั่งเศส - โครเอเชีย
    บราซิล - เม็กซิโก
    เบลเยี่ยม - ญี่ปุ่น
    สเปน - อียิปต์
    อาร์เจนติน่า - เดนมาร์ก
    เยอรมัน - สวิตเซอร์แลนด์
    โคลอมเบีย - อังกฤษ
    ว่าแล้วก็ค่อยๆ สอยกันไปทีละคู่เลยนะครับ 
    ...
    รอบ 16 ทีมสุดท้าย
    อุรุกวัย - โปรตุเกส
    ศักยภาพของผู้เล่นโดยรวม อุรุกวัย เหนือกว่าเล็กน้อย ขณะที่แชมป์ยุโรปมี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นตัวทีเด็ดในการกะซวกตาข่าย     
    รูปเกมน่าจะเป็นของทีมจอมโหดที่ครองบอลมากกว่าและบุกมากกว่า แต่โอกาสยืดเยื้อมีสูง เพราะทีมขนมฝอยทองคงเน้นตั้งรับเหนียวแน่น ก่อน อุรุกวัย จะอาศัยเกมรุก เอาชนะได้อย่างหวุดหวิด

เส้นทางสู่แชมป์โลก 2018 ภาค 2

    ฝรั่งเศส - โครเอเชีย
    ทีมตราไก่เหนื่อยหนักแน่นอนครับ แม้ชื่อชั้นและศักดิ์ศรี รวมถึงคุณภาพของผู้เล่นจะสูงกว่าก็ตาม เพราะ โครแอต ชุดนี้ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะผู้เล่นอย่าง มาริโอ มานซูร์คิช, อีวาน เปริซิช, อีวาน ราคิติช และลูกก้า โมดริช
    บางทีเกมอาจยืดยาวไปจนถึงการดวลจุดโทษเลยก็เป็นได้ แต่สุดท้ายเชื่อว่า ฝรั่งเศส จะอาศัยความเหนือกว่าเอาตัวรอดได้สำเร็จ

เส้นทางสู่แชมป์โลก 2018 ภาค 2

    บราซิล - เม็กซิโก
    ด้วยขุมกำลังที่สมบูรณ์แบบ พลพรรคแซมบ้าจะเป็นฝ่ายเปิดเกมรุกบุกใส่อยู่เพียงข้างเดียวแน่ๆ ขณะที่นักเตะจังโก้จะเน้นเกมรับแล้วรอสวนกลับตามสูตร
    ทั้ง 2 ทีมเล่นด้วยสไตล์คล้ายๆ กัน คือเน้นการต่อบอลตามช่อง แต่ บราซิล จัดจ้านเกินกว่าที่ เม็กซิโก จะต้านทานอยู่

เส้นทางสู่แชมป์โลก 2018 ภาค 2

    เบลเยี่ยม - ญี่ปุ่น
    คู่นี้แทบไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะทีมปีศาจแดงแห่งยุโรปเหนือกว่าทุกเหลี่ยมมุมแบบไม่อนุญาตให้มีการพลิกล็อคเกิดขึ้น แถม ญี่ปุ่น หลุดมาถึงรอบนี้ก็ถือว่าทะลุเป้าแล้ว พวกเขาอาจมีระบบการเล่นที่ดี แต่ปราศจากความเด็ดขาดและเฉียบคม

เส้นทางสู่แชมป์โลก 2018 ภาค 2

    สเปน - อียิปต์
    ด้วยคุณภาพของผู้เล่นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทีมฟาโรห์จะถูกสถานการณ์บังคับให้ตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียวพลางหาจังหวะโต้กลับ โดยอาศัย โม ซาล่าห์ เป็นทีเด็ด
    สุดท้ายแล้ว พลพรรคกระทิงดุคงหาทางเอาชนะได้ไม่ยากเย็นนัก

เส้นทางสู่แชมป์โลก 2018 ภาค 2

    อาร์เจนติน่า - เดนมาร์ก
    เวลาเจอคู่แข่งที่อ่อนกว่ามากๆ ลีโอเนล เมสซี่ จะแผลงฤทธิ์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย 
    เกมนี้ก็เช่นกันที่ดาวเตะจากต่างดาวน่าจะสำแดงอิทธ์เดชบรรลัยกัลป์ช่วยให้ทีมฟ้า-ขาวอัดตูดทีมโคนมได้แบบไม่ปรานีปราศัย 

เส้นทางสู่แชมป์โลก 2018 ภาค 2
   
    เยอรมัน - สวิตเซอร์แลนด์
    ต่อให้ สวิสส์ เอาเช่ารสบัสทั้งอู่มาจอดบนฟลอร์หญ้าก็ไม่น่าจะต้านทานมาตรฐานความยอดเยี่ยมของแชมป์เก่า ก่อนจบเส้นทางสายฟุตบอลโลกเพียงรอบนี้

เส้นทางสู่แชมป์โลก 2018 ภาค 2

    อังกฤษ - โคลอมเบีย
    เรียนตามตรงว่าตัวผู้เล่นสิงโตคำรามชุดนี้ไม่ได้เหนือกว่าสักเท่าไหร่ แถมรูปเกมน่าจะออกมาเป็นรอง โคลอมเบีย ที่ผู้เล่นโดยรวมมีความสามารถเฉพาะตัวสูงกว่าด้วยซ้ำ
    เพียงแต่ผมยังเชื่อว่า แกเร็ธ เซาธ์เกต จะวางกลยุทธ์การเล่นแบบเน้นผลการแข่งขันให้ลูกทีม โดยใช้ความมหาประลัยของ แฮร์รี่ เคน ที่ฟอร์มกำลังกระฉูดแตกนี่แหละเฉือนเอาชนะทีมโคเคนได้อย่างหวุดหวิด
    ...

เส้นทางสู่แชมป์โลก 2018 ภาค 2

    รอบ 8 ทีมสุดท้าย
    อุรุกวัย - ฝรั่งเศส
    "เลสเบลอส์" จะครองบอลบุกใส่ อุรุกวัย ที่วางแท็คติกตั้งรับแล้วใช้ความปราดเปรียวของหน่วยล่าสังหารอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ กับ เอดิสัน กาวานี่ เป็นทีเด็ดในการไล่ล่าตาข่ายตามสูตร
    ว่าแล้ว "พี่เฉาะ" คงต้องทำอะไรสักอย่างที่มันอื้อฉาวเหมือนเช่นเคยจนเป็นเหตุให้ถูกใบแดงไล่ออกจากสนามเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันในฟุตบอลโลก ส่งผลให้ทีมตัวเองประสบความปราชัยในบั้นปลาย
    บราซิล - เบลเยี่ยม
    สังเกตไหมครับว่าเมื่อถึงเกมที่เพียบด้วยความหมาย หรือเมื่อตกอยู่ในช่วงเวลาแบบชี้เป็นชี้ตาย เบลเยี่ยม ที่อุดมด้วยตัวผู้เล่นเจ๋งๆ อย่าง เอแด็น อาซาร์, เควิน เดอ บรอยน์ หรือ โรเมลู ลูกกากู มักจะตกม้าตายเป็นประจำ
    เกมนี้ก็เช่นกันที่พลพรรคแซมบ้าจะอาศัยชั้นเชิงที่เหนือกว่า รวมถึงความเยือกเย็นเบียดเอาชนะคู่แข่งได้แบบสุดมันส์ในเกมที่น่าจะยิงกันสนั่นจอ
    สเปน - อาร์เจนติน่า
    วิธีการเล่นของทีมชาติสเปนชุดนี้แทบไม่ต่างจาก บาร์เซโลน่า สักเท่าไหร่ มิหนำยังบวกเอาจังหวะฉาบฉวยของ เรอัล มาดริด เข้าไปด้วย ว่าแล้วพวกเขาจะอาศัยทีมเวิร์คที่เหนือกว่าบุกกระหน่ำอยู่ข้างเดียว 
    เพียงแต่บ่อยครั้งทีมที่ดีที่สุดหรือสมบูรณ์แบบที่สุดในทัวร์นาเมนต์ไม่จำเป็นต้องคว้าแชมป์โลกเสมอไป ทันใด ลีโอเนล เมสซี่ ก็ระเบิดฟอร์มการเล่นอันเปล่งปลั่งอย่างน่าสยดสยองออกมาอีกครั้งช่วยให้ทีมฟ้า-ขาว โค่นกระทิงดุได้สำเร็จ
    เยอรมัน - อังกฤษ
    เรียกว่าแพ้ทางกันอย่างแรงนะครับสำหรับคู่นี้ คือเจอกันในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ หรือในเกมสำคัญๆ ที่มากด้วยความหมาย "อินทรีโลหะ" มักจะเป็นฝ่ายทำได้ดีกว่า
    เพียงแต่อังกฤษคงไม่ยอมตายง่ายๆ เช่นกัน ว่าแล้วก็รวมพลังกันสู้จนสามารถยื้อได้จนครบ 120 นาที สุดท้ายต้องสตัดสินด้วยการดวลจุดโทษอีกครั้ง ซึ่งคงไม่ต้องบอกนะว่าทีมใดจะชนะ 555    
    ...
    รอบรองชนะเลิศ
    ฝรั่งเศส - บราซิล 
    จัดเป็นเกมที่สุดแสนจะคลาสสิกเพราะต่างฝ่ายต่างเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลได้สวยงาม 
    อย่างไรก็ตาม คู่นี้เจอกันในรอบน็อคเอาต์ของฟุตบอลโลกเมื่อไหร่ ฝรั่งเศสมักมีทีเด็ดมากำราบทีมแซมบ้าให้เห็นเป็นประจำ
    ยกตัวอย่างปี 1986 ที่ทั้งคู่เจอกันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายอันถือเป็นเกมคลาสสิกตลอดกาลของ เวิลด์ คัพ ที่ ฝรั่งเศส มีชัยในการดวลจุดโทษ ขณะนัดชิงชนะเลิศปี 1998 ที่เจ้าภาพอย่างทีมตราไก่ยัดเยียดความบรรลัยให้ บราซิล ด้วยสกอร์ 3-0
    และในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ปี 2006 ที่ ซีเนดีน ซีดาน ตามมาหลอกหลอน บราซิล อีกครั้ง ก่อน เธียร์รี่ อองรี จะซัลโวประตูชัยให้ ฝรั่งเศส
    อืมมมมมม...นี่ถ้า ฝรั่งเศส มีโค้ชหัวล้านๆ ที่ชื่อ ซีเนดีน ซีดาน ผมคงยกตำแหน่งแชมป์โลกให้พวกเขาไปแล้วครับ เพราะคนอะไรทั้งเก่งและวาสนาดี แต่คราวนี้จะเป็นทีของ บราซิล ที่สามารถชำระแค้นได้สำเร็จและเป็นฝ่ายชนะบ้าง 
    อาร์เจนติน่า - เยอรมัน
    นี่คือคู่ชิงชนะเลิศของเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
    ลูกทีมของ โยกี้ เลิฟ ยังคงแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานอันสูงส่งของตนเอง เพียงแต่นี่คือฟุตบอลโลกขบวนสุดท้ายแล้วของ ลีโอเนล เมสซี่ ที่ถ้าไม่ได้แชมป์โลกก็คงจะนอนตายตาไม่หลับ
    ผมเชื่อว่าความมหัศจรรย์มีจริงในโลก และ เมสซี่ นี่แหละคือหนึ่งในความมหัศจรรย์ของโลกลูกหนัง 
    
    นัดชิงชนะเลิศ
    บราซิล - อาร์เจนติน่า
    ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่คู่แค้นแสนรักคู่นี้โคจรมาเซิ้งกันในนัดชิงชนะเลิศ
    บราซิล มีทีมที่ยอดเยี่ยมและสมบูรณ์แบบ ขณะที่ อาร์เจนติน่า มีความมหัศจรรย์ของ ลีโอเนล เมสซี่ 
    ว่าแล้วขออนุญาตไม่ฟันธง ปล่อยให้ผู้อ่านตัดสินใจเอาเองว่าทีมใดจะเป็นแชมป์โลก 2018
    หมายเหตุ: เยอรมัน เป็นแชมป์โลกครั้งแรก เมื่อ 1954 อีก 4 ปีต่อมา บราซิล คว้าแชมป์โลก
    เยอรมัน คว้าแชมป์โลกครั้งที่ 2 ในปี 1974 หลังจากนั้นอีก 4 ปี อาร์เจนติน่า ก็คว้าแชมป์โลก
    พลพรรคอินทรีเหล็กคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ในปี 1990 อีก 4 ปีต่อมาแชมป์โลกคือ บราซิล
    ไม่มีอะไรแค่เล่าสู่กันฟัง (อ่าน) อิอิอิ

เส้นทางสู่แชมป์โลก 2018 ภาค 2

บอ.บู๋