แง้มม่านเหล็ก

แง้มม่านเหล็ก

ประมาณสี่ปีที่แล้วมีชายตาตี่ใส่แว่นคนหนึ่งรู้สึกติดใจในดินแดนผู้ที่น้อยคนนักจะลึกซึ้งทุกรูขุมขน เขาเดินทางไปเหมือนเรือที่ไร้หางเสือ มีแค่กระเป๋าลากขนาดเล็กกับเป้สะพายหลังสีดำ ไปโดยรู้เพียงแค่ว่า ''ต้องไปดกวอดก้า'' กับ ''ต้องไปดูบอล''

        ชายคนนั้นยังคงคิดเสมอว่า ''เออ...รัสเซียมีเสน่ห์กว่าบางประเทศที่ดูศิวิไลซ์กว่าด้วยซ้ำ''

        ชายคนนั้นคงจดจำได้ดีว่า วันหนึ่งในรถไฟใต้ดินแห่งนครมอสโก ได้สนทนากับสาวร่างเล็กที่หน้าตาราวถอดออกมาจากบล็อกเดียวกับ วลาดิเมียร์ ปูติน (ความจริงชาวรัสเชียนละม้ายคล้ายกันเกือบหมด) มันเป็นประโยคที่ไม่อยากเชื่อว่าจะได้ยินในชีวิตที่หล่อเลี้ยงด้วยเลือดเนื้อ

        ''คุณมาจากไหนกันล่ะ?'' 

        ''ไทยแลนด์''

        เธอยกหางคิ้วสูงจนเกือบถึงศีรษะก่อนส่งยิ้มบางๆ ออกมา หากสัญชาตญาณบอกว่าเป็นเพียงการรักษามารยาททางสังคมเท่านั้น แล้วผมก็เดาไม่ผิดแต่อย่างใด

        ''ฉันไม่รู้จักหรอก''

        (ไทยแลนด์ไงครับ ไทยแลนด์ที่เคยมีนักกีฬาได้เหรียญทองโอลิมปิก ไทยแลนด์ที่ชอบมีชาวต่างชาติมาบำเรอชีวิตเนื่องจากมีแหล่งธรรมชาติงดงามมากมาย ไทยแลนด์ที่มีอาหารเลิศรสหลายชนิด ไทยแลนด์ที่เคยได้ชื่อว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ไทยแลนด์ไงครับ)

        ทั้งหมดข้างบนผมได้เพียงแอบบ่นพึมพำในใจ

        ''แล้วคุณรู้จักจีนมั้ย''

        เธอส่ายหัว

        ''ยูเครนล่ะ''

        เธอก็ยังเงียบ

        ''แล้ว...''

แง้มม่านเหล็ก

        ไม่ทันสิ้นเสียง เธอก็พูดออกมาประโยค เป็นประโยคที่ฟังแล้วช่างหดหู่เหลือเกินว่า ชีวิตหนึ่งจะยังมีคนแบบนี้อยู่อีก นกที่มีปีกแต่ไม่สามารถบินได้ ปลาที่มีครีบแต่ไม่สามารถว่ายน้ำได้ ''ฉันอยู่แต่ที่นี่ อยู่แต่มอสโกมาตลอด ไม่เคยไปไหนเลย ฉันทำงานเป็นเลขาฯ ให้กับองค์กรเศรษฐกิจแห่งหนึ่ง เป็นงานที่ดีมาก ฉันไม่สามารถไปไหนได้''

        ผมอดฟุ้งซ่านมิได้ : (โธ่ ชีวิต...ความฝันของเธอคืออะไรกัน เป็นไปได้ด้วยเหรอที่คนสักคนจะไม่มีความฝันหรือว่าความฝันของเธอรวมถึงชาวรัสเซียเป็นแบบนี้เหมือนกันหมด) 
    
        แล้วสาวนัยน์ตาสีฟ้าก็เอาแขนมาสะกิด ''ถึงแล้ว ป้ายนี้''
        .........
    
        ยิ้มแรก : จะว่าแปลกใจก็ไม่เชิง แต่อย่างน้อยเจ้าหน้าที่ตรวจเข้าเมืองที่ช่างสะสวย ผิวขาวผ่อง คาดคะเนแล้วอายุคงไม่เกิน 30 ปีน่าจะฉีกรอยยิ้มมุมปากให้บ้าง อย่าว่ายังโง้นงี้เลย บางทีอาจเป็นเพราะเวลาเช้าตรู่ไป เข็มนาฬิกากระดิกบอกว่ายังไม่พ้นตีห้าเลย

        เราสองคนเลยได้สนทนากันเพียงสั้นๆ

        ''ลงลายเซ็นตรงนี้ที'' เธอชี้ไปยังช่องว่างบนแผ่นกระดาษกรอกรายละเอียดคนเข้าประเทศ

        ผมได้แต่ตอบไปว่า ''โอเค''

        กระนั้นไม่นานนัก ยิ้มแรกในนครที่เคยถูกจองจำตีกรอบเอาไว้หนาทึบก็มา มันคงเป็นงานของหล่อนด้วยกับการต้อนรับลูกค้าที่มารอเรียกแท็กซี่ ภาษาอังกฤษของเธออาจเปรียบเทียบได้เพียงเด็กไทยชั้นประถมปลาย แต่เอาเหอะ จากประสบการณ์ที่เคยมา มันย่อมดีกว่าเจอคนที่ส่ายหัวท่าเดียว...

        ลิตเติ้ลโจ ซึ่งขึ้นนกเหล็กมาด้วยกันกระซิบข้างใบหูทันที ''เออ น่ารักดีว่ะ งี้ปลอดภัยหน่อย ดีกว่าไปเสี่ยงเรียกเอง หรือไปตามคำเชิญชวน สบายแล้ว!!''

        ความเจนจัดบนการเดินทางของผู้ที่บำเรอชีวิตในอังกฤษกว่าสองทศวรรษ ทั้งสอนและฝึกให้รู้ถึงวิธีการรับมือยามสวมรองเท้าออกนอกเกาะ โดยเฉพาะชาติที่ดูมีความน่าไว้วางใจน้อยจนถึงน้อยมาก

        ค่าบริการจากสนามบินไปยังที่พักซึ่งห่างประมาณ 40 กิโลเมตรตกเพียง 1,250 รูเบิ้ล (สกุลเงินรัสเซีย) หรือแปลงเป็นเงินไทยก็ราว 700 บาท เรตนี้กับแท็กซี่ในยุโรปถือว่าคุยกับกระเป๋าสตางค์ง่ายครับ

        ลากสัมภาระเข้าห้องบนอะพาร์ตเมนต์ทรงเหลี่ยมซึ่งพวกเราจองเอาไว้บนชั้น 11 อีกเรื่องที่ทำให้หายห่วงก็คือเข้าไปในครัวมีอาหารตั้งเต็มบนโต๊ะ โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับถุงข้าวสวย แหม...ทัพจากไทยที่มาถึงก่อนนำโดย เจ๊หมวย-มาเฟียรี่ ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ

        หาก ''ยิ้มสอง'' ของวันแรกในเมืองหลวงประเทศเจ้าภาพฟุตบอลโลกหนนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ผมต่อคิวรอซื้อไก่ทอดเจ้าดังที่มีแฟรนไชส์ทั่วโลก เป็นอาหารมื้อแรกที่เลือกได้ไม่ยากเลย ทั้งเรารู้จักมันดีกับมันง่ายและเร็ว

        อุปสรรคการสื่อสารเป็นปัญหาเสมอ เราพูดได้ไทยกับอังกฤษ อีกฝั่งพูดได้แต่ภาษาของพวกเขาเอง โชคดีที่หนุ่มวัยรุ่นที่ต่ออยู่ด้านหลังอาสามาทำหน้าที่ล่ามจำเป็น แม้เขาเองก็ไม่ใช่ว่าจะสปีกได้คล่องปรื๋อ แต่นี่เรียกว่าน้ำใจอันงดงาม บนความแปลกหน้า บนความแตกต่างกันตั้งแต่หัวจรดเท้า ก็ยังมีผู้หวังดีให้พบเจอเสมอ

        ไก่ทอด 4 ชิ้น ปีกไก่สไปซี่อีก 6 ชิ้นก็มาตั้งตรงหน้าผมกับลิตเติ้ลโจ

แง้มม่านเหล็ก

        ''เวลคัม ทู รัสเซีย ขอให้คุณเอ็นจอยมากที่สุด'' เป็นคำพูดของพ่อหนุ่มผมสีทองคนนั้นทิ้งท้ายเอาไว้ ผมยื่นมือไปเช็กแฮนด์ตามธรรมเนียม ก่อนกล่าวขอบคุณด้วยภาษาท้องถิ่น-''สปาซีบ้า''

        เปล่าครับ ผมไม่ได้ไปหัดเรียนที่ไหนมา ทว่ามันเป็นบทเรียนที่ได้มาจากการมารัสเซียครั้งล่าสุด มันเป็นวิธีการส่วนตัวว่าอย่างน้อยต้องรู้จักคำสื่อสารพื้นฐาน อาทิ สวัสดี, ขอบคุณ และขอโทษ

        การได้มาทำข่าวทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่างเวิลด์ คัพ เขย่าอกข้างซ้ายแรงอยู่แล้ว หากการที่ได้มาดินแดนที่ลึกลับมีฉายาครั้งหนึ่งเคยโดนจองจำอยู่ด้านหลังม่านเหล็ก จึงยิ่งเพิ่มความตื่นเต้นทวีคูณ อารมณ์คล้ายตอนไปบราซิลเมื่อสี่ปีที่แล้ว ผมเองก็พยายามรื้องานเก่าที่เคยละเลียดตัวหนังสือมาทบทวน ขูดความทรงจำที่อาจพลัดพรากเราไปให้กลับมาทำความรู้จักกันอีกครั้ง

        แค่วันแรกต่อการต้องมาทำงานจากนี้ก็มากกว่าหนึ่งเดือนคงยังเล่าอะไรได้ไม่เยอะ

        จึงขออนุญาตหยิบยกบางพารากราฟจากงานของตัวเองเมื่อวันเก่ามาบรรยายให้ทุกคนเห็นภาพตรงกันว่า ในอดีตผมเองเคยรู้สึกต่อประเทศรัสเซียอย่างไร จากนี้ไปมันจะเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนไปไหม??

        ''ประเทศนี้จะว่าพัฒนาแล้วก็ไม่ใช่ จะว่ากำลังพัฒนาก็ไม่เชิง มันเหมือนว่าเราตกอยู่ในโลกอีกโลกเลยที่คงจะมีแต่พวกเขาเท่านั้นที่ให้ได้บนทางม้าลาย จะมีคนที่พร้อมเหยียบเบรกจอดให้เราข้ามไปตามกฎ ขณะเดียวกันก็จะมีคนจำพวกที่ไม่สนใจกติกาทางสังคมที่พร้อมจะกระทืบคันเร่งตะบึงไปหน้าตาเฉย

        ชนชาตินี้นิยมสูบบุหรี่กันเหมือนว่าเป็นปัจจัยที่ห้า อาจจะเกี่ยวกับเรื่องของแฟชั่น แต่ระบบสัมผัสตอบสนองว่าพวกเขาจำเป็นต้องหาหนทางระบายบางสิ่งออกมา ฉะนั้นแล้วแทบทุกหนแห่งจะต้องมีเขม่าควันคละคลุ้งลอยมาตามอากาศ

        ขณะเดียวกัน เคยไปนั่งคาเฟ่ริมถนนแห่งหนึ่งอยู่ละแวกเดียวกับสถานีเลนินกราดสกี้ในนครมอสโก ร้านนั้นอธิบายถึงทุกอณูของความเป็นรัสเชียนได้อย่างดี ข้างในมีสองชั้น ชั้นล่างขายอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนชั้นบนตกแต่งแนวบาร์เน้นแสงสี เปิดมิวสิกคลอตามไป มีหนุ่มสาวขึ้นไปสำราญความสุขกันหลายคู่ การตกแต่งทั่วไปก็ไม่ได้ทันสมัยอะไรเลย เหมือนว่าถูกกลืนกินหลงยุคเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนอย่างนั้น แต่ละโต๊ะมีเก้าอี้แบบยาวหันหน้าเข้าหากัน การบริการเป็นแบบตัวใครตัวมัน ไปสั่งแล้วยกมากันเอาเอง มีพนักงานพอพูดอังกฤษได้บ้าง แต่ก็เหมือนว่าถ้าพูดเยอะหน่อยจะถูกลากเข้าคุก พ่อหนุ่มเลยตอบได้เพียงสั้นๆ ว่าเยสหรือโน''

        อเล็กซานเดอร์ พุชกิ้น กวีเอกชั้นเอกชาวรัสเชียนเคยเขียนเอาไว้ประโยคหนึ่ง ว่ากันว่าเป็นประโยคที่ถ่ายทอดครบทุกริ้วรอยของดินแดนอดีตคอมมิวนิตส์ครบถ้วน ''การเจอความทุกข์อาจจะเสมือนเข้าโรงเรียนที่ดีที่สุด บางที...การพบความสุขก็คงจะเป็นดั่งว่าได้เข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด''

                                                ''ไก่ป่า''
                                                kaipa9@yahoo.com