บอลโลกในความทรงจำ! ย้อนดูแมตช์ประทับใจตลอดกาลศึกเวิลด์คัพ

บอลโลกในความทรงจำ! ย้อนดูแมตช์ประทับใจตลอดกาลศึกเวิลด์คัพ

นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่วันฟุตบอลโลก 2018 ก็จะเปิดฉากขึ้น เรามาย้อนความหลังนัดแห่งความทรงจำตั้งแต่อดีตจนถึงครั้งล่าสุด จะมีแมตช์ไหนที่ท่านทั้งหลายจำได้บ้างไหม ไปไล่เรียงดูกันได้เลย

10. โปรตุเกส 5-3 เกาหลีเหนือ, 1966

บอลโลกในความทรงจำ! ย้อนดูแมตช์ประทับใจตลอดกาลศึกเวิลด์คัพ

    ฟุตบอลโลก 1966 หลายคนอาจจดจำในแมตช์ชิงชนะเลิศ ที่อังกฤษเอาชนะ เยอรมัน ตะวันตก จากประตูปัญหา แต่อีกหนึ่งความทรงจำอีกหนึ่งนัดนั่นก็คือ เกมระหว่าง โปรตุเกส พบ เกาหลีเหนือ

    พลพรรคฝอยทองชุดนั้นมีหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของชาติอย่าง ยูเซบิโอ นำทัพซึ่งในช่วงนั้นเบนฟิก้า ทีมดังของลีกก็กวาดแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพได้สองสมัยติด อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าจดจำในเกมนี้คือการที่ ชาติจากเอเชีย ชิงขึ้นนำโปรตุเกส 3-0 ในช่วง 25 แรก ท่ามกลางความประหลาดใจของแฟนบอลในสนามกูดิสัน พาร์ค

    แต่หลังจากนั้น โปรตุเกสก็สร้างความคุ้มค่าแก่คนดูในสนามแห่งนี้อีกครั้ง เมื่อสามารถสร้างปรากฎการณ์การคัมแบ็กได้จากที่โดนนำ 0-3 โดยยูเซบิโอ จัดการเหมาคนเดียว 4 ประตู ในช่วง 32 นาทีก่อนที่ โชเซ่ ออกุสโต้ จะมายิงประตูปิดกล่องให้ โปรตุเกส เอาชนะ โสมแดง ไป 5-3 แต่น่าเสียดายที่โปรตุเกสชุดนี้ไปไม่ถึงดวงดาวเมื่อแพ้ต่อเจ้าภาพ 1-2 ในรอบรองชนะเลิศ

9. อุรุกวัย 2-1 บราซิล, 1950

บอลโลกในความทรงจำ! ย้อนดูแมตช์ประทับใจตลอดกาลศึกเวิลด์คัพ

    "มีเพียงสามคนในโลกเท่านั้นที่สามารถทำให้ผู้คนว่า 200,000 คนที่สนามมาราคาน่าสงบลงได้ นั่นคือ แฟร้ง ซิเนสตร้า, พระสันตปาปา จอห์น ปอลที่สอง และอีกคนหนึ่งคือ ตัวผม" นี่คือคำพูดของอัลซิเดส กิกจา ตำนานลูกหนังที่ซัดประตูชัยพาอุรุกวัยคว้าแชมป์โลก เหนือเจ้าภาพบราซิล ในปี 1950

    ก่อนเกมนัดชิงจะฟาดแข้ง บราซิลเป็นต่อเหนืออุรุกวัยหลายขุม อีกทั้งยังมีเสียงเชียร์ที่คอยหนุนหลังพวกเขาที่สนาม และเกมก็เป็นไปอย่างที่หลายคนคิดเมื่อทัพเซเลเซา ออกนำไปก่อนท่ามกลางเสียเชียร์ที่กึกก้อง แต่หลังจากนั้นเหมือนเป็นฝันร้ายในมาราคาน่า เมื่อทีมจอมโหด ยิงแซงสองประตูรวด โดยเฉพาะลูกที่กิกจา ซัดประชัยส่งผลให้เสียงในมาราคาเงียบกริบลงทันที

8. อาร์เจนติน่า 2-1 อังกฤษ, 1986

บอลโลกในความทรงจำ! ย้อนดูแมตช์ประทับใจตลอดกาลศึกเวิลด์คัพ

    ทัพสิงโตคำรามเดินทางผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ ศึกเวิลด์ คัพ'86 ด้วยผลงานสุดน่าประทับใจ ซึ่งในรอบนี้คู่แข่งของพวกเขาคือ"ฟ้า-ขาว" อาร์เจนติน่า ซึ่งเป็นชาติที่มีความขัดแย้งทางการเมืองกับพวกเขาจากกรณีสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ หมู่เกาะอันเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นการประกาศสงครามของอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา ต่ออังกฤษประเทศมหาอำนาจในขณะนั้น โดยอาร์เจนตินาถือว่าหมู่เกาะฟอล์กแลนด์แท้จริงแล้วคือหมู่เกาะมัลบีนัสของตนที่ถูกอังกฤษยึดครองมากว่าศตวรรษ

    อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากความขัดแย้งนั้น ในเกมนี้อาร์เจนติน่า ที่นำโดยดาวเตะหมายเลขหนึ่งของชาติ ดีเอโก้ มาราโดน่า ได้บันทึกประตูที่น่าจดจำในเกมฟุตบอลโลกถึงสองประตูในเกมเดยว โดยลูกแรกมาจาก "หัตถ์พระเจ้า" Hand of God อันลือชื่อ ที่เสือเตี้ยจงใจใช้มือตบบอลเข้าประตูผ่านมือปีเตอร์ ชิลตัน ในนาทีที่ 51 ซึ่งประตูนี้ช่วยเพิ่มดีกรีความขัดแย้งของทั้งสองชาติมากขึ้นไปอีก

    อีก 4 นาทีต่อมา มาราโดน่า ทำประตูที่เรียกได้ว่าเป็นประตูแห่งศตวรรษ เมื่อเฮคตอร์ เอ็นริเก้ จ่ายบอลให้กับจอมทัพหมายเลข10 ฟ้า-ขาว จากนั้นมาราโดน่า เลี้ยงบอลเป็นระยะทางกว่า 60 หลา ในช่วงเวลาเพียง 10 วินาที ลากผ่าน 5 ผู้เล่นสิงโตคำราม ไล่ตั้งแต่ ปีเตอร์ เบียดสลี่ย์, ปีเตอร์ รีด, เทอร์รี่ บุตเชอร์ และเทอร์รี่ เฟนวิค ก่อนที่จะแตะหลบปีเตอร์ ชิลตัน เป็นคนสุดท้ายและส่งบอลเข้าประตู ทำให้อาร์เจนฯ ทิ้งห่าง 2-0  ถึงแม้ แกรี่ ลินีเกอร์ จะมายิงให้อังกฤษไล่มา 1-2 ในช่วง 9 นาทีสุดท้าย แต่ก็ไล่ไม่ทัน จากนั้นมาราโดน่าและผองเพื่อนก็ผงาดแชม์โลกได้ในบั้นปลาย

7. สวีเดน 2-5 บราซิล, 1958

บอลโลกในความทรงจำ! ย้อนดูแมตช์ประทับใจตลอดกาลศึกเวิลด์คัพ

    ทัพไวกิ้ง มีโอกาสที่ดีจะคว้าแชมป์โลกในประเทศตัวเอง เมื่อนิลส์ ลีดโฮล์ม เบิกสกอร์แรกสร้างความหวังให้แก่คนทั้งชาติ แต่หนึ่งในความทรงจำในแมตช์นี้คือการแจ้งเกิดของเด็กหนุ่มวัย17 ปีที่ต่อมาหลายๆคนเรียกเขาว่า"ไข่มุกดำ" ใช่แล้วครับ เขาคือเปเล่ นั่นเอง!
    
    แม้สองเกมแรกในเวิลด์คัพ ครั้งนี้ของเปเล่ เขาจะไม่ได้ลงสนามแต่หลังได้รับโอกาสและเป็นคนซัดประตูชัยในเกมกับเวลส์และต่อมาซัดแฮตทริกในเกมกับฝรั่งเศส จนได้รับโอกาสเป็นตัวจริงในเกมนัดชิงชนะเลิศท่ามกลางทุกสายตาที่จับตามองไปที่เขา

    และสิ่งที่ทุกคนคาดหวังจะได้เห็นอะไรดีๆจากเด็กอายุ 17 ปี ก็ตามมาเมื่อเปเล่ แสดงศักยภาพเกินวัย จัดการทำสองประตูในเกมนี้ โดยประตูแรกของเขามาจากทักษะอันยอดเยี่ยมโดยพักบอลด้วยอกก่อนจะวอลเล่ย์ด้วยซ้ายเป็นประตูให้แซมบ้าทิ้งห่าง 3-1 ก่อนที่จะเอาชนะไปได้ 5-2 ซึ่งหลังสิ้นเสียงนกหวีด น้ำตาจากเด็กน้อยไหลออกมาอย่างเอ่อล้นและหลังจากนั้นเขาก็คือตำนานแห่งทัพเซเลเซา

6. บราซิล 1-0 อังกฤษ, 1970

บอลโลกในความทรงจำ! ย้อนดูแมตช์ประทับใจตลอดกาลศึกเวิลด์คัพ

    แม้เกมนี้จะเป็นเพียงเกมในรอบแบ่งกลุ่ม แต่ความน่าสนใจคือ อังกฤษที่มาในฐานะทีมแชมป์เก่าซึ่งมีขุมกำลังที่ดีขึ้นจากชุดที่แล้ว ส่วนบราซิล คือแชมป์โลก 2 ใน 3 ครั้งหลังสุด ซึ่งนำโดยเปเล่ สตาร์ลูกหนังของโลกในยุคนั้น

    หนึ่งในภาพความทรงจำของเกมที่เอสตาดิโอ จาลิสโค กรุงกัวดาลาจาร่า คือช็อตเซฟประตูของกอร์ดอน แบงค์ส ยอดนายด่านสิงโตคำรามที่ป้องกันลูกโหม่งของเปเล่ ได้อย่างเหลือเชื่อ โดยจังหวะเซฟนี้ได้รับการยกย่องว่าติดหนึ่งในลูกเซฟยอดเยี่ยมตลอดกาลของฟุตบอลโลก
    
    ส่วนอีกหนึ่งภาพคือหลังจบเกมที่เปเล่และบ็อบบี้ มัวร์ สองตำนานของทั้งสองทีมเดินเข้ามาแลกเสื้อแข่งและพูดคุยด้วยไมตรี ซึ่งเป็นภาพที่สร้างความอบอุ่นให้แก่ทุกคนที่ได้เห็น

บอลโลกในความทรงจำ! ย้อนดูแมตช์ประทับใจตลอดกาลศึกเวิลด์คัพ

5. เยอรมัน ตะวันตก 3-3 ฝรั่งเศส, 1982 

บอลโลกในความทรงจำ! ย้อนดูแมตช์ประทับใจตลอดกาลศึกเวิลด์คัพ

    เกมรอบรองชนะ เวิลด์คัพฉบับกระทิงดุ สองชาติมหาอำนาจยุโรปมาพบกันเอง แม้การไร้ คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้แต่ทัพอินทรีเหล็ก ก็ได้ประตูขึ้นนำทัพตราไก่จากปิแอร์ ลิตต์บาร์คซี่ ก่อนที่นโปเลียนลูกหนัง มิเชล พลาตินี่ จะมาซัดประตูตีเสมอให้กับฝรั่งเศส

    แม้เกมจะเป็นไปด้วยความตึงเครียดเพราะต่างฝ่ายต่างไม่มีใครอยากตกรอบ แต่จุดที่ทำให้เกมนี้เกิดเรื่องด่างพร้อย พาทริค บาต์ติซง ผู้เล่นฝรั่งเศส เกือบต้องเอาชื่อมาทิ้งที่นี่ ในขณะที่เกมเสมอกัน 1-1 เป็นจังหวะที่เจ้าตัว หลุดเข้าไปพยายามจะทำประตู แต่เขายิงออกข้างไปอย่างน่าเสียดาย

    อย่างไรก็ตามจากจังหวะฟอลโลว์ที่บาต์ติซง จิ้มบอลผ่านตัวฮาราลด์ โทนี่ ชูมัคเกอร์ นายด่านอินทรีเหล็กนั้น ทั้งสองคนปะทะกันอย่างหนักแต่คนที่เจ็บหนักนั้นเป็นบาต์ติซง ซึ่งเมื่อดูจากภาพช้าจะเห็นได้ว่า ชูมัคเกอร์ ตั้งใจด้านส่วนหนาของร่างกายคือด้านข้างของลำตัวเข้าอัดแข้งฝรั่งเศสแบบเต็มๆ

    ซึ่งผลจากการกระทำของผู้รักษาประตูเยอรมัน คือบาต์ติซงนอนนิ่งคาที่ ฟันหักสองซี่, ซี่โครงหัก 3 ท่อน แต่ที่เป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์คือการที่ทีมชาติฝรั่งเศสไม่ได้ฟาล์วจังหวะนี้เลย ซึ่งชูมัคเกอร์ ก็ไม่โดนบทลงโทษใดๆตามมา ซึ่งสิ่งที่ช้ำหนักของทัพตราไก่คือเมื่อเกมต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ ชูมัคเกอร์ กลับเป็นฮีโร่ของทัพอินทรีเหล็ก เซฟสองจุดโทษ พาทีมชาติเยอรมัน ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ แต่สุดท้ายเยอรมันก็พ่ายให้กับอิตาลี ในรอบชิงชนะเลิศ

บอลโลกในความทรงจำ! ย้อนดูแมตช์ประทับใจตลอดกาลศึกเวิลด์คัพ

    หลังจบทัวร์นาเมนต์ สื่อฝรั่งเศสต่างพากันโจมตีจังหวะการเล่นของชูมัคเกอร์ โดยยัดเยียดเขาว่าสมควรได้รับรางวัล อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ไปครอง

4. บราซิล 1-7 เยอรมัน, 2014

บอลโลกในความทรงจำ! ย้อนดูแมตช์ประทับใจตลอดกาลศึกเวิลด์คัพ

    เป็นเกมที่แฟนบอลอินทรีเหล็กจดจำได้ดี แต่ถ้าถามแฟนๆแซมบ้าแล้วพวกเขาคงอยากจะลืมเรื่องราวในเกมนี้ไปให้เร็วที่สุด
    
    การไร้สมบัติล้ำค่าของชาติอย่างเนย์มาร์ คือจุดที่ชาวบราซิเลี่ยนหลายคนเป็นห่วงแต่การได้เปรียบจากเสียงเชียร์น่าจะพอทดแทนการขาดหายไปของซูเปอร์สตาร์ประจำทีมได้ แต่เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงแรกเป็นเยอรมันที่ยิงเจ้าภาพไปถึง 5-0 และยิงถึง 4 ประตูในเวลาเพียง 6 นาที 
    
    โดยมิโรสลาฟ โคลเซ่ ที่ทำประตูได้ในเกมนี้ได้รับการถูกจดบันทึกว่าเป็นผู้ทำประตูในฟุตบอลโลกมากที่สุดตลอดกาล ส่วนโทนี่ โครส และอันเดรีย ชือร์เร่ จะทำคนสองประตู ด้านโธมัส มุลเลอร์ และซามี่ เคดิร่า จะช่วยทำอีกคนละประตู พาอินเทรีเหล็ก เอาชนะบราซิลไปอย่างขาดลอย 7-1 

3. อังกฤษ 4-2 เยอรมัน ตะวันตก, 1966

บอลโลกในความทรงจำ! ย้อนดูแมตช์ประทับใจตลอดกาลศึกเวิลด์คัพ

    สำหรับแฟนบอลเมืองผู้ดี คงไม่มีเวิลด์คัพ ครั้งไหนยิ่งใหญ่ไปกว่าครั้งนี้ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ หลังเอาชนะเยอรมัน ตะวันตก 4-2 คว้าแชมป์โลกได้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวจนถึงปัจจุบัน

    แต่เรื่องราวเหล่านั้นมาด้วยคำครหาจากประตูของเจฟฟ์ เฮิร์สท์ ที่เป็นคำถามมาตลอดว่าประตูนั้นข้ามเส้นไปหรือยัง?

    เกมนี้อังกฤษ ถูกเยอรมัน ตะวันตก ขึ้นนำไปก่อนจากเฮลมุต ฮอลเลอร์ ในช่วงต้นเกม แต่เพียงไม่กี่อึดใจ เฮิร์สท์ ก็มาตามตีเสมอให้ทัพทรีไลออนส์ และเจ้าภาพมาพลิกขึ้นนำ 2-1 จาก มาร์ติน ปีเตอร์ส ในนาที 78 เกมทำท่าจะจบ 90 นาทีด้วยชัยชนะของอังกฤษ แต่ก่อนหมดเวลาหนึ่งนาทีโวล์ฟกัง เวเบอร์ ยิงตีเสมอให้กับอินทรีเหล็ก 2-2 ทำให้ทั้งสองทีมต้องไปเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษ

    และในช่วงต่อเวลาพิเศษนี่เอง ก็เกิดเรื่องดราม่าขึ้นจากประตูขึ้นนำ 3-2 ของเจ้าภาพ เมื่อเฮิร์สท์ ซัดบอลด้วยขวาบอลพุ่งแรงชนคานก่อนบอลจะตกลงบนเส้น ซึ่งโตฟิค บาห์รามอฟ ไลน์แมนชาวโซเวียต ตีธงเป็นสัญญาณให้ประตูแก่อังกฤษ ท่ามกลางเสียงประท้วงของเหล่าผู้เล่นเยอรมัน ว่าบอลยังไม่ข้ามเส้น แต่สุดท้ายเสียงประท้วงนั้นไม่ได้ผล ผู้ตัดสินยืนยันคำบอกของไลน์แมน จึงทำให้ประตูนี้เป็นประตูขึ้นนำของทัพสิงโตคำราม

    จนในนาทีสุดท้ายของช่วงต่อเวลา เฮิร์สท์ มาซัดแฮตทริกปิดกล่องให้อังกฤษ เอาชนะเยอรมัน ตะวันตกไปได้ 4-2 ท่ามกลางความดีใจของกองเชียร์อังกฤษที่ต่างแห่ลงมาบนพื้นสนามหญ้าของเวมบลี่ย์ 

บอลโลกในความทรงจำ! ย้อนดูแมตช์ประทับใจตลอดกาลศึกเวิลด์คัพ

2. อิตาลี 3-2 บราซิล, 1982

    เป็นอีกหนึ่งแมตช์สุดประทับใจที่แม้จะเกิดขึ้นในรอบแบ่งกลุ่ม รอบสอง แต่ดีกรีความมันไม่แพ้เกมนัดชิงฯหรือรอบตัดเชือกเลย

    เกมแห่งความทรงจำที่เอสตาดิโอ้ ซาร์เรีย นครบาร์เซโลน่า เป็นเหมือนการสู้กันของทีมที่มีเกมรับดีที่สุดเจอกับทีมที่มีเกมรุกดีที่สุด อิตาลี ประกอบไปด้วยดิโน่ ซอฟฟ์ ผู้รักษาประตูชื่อดัง รวมถึงแนวรับภูผาหินอย่าง เคลาดิโอ เจนติเล่ ส่วนบราซิล นำทีมโดย ซิโก้, ฟัลเกา และ คุณหมอยอดนักเตะ โซคราเตส

    ทุกสายตาจับไปที่เปาโล รอสซี่ ยอดกองหน้าอัซซูร์รี่ ที่ยิงเปิดหัวให้อิตาลีขึ้นนำไปก่อน ต่อมาโซคราเตส กัปตันทีมแซมบ้าจะมายิงตีเสมอ และรอสซี่ คนเดิมยิงให้อิตาลีขึ้นนำอีกครั้ง แต่ฟัลเกา ก็มาตามตีเสมอให้กับทัพแซมบ้าอีกรอบ และสุดท้ายเป็นรอสซี่ ที่มาซัดแฮตทริกในเกมนี้ พังประตูชัยให้ทัพมักกะโรนี เอาชนะไปได้ 3-2 

    ส่งผลให้อิตาลี ผงาดเข้าสู่รอบน็อกเอาทต์ และก้าวสู่แชมป์โลกสมัยที่สามได้สำเร็จ หลังเอาชนะเยอรมัน ตะวันตก ที่กล่าวไปแล้วในข้อก่อนหน้านี้ นอกจากนี้รอสซี่ ยังคว้าดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์นี้และคว้ารางวัลแข้งยอดเยี่ยมมาได้อีกหนึ่งรางวัล

1. อิตาลี 4-3 เยอรมัน ตะวันตก, 1970

บอลโลกในความทรงจำ! ย้อนดูแมตช์ประทับใจตลอดกาลศึกเวิลด์คัพ

    เกมรอบรองชนะเลิศ เกมนี้คือสุดยอดแมตช์ในความทรงจำตลอดกาล ซึ่งเกิดขึ้นต่อหน้าสักขีพยานในสนามกว่า 100,000 คน ที่เมืองเม็กซิโก ซิตี้ โดย 5 จาก7 ประตูที่เกิดขึ้นในเกมนี้ เกิดขึ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษ!

    เริ่มเกมได้เพียง 8 นาที โรแบร์โต โบนินเซญญา ยิงประตูขึ้นนำให้อิตาลี แต่ในช่วงท้ายเกม คาร์ล-ไฮนซ์ ชเนลลิงเกอร์ มาตีเสมอให้ทัพอินทรีเหล็ก นาทีที่ 90 ส่งผลให้ต้องไปลุ้นกันต่ออีก 30 นาที 

    ฟร้านซ์ เบคเค่นบาวเออร์ กำลังหลักของเยอรมัน เกิดอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่แต่เฮลมุต ชอน เฮดโค้ชอินทรีเหล็กได้ใช้โควต้าเปลี่ยนตัวครบแล้วนั่นหมายความว่าไกเซอร์ฟร้านซ์ ต้องลงเล่นต่อด้วยอาการบาดเจ็บท่ามกลางความหวังของคนทั้งประเทศ

    อย่างไรก็ดี ในนาที94 เยอรมัน มาได้ประตูขึ้นนำ 2-1 จากยอดกองหน้าประจำทีม แกร์ด มุลเลอร์ แต่อีกสี่นาทีให้หลัง อัซซูร์รี่ ตามตีเสมอได้จากทาร์ชิซิโอ เบอร์นิช จากนั้นจีจี้ ริว่า มายิงให้อิตาลีแซงนำ 3-2 

    ทัพอินทรีเหล็กยังไม่ยอมแพ้ เมื่อแข้งฉายาไอ้ลูกระเบิด มายิงตีเสมอ 3-3 แต่จากนั้นไม่นานในขณะที่กล้องทีวีกำลังฉายพร้อมรีเพลย์ประตูของมุลเลอร์ ตัดกลับมา จิอานนี่ ริเวร่า มาซัดประตูขึ้นนำ 4-3 ให้อิตาลี พร้อมกับเป็นประตูชัยของทีม ส่งให้อัซซูร์รี่ ผ่านไปชิงดำกับบราซิล แต่สุดท้ายพวกเขาก็แพ้ให้กับแซมบ้าไปอย่างหมดรูป 1-4

HOSSALONSO