|
|
เกมนัดส่งท้ายเวิลด์ คัพ ฉบับแอฟริกันที่จบไปหมาดๆ อาจไม่เป็นที่ประทับใจกองเชียร์ที่อยากเห็นการต่อสู้กันของฟุตบอลสวยงามระหว่างฮอลแลนด์กับสเปนสักเท่าไหร่
ผมเองก็เป็นคนนึงที่อยากเห็นอย่างนั้น น่าเสียดายที่ข้อเท็จจริงมันอยู่ที่ว่า นี่ไม่ใช่เกมกระชับมิตร หากมีเดิมพันสูงถึงโทรฟี่แชมป์ฟุตบอลโลกทีเดียว
นั่นทำให้ขุนพลดัตช์ของ เบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ ต้องงัดแท็กติกทุกรูปแบบออกมาเพื่อเบรกเกมของทีมกระทิงดุ โดยเฉพาะแผงกลางที่มีทั้ง ชาบี เอร์นานเดซ และ อันเดรส อิเนียสต้า ยืนบัญชาการอยู่
หากไม่ทำแบบนั้นก็อาจลงเอยเหมือนคู่แข่งในรอบก่อนหน้าของสเปน ที่โดนเล่นงานทุกรูปแบบจนต้องยอมพ่ายแพ้ไปในที่สุด
นัดชิงชนะเลิศระหว่างสองทีมจากยุโรป แต่โยกมาเตะกันที่แอฟริกาใต้ เรียกความสนใจได้จากทุกซอกมุมโลกเหมือนที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะกองเชียร์ทั้งสองทีมซึ่งยกพลกันมาหลายพันชีวิต ยิ่งพวกดัตช์นี่แห่กันมาส้มแปร๋นกันทั้ง
เมือง
เวิลด์ คัพ ไฟนัล สำหรับกองเชียร์ดัตช์อีกจำนวนมาก ไม่ใช่ว่าจะได้เห็นกันง่ายๆ เพราะนับแต่ยุคทองของโททัลฟุตบอลตอนปี 74 และ 78 ฮอลแลนด์ก็ไม่เคยมาถึงตรงนี้อีกเลย
ด้วยอารมณ์เอื้อเฟื้อของ ฟีฟ่า ที่ยอมปล่อยตั๋วลอตสุดท้ายออกมาเมื่อตอนกลางสัปดาห์ ก็ทำให้แฟนดัตช์จำนวนหลายร้อยต้องตัดสินใจทุ่มทุนครั้งใหญ่ราวหัวละ 3 พันยูโร จับเครื่องเช่าเหมาลำมุ่งหน้ามาโจฮันเนสเบิร์ก แบบไม่
ต้องนอนกัน
หลายรายดั้นด้นขับรถมากันเองจากอัมสเตอร์ดัม ซึ่งเป็นการลงทุนมหาศาลไปกันใหญ่ เพียงเพื่อประสบการณ์ที่อาจเป็นหนเดียวในชีวิต
ไฟลต์ของแฟนดัตช์กลุ่มใหญ่ที่ว่า มาถึงโออาร์ แทมโบ ตอน 7 โมงเช้าของวันเสาร์ และจองตั๋วกลับตอนตี 4 หลังเกมนัดชิงฯ จบ เท่ากับว่าหลังเกมตัดสินกันด้วยการต่อเวลา สาวก ''ออรันเย่'' ก๊วนนี้มีเวลาเหลือแค่ 3-4 ชั่วโมง
เท่านั้นที่จะไปสนามบินให้ทันเวลา เพื่อจบทริปเดินทางร่วม 24 ชั่วโมงแบบไม่ต้องพัก
ป่านนี้ไม่ทราบน้ำตาแห่งความเศร้าเหือดแห้งไปหรือยัง
เอาแค่แฟนบอลอย่างเดียวนะครับ ผมอยากให้แก๊งสีส้มได้สมหวังกันไปตลอดทางบ้าง เพราะเท่าที่ได้พบมากับตัวเอง นี่คือกองเชียร์ที่จงรักภักดีกับทีมไม่แพ้ใคร ไปไหนเป็นต้องมีสีส้มเห็นเด่นเป็นสง่า สร้างสีสันให้แต่ละทัวร์นา
เมนต์สนุกคึกคักอย่างที่สุด
...น่าเสียดายที่ความพยายามของพวกเขา ยังไม่เพียงพอกับการส่งทีมไปให้ถึงดวงดาวอยู่ดี
ฟาน มาร์ไวค์ ทำในสิ่งที่เขาลั่นวาจาไว้ก่อนหน้า นั่นคือทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ แม้ต้องตัดเอาความสวยงามของเกมไปบ้าง และสเปนก็ได้เจอในสิ่งที่ฝั่งตรงข้ามยืนยันไว้ตั้งแต่เขี่ยลูกเริ่มเกม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่โหด เด ยองก์ และ ฟาน บอมเมล ที่ไล่บีบตัดเกมตรงกลางไม่ปล่อยให้สเปนปั้นเกมได้ถนัด อันเป็นแท็กติกที่ได้ผลแม้มันจะเสี่ยงต่อการโดนใบเหลืองใบแดงก็ตาม
ฮอลแลนด์ดูโชคดีด้วยซ้ำนะครับที่ไม่เหลือ 10 คนตั้งแต่ตอนกลางเกม ไม่ว่าจะเป็นลูกถีบ ''เส้าหลินซอคเก้อร์'' ที่ เด ยองก์ ประเคนเข้ายอดอก ชาบี อลอนโซ่ หรือจังหวะอื่นที่ ฟาน บอมเมล ตัดเกมจนทำให้สเปนหยุดชะงักอีกนับ
ครั้งไม่ถ้วน ล้วนแต่หมิ่นเหม่กับการเป่าของ ฮาวเวิร์ด เว็บบ์ ทั้งสิ้น
นั่นคือแท็กติกที่ฮอลแลนด์วางแผนอย่างรัดกุมมาก่อนแล้ว ในขณะที่ด้านหลังทำหน้าที่ได้ตามใบสั่ง ที่เหลือก็เป็นงานของสามประสาน ร็อบเบน-สไนเดอร์-ฟาน เพอร์ซี่ หาโอกาสเหมาะๆ เจาะหลังแชมป์ยุโรปบ้าง
และสองในจำนวนไม่กี่ครั้งก็ตกไปที่ อาร์เยน ร็อบเบน กับลูกหลุดเข้าหาประตูเดี่ยวๆ
หนแรกเขายิงไปติดขา อีเกร์ กาซียาส ส่วนหนสองโดน การ์เลส ปูโยล เบียดเสียหลักหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนบอลไหลไปเข้ามือประตูในที่สุด เล่นเอา ร็อบเบน โวยวายแหลกเพราะคิดว่ากองหลังจากบาร์เซโลน่าควรได้ใบแดงไปแล้ว
นับเป็นสองโอกาสทองฝังเพชรที่ฮอลแลนด์ ควรได้อย่างน้อยหนึ่งประตู ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้เกมเปลี่ยนไปในอีกหน้าหนึ่งในพริบตา
เมื่อฮอลแลนด์ฉวยมันไว้ไม่ได้ ตามกฎข้อหนึ่งของฟุตบอลที่ไม่รู้ใครบัญญัติไว้แต่ดึกดำบรรพ์ หากคุณยิงเขาไม่ได้ สักพักมันก็จะย้อนกลับมาหาตัวเอง
ต่างกันตรงที่นัดนี้ สเปนยังคลำหาจุดสลบของฮอลแลนด์ไม่เจอกระทั่งครึ่งหลังของช่วงต่อเวลา เมื่อคู่แข่งเหลือ 10 คนหลัง จอห์นนี่ ไฮติงก้า โดนไล่ออกไปแล้ว
แต่ก็อีกละครับ จังหวะก่อนหน้านั้นไม่กี่วินาที ฟรีคิกของ สไนเดอร์ เพิ่งพุ่งแฉลบกำแพงออกหลังไปแท้ๆ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ดัตช์ควรได้ลูกเตะมุมที่คนเห็นกันทั้งสนามอย่างชอบธรรมที่สุด
มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยก็คือสิงห์เชิ้ตดำจากอิงแลนด์ นำไปสู่การเตะเปิดเกมของสเปน ตามด้วยโอกาสทำประตูของอิเนียสต้า ซึ่งรับบอลจาก เชส ฟาเบรกาส จ่ายทะลุกับดักล้ำหน้ามาให้ก่อนสำเร็จโทษเสียบเข้ามุมเสา
ไกลอย่างแม่นยำ
...นับเป็นโชคดีสองเด้งทีเดียวสำหรับสเปน และแน่นอนว่าในมุมมองของฮอลแลนด์นั้น คือความไม่ยุติธรรมอย่างที่สุด
ไม่น่าแปลกใจที่ ฟาน มาร์ไวค์ และลูกทีมอย่าง เด ยองก์, ฟาน บอมเมล ไปจนถึงร็อบเบน จะปราดเข้าไปตามล้างผลาญเชิ้ตดำจากร็อตเธอร์แฮมทันทีที่สิ้นเสียงนกหวีดยาว ด้วยข้อหาเป่าไม่ได้ใจ
ขณะที่ 14 ใบเหลืองกับอีก 1 แดงจาก เว็บบ์ กลายเป็นสถิติใหม่ของคู่ชิงชนะเลิศ เช่นเดียวกับการสร้างตัวเลขใหม่ให้สเปนเป็นแชมป์ที่ยิงประตูน้อยสุดในประวัติศาสตร์แค่ 8 ลูกจาก 7 นัด แถมแพ้ประเดิมสนามชนิดที่ไม่มีแชมป์
รายไหนทำกันมาก่อน
เหนือสิ่งอื่นใด มันยังทำให้นัดชิงฯ เวิลด์คัพ 2010 จบแบบไม่น่าประทับใจเหมือนยุคก่อน
ย้อนหลังไปถึงปี 1986 หรือเมื่อ 24 ปีก่อนโน้น ครั้ง ดีเอโก้ มาราโดน่า นำอาร์เจนตินา กระชากหัวใจคนเยอรมันตะวันตก ด้วยสกอร์ 3-2 แบบดรามาสุดๆ ดูจะเป็นหนเดียวที่นัดชิงฯ ตื่นเต้นสุดขีดคลั่ง
ถัดจากนั้นไม่ว่าจะเป็นรีแมตช์ที่อิตาลีในปี 90 ซึ่งอินทรีเหล็กเฉือนชนะไปหวุดหวิดจากจุดโทษของ อันเดรียส์ เบรห์เม่ ตามด้วยอีก 4 ปีถัดมาซึ่งบราซิล เตะลูกโทษชนะอิตาลี คาดกันว่าจะสนุกตื่นเต้นแต่ลงเอยแบบไม่มันเท่าไหร่
ส่วนปี 1998 และ 2002 ฝรั่งเศสและบราซิลก็เหนือกว่าคู่แข่งแบบชัดเจนเกินไป จะมีก็คงเป็นเมื่อ 4 ปีก่อนที่มีคดีโขกของ ซีเนดีน ซีดาน มาสร้างความระทึกขวัญให้บ้าง แต่เกมลงเอยด้วยลูกโทษอยู่ดี
นัดชิงโทรฟี่เวิลด์ คัพ หนนี้ก็ไม่ต่างครับ เมื่อฟากหนึ่งพยายามปั้นเกมตามถนัด ขณะที่อีกฟากคอยเบรกเพื่อไม่ให้คู่ต่อสู้เล่นได้ถนัด
ศาสตร์การต่อสู้ในสนามฟุตบอลย่อมมีหลากหลายกับการเอาชนะคู่แข่ง ทั้งสวยงาม หรือหนักแน่น เปิดเกมรุกหรือเล่นเกมรับ แต่ถ้ายิงคำถามนี้ใส่แฟนบอลที่เป็นกลางจริงๆ ไม่ว่าใครก็อยากเห็นเกมที่สวยงามมีสไตล์กันมากกว่าทีม
ที่งัดเอาแท็กติกประเภททำลายเกมมาใช้
ยังดีนะครับที่ผลมันออกมาถูกข้าง และสเปนก็เหมาะสมกับคำว่าแชมป์โลกทุกประการ แม้จะได้มาแบบไม่เลิศหรูดูสนุกเหมือนที่เราคาดหวัง แต่นั่นเป็นเพราะรูปเกมและจังหวะเป่าของผู้ตัดสินที่บางครั้งอาจไม่ประทับใจจ๊อดไปบ้าง
อย่างไรก็ดี หลังจากที่ กาซียาส ชูถ้วยทองขึ้นเหนือหัวประกาศศักดาคำว่าแชมป์โลกนั้น ภาพที่น่าประทับใจไม่แพ้กันคือแถวของนักเตะฮอลแลนด์ที่มายืนเรียงรายปรบมือให้ ทั้งที่เพิ่งหวดกันอย่างเอาเป็นเอาตายตั้ง 120 นาที เพื่อ
แสดงน้ำใจก่อนแยกย้ายกลับเข้าห้องพักแบบเซ็งๆ
สภาพอารมณ์เดือดและโศกเศร้าในฐานะผู้พ่ายแพ้แบบนั้น ฮอลแลนด์ก็ยังไม่ลืมสิ่งดีๆ ซึ่งมีอยู่ในเกมกีฬา ถือเป็นภาพที่น่าประทับใจอีกอย่างหนึ่งในนัดนี้
ฟุตบอลโลกมีอันผ่านพ้นไปอีกครั้งหนึ่ง พร้อมเรื่องราวมากมายให้เล่าขานกันต่อไป อย่างน้อยก็อีกสัก 4 ปีกว่าบราซิลจะมารับช่วงต่อ
และสเปนก็ได้จารึกชื่อตัวเองเข้าสู่ทำเนียบแชมป์โลก เคียงบ่าเคียงไหล่กับ บราซิล, อิตาลี, อาร์เจนตินา, เยอรมัน, ฝรั่งเศส, อังกฤษ และ อุรุกวัย ด้วยสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
พรุ่งนี้พบกับทีมยอดเยี่ยมและความทรงจำเล็กๆ น้อยๆ กันเป็นบทส่งท้ายครับ
ชู้ตเอ๊าต์
: 1 : 7,725 |
|
|