ซีเกมส์ กับ คาราเต้โด ถือเป็นกีฬาที่แฟนกีฬาชาวไทยจะหวังยากสักนิดที่จะเห็นการคว้าเจ้าคาราเต้ในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะตลอดการแข่งขันซีเกมส์ ในทุกครั้งที่ผ่านมา คาราเต้-โด ไม่ค่อยจะสร้างผลงานให้ชาวไทยได้โสภาสักหน่อย โดยครั้งที่สร้างประวัติศาสตร์ คว้าทองเป็นครั้งแรก ก็เป็นการแข่งขันเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ที่ประเทศฟิลิปปินส์ จากนั้นในซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ที่ จ.นครราชสีมา นักคาราเต้โดทีมชาติไทยทำผลงานได้ 2 ทอง 4 ทองแดงทั้งๆที่แข่งขันในบ้านตัวเองแท้ๆ ผลบุญที่ทำมามีน้อยนิด อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นในซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ที่ประเทศ สปป.ลาว จนเป็นเรื่องเป็นราวถึงการโดนทักท้วงจาก ''บิ๊กจา'' พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ที่จับตาดูสมาคมคาราเต้โดแห่งประเทศไทย มาตลอด 2 ปี แทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เช่นเดียวกับ พล.ท.ภัทธวิทย์ หงสประภาส นายกคาราเต้โด ที่คาใจกับสมาคมที่ตัวเองบริหารอยู่เหมือนกัน ทำอะไรกันอยู่ เขาคิดว่าเข้ามาทุ่มเทเต็มที่ หาเงินมาสร้างยอดนักกีฬา แต่ต้องผิดหวังกับผลงาน เมื่อ ''บิ๊กจา'' ยื่นหอกมาให้ เลยสั่งฟันหั่นนักกีฬาทิ้งซะ 7 คน แต่สุดท้ายใจอ่อน ต้องเปลี่ยนใจส่งนักกีฬาชุดใหญ่ 20 คน ไปลุย เวียงจันทน์เกมส์ เหมือนเดิม เมื่อทุกอย่างจบลงด้วยดี ผู้ใหญ่ให้โอกาสแล้ว...คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของนักกีฬาที่จะต้องพิสูจน์ความสามารถเอาเอง ว่าสิ่งที่เขาปรามาสไว้มันจริงหรือไม่ ไปกันเยอะขนาดนี้ จะคว้าเหรียญทองได้สักกี่เหรียญ โดยรายชื่อนักคาราเต้โดทีมชาติ ประกอบด้วย ประเภท ต่อสู้ หญิง ''ปุ้ย'' ญาณิศา ต่อรัตนวัฒนา เจ้าของเหรียญทองซีเกมส์ ครั้งที่แล้ว รุ่นต่ำกว่า 53 กก., มนิษา ปุลววัน ต่ำกว่า 60 กก., ปิยะนันต์ ราชบันดิษฐ์ เกิน 60 กก., กนกวรรณ นรเศรษฐ์กุล ต่ำกว่า 48 กก., กรวรรณ ดีวาจา (ทีม), สุรภี อินทรแจง (ทีม) ทิพย์วัลย์ คำศรี (ทีม), ชาย หิรัญนิธิชัชพล สารธรรม ต่ำกว่า 55 กก., ทรงพล งามพึงพิศ ต่ำกว่า 60 กก., ยุทธนา ศรีประพันธ์ ต่ำกว่า 65 กก., ยุทธนา กล่ำพระบุตร ต่ำกว่า 75 กก., ส.ต.ศักดา พรรณา เกิน 75 กก., ประเภทท่ารำ ทีม ชาย สันติ เรือมา, สรรพสิทธิ์ ชลพันธ์, พนา เลิศเชิดชูพงศ์, เดชา พิศมัย, วุฒิพล สินธุนาวารัตน์ และทีมหญิง ปวีณา รักษาชาติ, นฤมล จันทร์สม และ กาหลง บัวนาค ในบรรดารายชื่อนักกีฬาทั้งหมด เท่าที่เห็นตัวชูโรงของคาราเต้โด ในซีเกมส์ครั้งนี้ ยังคงมองไปที่ ''ปุ้ย'' ญาณิศา ต่อรัตนวัฒนา ผู้ซึ่งไม่เคยทำให้สมาคมผิดหวัง คว้าเหรียญทองซีเกมส์มาแล้ว 2 สมัยติด ถึงแม้ซีเกมส์ในครั้งนี้ จะลงชิงชัยแค่ประเภท ต่อสู้ รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 53 กก. กับท่ารำ เดี่ยว แต่ทั้ง 2 ประเภทก็เป็นความหวังของทัพคาราเต้ไทยเสมอ โดยเฉพาะในรุ่น 53 กก. ญาณิศา ถือว่าเป็นแชมป์เก่า ไปแข่งขันครั้งนี้เพื่อป้องกันแชมป์ และท่ารำ ได้ฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ บวกจ้างโค้ชจาก ญี่ปุ่นมาเทรนเป็นพิเศษ โอกาสหยิบ 2 ทอง มีเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ และ ปุ้ย อาจได้ลงในประเภท โอเพ่น อีก 1 รุ่น ถ้ามีบรรจุตามโปรแกรมที่เจ้าภาพคลอดออกมา นอกจาก ญาณิศา ที่มีต้นทุนทางสังคมสูง มีผลงานปรากฏให้เห็นชัดเจน ทำให้หลายคนยังคงไว้วางใจในตัวเธอ ขณะที่นักกีฬาคนอื่นๆ ส่วนใหญ่จะเป็นดาวรุ่งหน้าใหม่ จะมีหน้าเก่าก็คือ หิรัญนิธิชัชพล สารธรรม เจ้าของเหรียญทองแดง รุ่นต่ำกว่า 60 กก. ในซีเกมส์ที่เมืองไทย แต่ครั้งนี้ เขาลดน้ำหนักลงไปเล่นต่ำกว่า 55 กก. ซึ่งโอกาสจะคว้าทองก็มี แต่มีน้อนเมื่อเทียบโอกาสกับ มาเลเซีย และ เวียดนาม ที่กวาดทองคาราเต้เป็นกอบเป็นกำ สำหรับประเภทท่ารำ ทีม โอกาสเหรียญทองดูเหมือนจะยากเย็น แสนเข็ญ ขนาดเมื่อครั้งที่แล้ว ไทยเป็นเจ้าภาพ คาราเต้โดไทย ยังคว้ามาได้แค่เหรียญทองแดง ครั้งนี้จึงลุ้นทองลำบาก ถึงแม้จะมีโค้ชจากญี่ปุ่นมาสอน แต่มันก็เป็นเวลาแค่ช่วงสั้นๆ งานนี้จึงดูแล้ว ลุ้นทองยากมาก หรือถ้าจะได้ก็คงต้องให้ไปลุ้นกันในประเภทต่อสู้ บุคคล มันไม่หมูสำหรับ คาราเต้โด ในซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ที่จะคว้าเหรียญทองได้ 2 เหรียญ เท่ากับครั้งที่แล้ว แต่ถึงจะไม่หมู บรรดานักคาราเต้โดทีมชาติไทยก็ต้องทำให้ได้ เพราะถ้าแค่ 2 เหรียญทองจากการชิงชัยทั้งหมด 17 เหรียญทอง ยังทำไม่ได้ กลับมาจากเวียงจันทน์ ครั้งนี้ พวกท่านก็ควรพิจารณาดูเอาว่า สิ่งที่โดนทักท้วงจากผู้ใหญ่ มันสมควรจะโดนด่าซ้ำหรือไม่...แต่ถ้าโดนด่า สมควรที่จะตอบโต้อีกหรือไม่ ถึงตอนนั้นท่านจะมาหาว่าคนอื่นกลั่นแกล้งไม่ได้แล้วนะ เชื่อเหลือเกินว่า ถ้าคนไทยตั้งใจที่จะทำอะไรแล้ว ไม่แพ้ชาติใดแน่ และอย่าคิดว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ทำ...ก็ขอให้ท่านนำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต
|