| 11/07/2012 10:52:18 |

งวดเข้ามาทุกขณะสำหรับ "ลอนดอนเกมส์ 2012" โอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จะรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพในระหว่าง 27 กรกฎาคม - 12 สิงหาคม ศกนี้
โดยทัพไทยผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายในเวลานี้ 37 ชีวิตจาก 16 ชนิดกีฬา ซึ่งนอกจากความหวังในด้านความเป็นเลิศที่จะพิสูจน์ด้วยผลงาน และ เหรียญรางวัลบนโพเดียมแล้ว
อีกสิ่งหนึ่งที่จะพิสูจน์สปิริตของนักกีฬาไทยคือความโปร่งใสในทุกๆ อณู เพื่อชัยชนะที่บริสุทธิ์ และ สมบูรณ์แบบที่สุด
นั่นทำให้ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ภายใต้การบริหารงานของ "บิ๊กหนุ่ม" กนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการกกท. เน้นย้ำเป็นพิเศษ เป็นนโยบายสำคัญผ่านฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬา
รวมทั้งยังจับมือกับภาคเอกชนอย่าง "จีเอสเค" บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น จำกัด หน่วยงานที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการจัดการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ (โลก๊อก) เป็นพันธมิตรการให้บริการตรวจสารกระตุ้นของนักกีฬาโอลิมปิกเกมส์ รวมถึง องค์กรต่อต้านสารกระตุ้นโลก (วาดา) ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก เช่น สถาบันคิง คอลเลจ ลอนดอน เข้ามาเสริมอีกแรงบวก ในการเพิ่มองค์ความรู้ให้กับนักกีฬาไทยห่างไกลโด๊ป
มนตรี ไชยพันธุ์ รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศ และวิทยาศาสตร์การกีฬาระบุว่า ระเบียบการตรวจสารกระตุ้นในโอลิมปิกเกมส์เข้มงวดขึ้นมากเนื่องจากเรื่องเหล่านี้กำลังจะเป็นอาชญกรรมทางการกีฬา องค์กรกีฬาทั่วโลกจึงป้องกันเต็มที่
ด้าน นพ.มีชัย อินวู๊ด หัวหน้างานตรวจรักษาฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬา ระบุว่า ขั้นตอนการตรวจโด๊ปนั้น ปัจจุบันหน่วยงานที่รับผิดชอบพยายามปรับเปลี่ยนเพื่อให้เท่าทันการใช้สารกระตุ้นในทุกรูปแบบ นักกีฬาที่ถูกตรวจพบสารกระตุ้นจะโดยเจตนาหรือไม่ นักกีฬาจะต้องรับผิดชอบ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทีมจะต้องช่วยกันตรวจตรา เนื่องจากในท้องตลาดมียาที่มีตัวยาสารกระตุ้นอยู่กว่า 3,000 ชนิด ซึ่งเภสัชกร ที่ไม่ชำนาญเฉพาะทางจะไม่ทราบ ยกตัวอย่าง ยาแก้หวัด จะทำให้ร่างกายตื่นตัว มีปฏิกิริยาตอบสนองเร็วขึ้น ส่วนยาความดัน หัวใจเต้นช้าลงจะส่งผลได้เปรียบในบางชนิดกีฬาเช่น ยิงปืน ฯลฯ
นอกจากนี้ทางเจ้าภาพจะเริ่มปูพรมตรวจสารกระตุ้นทันทีที่หมู่บ้านนักกีฬาเปิด 16 ก.ค. ซึ่งการเข้าพักนั้น นักกีฬาจะเปลี่ยนห้องไปนอนกับเพื่อนโดยพลการไม่ได้ เนื่องจากข้อมูลที่อยู่นั้นฝ่ายตรวจโด๊ปจะมีตามเอกสารเท่านั้น หากสุ่มตรวจไม่เจอตัว 3 หนจะถูกลงโทษทันที ขณะเดียวกันการมีสารกระตุ้นไว้ในครอบครองทั้งนักกีฬา หรือ เจ้าหน้าที่ก็ถือว่ามีความผิด ซึ่งในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ขอให้นักกีฬามาตรวจรักษาที่กกท.เท่านั้นเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาได้ อย่างไรก็ตามหากจะต้องนำยารักษาโรคประจำตัวไปด้วย จะต้องแจ้งประวัติการใช้ยาล่วงหน้า 21 วัน เช่นเดียวกันกับการขอตรวจสารกระตุ้นหลังแข่งขันจะต้องให้ความร่วมมือเดินทางไปให้ตัวอย่างกับเจ้าหน้าที่ทันที จากเดิมหลังแข่ง 1 ชั่วโมง หากไม่ปฏิบัติตามถือว่าผิดเช่นกัน
เป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการป้องกันไม่ให้ตกเป็นผู้ต้องสงสัย และเป็นการป้องกันการใช้สารกระตุ้นโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ให้กับทัพนักกีฬาโอลิมปิกเกมส์ของไทยอย่างเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์
และจะเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า เหรียญใดๆ ของนักกีฬาไทยมาจากความมุ่งมั่นจากการฝึกซ้อมล้วนๆ



กองประชาสัมพันธ์ การกีฬาแห่งประเทศไทย